ChampEngRish คือศูนย์ภาษาที่ตั้งใจสะกดชื่อ E N G ‘R’ I S H แทนที่จะเขียนว่า ENGLISH แบบถูกต้อง เพราะเข้าใจธรรมชาติของใครหลายคนที่กำลังเริ่มเรียนภาษา มักเจอปัญหาการออกเสียง R และ L ให้ถูกต้องนั้นไม่ใช่เรื่องง่าย

คุณแชมป์ – ธาตรี นิช่างทอง อธิบายเรื่องชื่อของศูนย์ภาษาที่เขาเป็นผู้ก่อตั้งด้วยความภูมิใจ พร้อมกับยอมรับว่าเขาคือ ‘อดีตคนที่ไม่เก่งภาษาอังกฤษ’

แต่ด้วยหน้าที่การงานในเส้นทางวิศวกรที่ต้องเจอกับเจ้านายชาวต่างชาติ จึงเริ่มฝึกภาษาด้วยการซื้อคอร์สเรียนออนไลน์จากอเมริกา เริ่มเรียนและฝึกฝนด้วยตนเองจนสามารถสื่อสารได้ และรู้สึกว่าการฝึกฝนด้วยวิธีนี้ทำให้ตนสามารถสื่อสารภาษาอังกฤษได้จริง

“ในขณะที่คิดจะเริ่มธุรกิจเป็นของตัวเองก็ตกผลึกว่า หากเราเลือกจะทำธุรกิจ สินค้าหรือบริการของเราต้องทำให้ชีวิตของคนดีขึ้นได้ เลยนึกย้อนถึงตอนที่เราใช้ภาษาอังกฤษแล้วทำให้เรามีหน้าที่การงานที่ดีกว่าเดิม จึงตัดสินใจเลือกทำธุรกิจศูนย์ภาษาอังกฤษขึ้นมาโดยยึดหลักพื้นฐานจากการที่เราได้ไปเรียนมาด้วยตัวเอง”

เรียนเอง รู้เอง… จึงได้เข้าใจถึง Pain Point ของลูกค้า

ปัจจุบัน ChampEngRish กำลังอายุครบ 8 ปี มีทั้งหมด 35 สาขาอยู่ใน 18 จังหวัดทั่วประเทศ

นักเรียน 60% ของที่นี่ คือพนักงานออฟฟิศ พนักงานบริษัท ที่ต้องการเรียนภาษาอังกฤษเพื่อใช้ในการทำงาน หรือเพื่อเพิ่มโอกาสในการเลื่อนตำแหน่งงาน รวมถึงเรื่องของเงินเดือน และรองลงมาก็จะเป็นนักเรียนนักศึกษา

ทำให้ที่ ChampEngRish ไม่ได้เน้นการสอนแบบติวเตอร์เพื่อสอบทำคะแนน… แต่เน้นไปที่การสื่อสารและใช้งานเป็นหลัก โดยอิงจากระบบการเรียนรู้ภาษาของมนุษย์ที่ต้องพัฒนาทักษะด้านการฟัง การพูด ก่อนจะไปอ่านและเขียน

“คนที่เรียนกับเราต้องคิดเป็นภาษาอังกฤษให้ได้ พูดออกมาเป็นภาษาอังกฤษให้ได้แบบอัตโนมัติ นั่นคือจุดแข็งของเรา”

ที่ ChampEngRish จึงเน้นการเรียนแบบกลุ่มเล็ก รวมนักเรียนที่มีความสามารถด้านภาษาพอกัน หรือมีเป้าหมายในการเรียนภาษาอังกฤษที่ตรงกันเรียนสดร่วมกันในห้องเดียวกัน

เพราะอย่างที่บอกว่าการสอนของที่นี่ไม่ได้วัดแต้มคะแนนบนกระดาษ แต่เป้าหมายคือการเพิ่มสกิลด้านภาษาเพื่อพานักเรียนให้บรรลุเป้าหมายตามที่ตั้งใจไว้ เช่น สามารถทำงานกับเพื่อนร่วมงานต่างชาติ หัวหน้าชาวต่างได้ดีขึ้น บางคนอาจเรียนเพื่อย้ายตำแหน่ง ย้ายงาน หรือใช้ในการเรียนต่อ… เป้าหมายของผู้เรียนคือเรื่องที่ ChampEngRish โฟกัสเป็นพิเศษ

