นับตั้งแต่เดือนกรกฎาคม 2559 ตลาดรถยนต์ส่งออกของไทยหดตัวต่อเนื่องมาโดยตลอด และจากการเก็บรวมข้อมูลของศูนย์วิจัยกสิกรไทยพบว่า 5 เดือนที่ผ่านมาตลาดส่งออกรถยนต์หดตัว 9.1% แบ่งเป็นรถยนต์นั่งหดตัว 3.7% รถปิกอัพหดตัว 8.5% และรถเอนกประสงค์ PPV หดตัว 28%
ส่งออกรถปิกอัพตก เพราะตะวันออกกลาง
การหดตัวของตลาดส่งออกรถปิกอัพ ซึ่งเป็นตลาดที่มีสัดส่วนมากกว่า 50% ของตลาดส่งออกรถทั้งหมด เกิดจาก ตลาดตะวันออกกลาง ซึ่งเคยเป็นตลาดนำเข้าปิกอัพอันดับ 1 ของไทยต่อเนื่องมาอย่างยาวนานกว่า 9 ปี นับตั้งแต่ปี 2549 โดยตลอดช่วง 2 ปีที่ผ่านมาได้เผชิญกับปัญหาเศรษฐกิจในภูมิภาคจากราคาน้ำมันที่อยู่ในระดับต่ำมาอย่างต่อเนื่อง ทำให้รายได้ของประเทศในกลุ่มซึ่งพึ่งพิงรายได้จากการส่งออกน้ำมันเป็นหลักนั้นลดต่ำลง รวมถึงสงครามและความขัดแย้งในภูมิภาค และการปรับเพิ่มขึ้นของอัตราเบี้ยประกันรถยนต์ที่สูงมากในบางประเทศ ทำให้ตลอดช่วงที่ผ่านมาดีลเลอร์รถยนต์ในประเทศเหล่านี้ต่างต้องปรับตัวบริหารสต็อกรถยนต์ที่ล้นตลาดอยู่เป็นจำนวนมากให้เข้าสู่ภาวะสมดุลมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งคาดว่าแนวโน้มปัญหาดังกล่าวจะลดลง บนปัจจัยเรื่องราคาน้ำมันที่อาจปรับตัวลดลงส่งผลกดดันตลาดอยู่
ศูนย์วิจัยกสิกรไทย คาดว่า การส่งออกรถปิกอัพไปยังตลาดตะวันออกกลางรวมทั้งปี 2560 หดตัวประมาณ 39-41% หรือคิดเป็นจำนวนรถปิกอัพส่งออกไปทั้งสิ้นระหว่าง 62,500 ถึง 64,000 คัน จากที่ส่งออกได้ 105,606 คัน หรือหดตัว 44.2% ในปี 2559

โอเชียเนียกลับขยายตัว
ท่ามกลางสถานการณ์ตลาดส่งออกรถปิกอัพรวมที่ซบเซายังคงมีแสงสว่างจากตลาดประเทศในกลุ่มโอเชียเนีย และบางประเทศในเอเชีย โดยเฉพาะกลุ่ม CLMV ซึ่งถือเป็นตลาดใหม่นั้น ยังมีโอกาสเติบโตได้ดี
ศูนย์วิจัยกสิกรไทยคาดว่าการส่งออกรถปิกอัพไปตลาดโอเชียเนียในปี 2560 จะเติบโตมากถึง 10-14% หรือคิดเป็นจำนวนรถปิกอัพที่ส่งออกไปทั้งสิ้น 214,000 – 222,000 คัน จากที่ส่งออกได้จำนวน 194,433 คัน เติบโตเพียง 1.1% ในปีที่ผ่านมา
