ตื่นกลางดึกพร้อมหัวใจเต้นแรง – ถ้าในสมองเต็มไปด้วยเรื่องที่ต้องทำจะเกิดความเครียดสะสมจนเก็บฝัน จึงไม่แปลกที่คุณอาจตื่นขึ้นกลางดึกพร้อมอาการตื่นตระหนก อย่างเหงื่อแตกหรือใจเต้นแรง หากเป็นไปได้ก่อนเลิกงานแต่ละวันควรหาทางหนีไฟให้ตัวเองไว้ เช่น ขอเลื่อนกำหนดส่งงานหรือให้ใครช่วยทำแทน การทำแบบนี้จะช่วยแบ่งเบาภาระหน้าที่ให้ลดลงและกันภาวะหมดไฟได้
รู้สึกว่าทำไมตกเป็นฝ่ายตั้งรับ – เมื่ออยู่ในสถานการณ์แบบนี้แสดงว่าคุณมีปัญหาด้านการจัดการหรือล้มเหลวเรื่องการลำดับความสำคัญของงาน แน่นอนว่าเสี่ยงต่อภาวะงานท่วม แต่คุณยังมีโอกาสออกจากวิกฤตได้ด้วยการไตร่ตรองทุกครั้งก่อนบอกว่า “ได้” และพูดปฏิเสธให้เป็น เพราะทันทีที่เป็นคนคุมทุกอย่างและจัดการตารางเวลาทำงานได้ลงตัว คุณก็จะไม่ถูกดูดพลังจนหมดไฟ
มัวคิดกังวลกับอะไรที่ยังมาไม่ถึง – สัญญานอันตรายถัดมาที่เตือนว่าคุณใกล้หมดไฟคือใจความคิดไม่อยู่นิ่ง กังวลกับสิ่งที่ยังไม่เกิด และไม่ใส่ใจกับปัจจุบัน เพราะนี่เป็นการเปลืองเวลาและพลังงานโดยใช้เหตุ แต่ไม่ต้องกังวลไป โดยทางแก้คือการหมั่นทำสมาธิ ปล่อยวาง และจดจ่ออยู่กับตารางงานที่กำหนดไว้แล้ว
เจอเรื่องกวนใจนิดหน่อยก็ฟิวส์ขาด – ลองถามตัวเองดูว่า ฉุนเฉียวง่ายกว่าปกติหรือเปล่า? เจอสะกิดนิดหน่อยก็อารมณ์เสียบ้างไหม? หรือเพิ่งเผลอตวาดใส่คนใกล้ชิดไปหรือไม่? ถ้าคำตอบคือใช่นี่คืออีกสัญญานหนึ่งที่เตือนถึงอาการหมดไฟ เพราะมันหมายความว่าคุณทุ่มเทพลังงานกับงานมากมากเกินไปนั่นเอง
นอนหลับเต็มตื่นได้น้อยลง – ที่มาของสัญญานนี้มีสาเหตุมาจากความเครียดสะสมและคิดกังวลถึงเส้นตายในการส่งงานจนเก็บไปฝันเหมือนสัญญานเตือนในข้อแรก โดยหากนอนน้อยกว่าเดิมหรือน้อยกว่าคนทั่วไปหลายวันเข้า สมองจะล้า ประสิทธิภาพในการทำงานลดลงและนับถอยหลังสู่การหมดไฟในที่สุด ถ้าไม่อยากทำร้ายตัวเอง ควรสะสางงานในแต่ละวันให้เสร็จและไม่มีเหลือคั่งค้าง เพื่อให้ร่างกายได้พักผ่อนอย่างเพียงพอ
ลืมไปหมดแล้วว่าความสุขคือะไร – ลองนั่งลงนิ่งๆ แล้วหยุดคิดว่าคุณยังพอใจกับงานและชีวิตที่เป็นอยู่หรือไม่ ถ้าไม่นี่เป็นสัญญานชัดเจนว่าไฟของคุณกำลังมอดลง ถ้าไม่อยากให้มันดับไปลองหามุมที่ทำให้คุณสนุก หรือหาเวลาว่างทำเรื่องที่ชอบบ้าง หากจำเป็นต้องทำงานนี้ต่อไปหรือยังหางานใหม่ไมได้ เพราะความสุขคือน้ำทิพย์หล่อเลี้ยงให้สามารถเดินต่อไปได้
ที่มา : inc.com