รวมถึงการได้ฝึกพูดจริงใช้จริง ผิดถูกไม่เป็นไร ทำให้ได้ผลลัพธ์ที่ดีรวมถึงตรงกับความต้องการของผู้เรียนที่เป้าหมายในการนำภาษาอังกฤษไปใช้ในการติดต่อสื่อสาร

โดยนอกจากสอนภาษาอังกฤษ ยังวางแผนขยายเปิดสอนภาษาอื่นเพิ่มที่เริ่มแล้ว จีน และจะมีเกาหลี ญี่ปุ่น ตามมา เป็นแผนคร่าว ๆ ก่อนที่จะเจอกับวิกฤตโควิด-19 …

สอนออนไลน์ใช้พลังเยอะกว่าเดิม 4 เท่า

“8 ปีที่ทำธุรกิจ โควิดหนักที่สุด” แน่นอนว่าธุรกิจโรงเรียนสอนพิเศษถูกปิดยาวตามมาตรการ โดยเฉพาะระลอก 3 ที่กินเวลาเกือบกว่าครึ่งปี 2564 โดยไม่มีช่วงพักให้หายใจ …

ChampEngRish เองที่มีจุดแข็งอย่างการเรียนเป็นกลุ่ม เน้นทำกิจกรรมฝึกใช้ภาษาร่วมกันจึงได้รับผลกระทบเต็ม ๆ เพราะทุกการล็อกดาวน์ สถานศึกษา โรงเรียนกวดวิชา ถูกปิดเป็นอันดับแรก ๆ อยู่แล้ว

“วิธีการรับมือ… เราคิดเสมอว่า ธุรกิจเรามีวันนี้เพราะบุคลากรของเรา ดังนั้น อันดับแรกตอนเจอวิกฤตคือคนของเราต้องอยู่ให้ได้ก่อน เราไม่มีนโยบายลดพนักงาน และที่สำคัญคือไม่ตัดเงินเดือน เพราะเข้าใจว่าทุกคนมีภาระเหมือนเดิม ถ้ารายได้เขาลดจะอยู่ไม่ได้”

บางคนอาจมองว่าสอนออนไลน์เรียนออนไลน์แทนก็พอได้ แต่หน้างานจริงก็ต้องใช้คำว่า “แค่พอได้จริง ๆ”

“พอเราปรับมาเป็นออนไลน์ หนึ่งคลาสเราลดเหลือนักเรียน 4 ต่อครู 1 คน จากเดิมจะเรียนเป็นกลุ่มไม่เกิน 12 คน แน่นอนว่าการเรียนออนไลน์โฟกัสของคนเรียนก็จะน้อยลง คนสอนก็ต้องบูสต์ตัวเองขึ้นเพื่อให้ประสิทธิภาพในการสอนไม่ดรอปเช่นกัน”

พร้อมกับเสริมด้วยกิจกรรมเพื่อให้คนที่เรียนโฟกัสและแสดงออกมากขึ้น ซึ่งยังดีที่เทคโนโลยีเดี๋ยวนี้ก็เอื้อต่อการเรียนการสอน รวมถึงผู้บริโภคยุคนี้ก็พร้อมจะปรับตัวเพื่อรอดไปด้วยกัน

และช่วงหลังวิกฤตยิ่งท้าทาย จากพฤติกรรมคนจะเปลี่ยนไป…
ถึงแม้ทุกอย่างจะผ่อนคลายปลดล็อกกลับมาเดินทางและใช้ชีวิตได้เหมือนแต่ก่อนก็ตาม และเขายังเชื่อว่ายังมีลูกค้าอีกไม่น้อยที่อยากกลับมาเรียนออฟไลน์ ได้มาเจอครูเจอเพื่อนที่คลาส แต่ก็ยังอยากได้ความสะดวกสบายแบบออนไลน์เหมือนที่เคยเรียน

“เราคิดเรื่องนี้มาหลายปีก่อนโควิด จริงจังขั้นเดินทางไปดูงานต่างประเทศเพื่อดูเรื่องการใช้เทคโนโลยี AR หรือแว่น VR มาปรับใช้ในการเรียนการสอน เราอยากจะก้าวไปถึงการเรียนผ่านห้องเรียนเสมือนจริงอะไรแบบนั้น เพราะผมเชื่อว่าอย่างไรคนก็ยังต้องการเรื่อง Connect ซึ่งกันและกัน”