จากออสเตรเลียและนิวซีแลนด์ ซึ่งเป็นตลาดนำเข้าหลัก 2 อันดับแรกของไทยได้รับแรงผลักดันจากเศรษฐกิจที่ฟื้นตัว รถปิกอัพยังเป็นรถประเภทที่เหมาะสมกับการใช้งานในสภาพภูมิประเทศของทั้ง 2 ประเทศนี้ ทำให้รถปิกอัพเป็นรถที่ได้รับความนิยมอย่างต่อเนื่องควบคู่ไปกับรถเอนกประสงค์ที่เป็นเทรนด์ใหม่ในตลาด นอกจากนี้การทยอยปิดโรงงานผลิตรถปิกอัพในออสเตรเลียอย่างต่อเนื่องในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมาทำให้ความจำเป็นในการนำเข้ารถปิกอัพ โดยเฉพาะจากไทยซึ่งเป็นฐานผลิตรถปิกอัพระดับโลกที่มีระยะทางขนส่งใกล้ที่สุดเพื่อตอบสนองต่อตลาดในภูมิภาคเพิ่มขึ้น
ส่วนตลาด CLMV ในปีนี้คาดว่าจะสามารถส่งออกรถปิกอัพไปได้ระหว่าง 44,000 – 45,000 คัน เติบโต 7-10% จากปี 2559 ที่ส่งออกรถปิกอัพได้ประมาณ 41,100 คัน เติบโต 7.5% จากการขยายตัวของเศรษฐกิจเฉลี่ยที่ดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง
และ CLMV ยังเป็นภูมิภาคที่ประชาชนยังถือครองรถยนต์ต่ำมาก โดยตลาดส่งออกรถปิกอัพไทยที่โดดเด่นที่สุดในกลุ่มนี้ คือ เวียดนาม ซึ่งมีส่วนแบ่งที่สูงถึงกว่า 86% ของตลาด CLMV มีอัตราการขยายตัวต่อปีเฉลี่ยมากกว่า 30% ในช่วงระยะกว่า 5 ปีที่ผ่านมา ซึ่งปัจจัยที่ทำให้เวียดนามนำเข้ารถปิกอัพเพิ่มขึ้นนอกจากกำลังซื้อของประชาชนที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องแล้ว ยังเป็นเพราะคนเวียดนามนิยมซื้อรถปิกอัพเพื่อใช้ส่วนบุคคลมากขึ้นจากเดิมที่ใช้เพียงเพื่อการขนส่งทางพาณิชย์ เนื่องจากราคาที่ถูกกว่ารถยนต์นั่ง จากอัตราภาษีที่เกี่ยวข้องที่ต่ำกว่า ส่งผลให้ความนิยมเพิ่มสูงขึ้นตามลำดับ และในปี 2561 ที่อัตราภาษีนำเข้ารถยนต์จากอาเซียนจะลดลงเหลือร้อยละ 0 ทั้งหมด น่าจะส่งผลดีต่อการส่งออกรถยนต์จากไทยไปมากขึ้น
ส่วนตลาดเอเชียอื่นๆ ที่การส่งออกรถปิกอัพเคยหดตัวมาในอดีตอย่าง ฟิลิปปินส์ มาเลเซีย และอินโดนีเซีย ในปีนี้คาดการณ์ทรงตัวถึงเติบโต 2% หรือคิดเป็นรถปิกอัพ 112,000- 114,500 คัน ขยายตัวจากปี 2559 ที่ส่งออกได้ 111,380 คัน หดตัว 0.2%
ปัจจัยบวกหลายด้านในประเทศเหล่านี้คาดว่าอาจช่วยกระตุ้นยอดส่งออกปิกอัพของไทยได้ในช่วงที่เหลือของปี ทำให้ศูนย์วิจัยกสิกรไทย คาดว่า การส่งออกรถปิกอัพของไทยในปี 2560 มีโอกาสหดตัวน้อยลงเหลือ 2-5% หรือคิดเป็นยอดส่งออกรถปิกอัพประมาณ 550,000 ถึง 565,000 คัน จากที่หดตัว 13.3%หรือคิดเป็นยอดส่งออกรถปิกอัพ 576,585 คัน ในปี 2559
