ขอทวนคำถามอีกครั้งถ้าไม่เข้าใจ – ถ้าเจอคำถามที่คลุมเครือ ไม่ต้องหนักใจเพราะความผิดอาจเกิดจากคนถามก็ได้ คู่สนทนาของคุณอาจใช้คำผิด ทุกครั้งที่เจอสถานการณ์แบบนี้ให้ถามกลับไปอย่างสุภาพว่าคำหรือประโยคที่เขาใช้ถูกต้อง เพื่อความชัดเจนเช่นระหว่างสัมภาษณ์งานหากถูกถามว่า “หากเรารับคุณเข้าทำงาน อีก 3 ปีข้างหน้าคุณคิดว่าคุณว่ามีความก้าวหน้ามากน้อยแค่ไหน?” อาจตอบไปกลับไปว่า “เป็นคำถามที่ดีครับ แต่ผมยังไม่เข้าใจว่าคำถาม คุณช่วยตีกรอบคำถามให้แคบลงอีกหน่อยได้ไหมครับ?” ซึ่งฝ่ายคนสัมภาษณ์อาจเปลี่ยนเป็นคำถามใหม่เป็น “อีก 3 ปีต่อจากนี้คุณคิดว่าความรับผิดชอบในงานของคุณจะเปลี่ยนไปมากน้อยแค่ไหน เมื่อเทียบกับเพื่อนร่วมงานหรือคู่แข่งในแผนกเดียวกัน?”
ใช้ไหวพริบ – หลังตกเป็นฝ่ายตั้งรับด้วยคำถามที่คลุมเครือแล้ว ด่านต่อไปคือคำถามจี้จุดอ่อนอย่าง “ความผิดพลาดที่ผ่านมา” หรือ “ความล้มเหลวในอดีต” ถ้าเผชิญกับคำถามลักษณะนี้ให้มอง Key Word ที่ผู้ถามอยากรู้ในแง่ดี คิดว่าเป็นคำถามปลายเปิด ใช้ไหวพริบ นิยามประเด็นหลักเหล่านี้ใหม่เพื่อชี้ให้เห็นว่าคุณมีความสร้างสรรค์ ยังไม่จนแต้ม และพร้อมรับความท้าทายเสมอ เช่นลองตอบกลับไปว่า “ผมเคยพลาดในเรื่องรักษาสมดุลย์ระหว่างงานกับชีวิตส่วนตัวและแบ่งเวลาให้ครอบครัว” เพราะคือการบอกเป็นนัยว่าคุณทุ่มเทกับงาน เคล็ดลับในการใช้ไหวพริบคือต้องทำให้คุณดูดีในสายตาผู้ถาม
เผยทัศนคติที่ดี – หลายคำถามในการสัมภาษณ์งานมีจุดประสงค์เพื่อกระตุ้นให้คุณแสดงทักษะในสายงานและเก็บข้อมูลเบื้องต้นว่าคุณมีความรู้ความสามารถในตำแหน่งานที่สมัครมากน้อยแค่ไหน ฝั่งคนสัมภาษณ์จึงไม่ได้หวังว่าคุณจะรู้ไปหมดทุกเรื่อง ซึ่งหมายความว่ามันเป็นโอกาสให้คุณได้แสดงมุมมองส่วนตัวด้วย ฉนั้นการยอมรับตรงๆ ถ้าไม่รู้จะตอบอย่างไร ย่อมดีกว่ามัวเสียเวลาคิดนานแล้วตอบไปอย่างครึ่งๆ กลางๆ แต่ขณะเดียวกันต้องปิดบทสนทนาที่บอกให้รู้ว่าคุณคิดบวก มีความกระตือรือร้นและอยากได้งานจริงๆ เช่นหากคุณเป็นฝ่ายโฆษณาแล้วถูกถามว่า “คิดว่าจะทำงานเป็นฝ่ายขายได้หรือไม่” ถ้าไม่รู้ก็ตอบกลับไปอย่างสุภาพว่าไม่รู้แต่ให้ปิดประโยคว่า “พร้อมรับความท้าทายใหม่และอยากเก็บเกี่ยวประสบการณ์ทำงานที่ไม่คุ้นเคยมาก่อนครับ”
มีสติกับคำถามเชิงยั่วยุ – คงมีบางครั้งที่คุณคิดใจว่า “ถามแบบนี้ แล้วจะให้ตอบยังไง?” เช่นขณะสัมภาษณ์งานถูกถามว่า “วางแผนที่จะลางานออกไปเลี้ยงลูก ช่วงในไม่กี่ปีต่อจากนี้บ้างหรือเปล่า?” เจอแบบนี้อันดับแรกที่ต้องทำคือตั้งสติ แล้วถามตัวเองว่าเราอยากได้งานนี้มากแค่ไหน หากคำตอบคืออยากได้งานมาก ให้ตอบกลับคู่สนทนาแบบกระชับ หนักแน่น และลงท้ายด้วยข้อมูลยืนยัน เช่นตอบว่า “ไม่ ยังไม่มีครับ เพราะอยากใช้ความรู้และประสบการณ์ด้าน … , …. และ ที่มีอยู่ให้เป็นประโยชน์ต่อองค์กร”
สงบสยบความเคลื่อนไหว – จะวัดว่าใครตอบคำถามยากๆ ได้ดีกว่ากัน ข้อแตกต่างอาจเกิดขึ้นจากเวลาเพียงไม่กี่วินาที นี่แสดงให้เห็นว่าบางทีความเงียบก็มีประโยชน์ เพราะนอกจากช่วยให้คุณได้หยุดคิดหาคำตอบที่เหมาะสมแล้ว ยังเปิดโอกาสให้คุณได้สังเกตท่าทีของผู้ถามด้วย
ถามมา ถามไป – หากอยากพลิกสถานการณ์ รุกกลับให้คู่สนทนาได้เป็นฝ่ายต้องคิดบ้าง เพิ่มเวลาคิดให้ตัวเอง และกันไม่ให้ถูกถามซ้ำ ลองตอบคำถามด้วยคำถาม เช่นถ้าคู่สามีภรรยากำลังต้องหย่าขาดกันแล้วลูกถามว่า “ทำไมพ่อแม่ต้องแยกทางกัน” ให้ตอบและถามด้วยประโยคเดียวกันว่า “ทำไมถึงแบบนี้ละลูก?” โดยระหว่างที่ลูกกำลังพูด ก็คิดไว้ใจว่าจะตอบกลับไปอย่างไรให้ลูกเข้าใจง่ายที่สุด
ลงท้ายอย่างมีวาทะศิลป์ – เมื่อต้องรับมือกับท่าทีของคู่สนทนาที่ไม่พอใจคำตอบของคุณ ให้ปิดประโยคด้วยข้อมูลที่เปิดโอกาสให้คุณแก้ตัวผ่านคำถามถัดไป ซึ่งสามารถตอบได้ชัดเจนขึ้น เช่นกับคำถามอย่าง “ทำไมถึงออกจากงานเก่า?” หลังชี้แจงเหตุผลด้วยประโยคแรกไปแล้วให้ต่อด้วย “แต่ผมรู้มาว่าบริษัทนี้ ผลประกอบการไตรมาสล่าสุดดีมาก จึงอยากมาทำงานกับองค์กรที่กำลังก้าวหน้าและอนาคตสดใสกว่า”
ที่มา : lifehack.com