ซึ่งก็ไม่ใช่เรื่องไกลตัวเพราะต่อไปเราอาจได้นั่งเรียนภาษาอังกฤษจากที่ไหนก็ได้ แต่เหมือนได้นั่งอยู่ในห้องเรียนเดียวกับเพื่อน ๆ ที่อยู่คนละบ้าน คนละจังหวัด หรือคนละประเทศแบบพร้อมหน้ากัน…

นอกจากการสอนที่ต้องปรับ
การจะต่อยอดธุรกิจในห้วงวิกฤตแบบนี้ ต้องพัฒนาเช่นกัน

 

กลับมาที่เรื่องการบริหารธุรกิจ… ChampEngRish ได้เลือกใช้โซลูชั่นจาก dtac business ที่เป็นเหมือน ‘พาร์ตเนอร์คนสำคัญ’ เข้ามาช่วยให้การติดต่อสื่อสารภายในองค์กร การติดต่อระหว่างสาขาเป็นไปอย่างราบรื่น สะดวกสบายในการจัดการ และสามารถลดค่าใช้จ่ายลงได้ ด้วยแพ็กเกจที่เหมาะกับ SME อย่าง dtac business WorryFree Plus Voice สามารถโทรฟรีทุกเบอร์ ทุกค่าย ไม่ว่าจะภายในบริษัทหรือติดต่อนักเรียน

“ปกติแต่ละสาขาเราใช้โทรศัพท์กันคนละเครือข่าย พอเปลี่ยนมาใช้งานแพ็กเกจของ dtac business ก็ช่วยลดค่าใช้จ่ายไปได้เกือบครึ่ง รวมถึงจุดที่ประทับใจคือการบริหารเวลา มีปัญหาเราก็คุยกับเจ้าหน้าที่ที่เดียวก็แก้ไขได้หมด รวมถึงดีแทค บิสสิเนสยังมีอุปกรณ์โทรศัพท์มาให้ใช้ตรงนี้ ก็ช่วยลดต้นทุนได้เช่นกัน”

โตไปด้วยกันแบบ ‘พาร์ตเนอร์ที่เข้าใจความต้องการของ SME’

คุณศิริพงศ์ นกทนงค์ ผู้อำนวยการอาวุโส dtac business อธิบายเพิ่มเติมเกี่ยวกับบริการและแพ็กเกจต่าง ๆ ที่ดีแทคคิดเพื่อคนทำธุรกิจ SME และการเป็นพาร์ตเนอร์ด้านดิจิทัลโซลูชั่นคนสำคัญที่จะเติบโตไปพร้อมกัน

“เราทุกคนรวมถึงธุรกิจทุกไซส์ และ SME เองต้องปรับตัวสู่โลกดิจิทัลหมด อย่างในช่วงโควิดที่ผ่านมาลูกค้าของดีแทคที่อยู่ในกลุ่ม SME ใช้งานอินเทอร์เน็ตสูงขึ้น 15% รวมถึงจำนวนผู้ใช้งานบริการ dtac OneCall ระบบที่เหมือนยกโทรศัพท์สำนักงานพร้อม Call Center มาไว้ในมือถือของพนักงานแต่ละคน เพิ่มขึ้นเกือบ 500%”

สถิติตัวเลขเหล่านี้ยืนยันชัดว่า ‘หนทางรอด’ ของคนทำธุรกิจไม่ว่าจะไซส์เล็ก ไซส์ใหญ่ SME เอง คือการปรับโดยใช้ดิจิทัลโซลูชั่นเครื่องไม้เครื่องมือต่าง ๆ อำนวยความสะดวก รวมถึงเพิ่มขีดความสามารถให้กับธุรกิจที่ทำ

“ตรงกับจุดยืนของ ดีแทค บิสสิเนส ในการส่งเสริมคนทำธุรกิจ SME คือการเป็น One Stop Shop ที่ไม่ได้จบเพียงแค่ผู้ให้บริการเครือข่ายโทรศัพท์ voice calling หรือให้ลูกค้าใช้งานอินเทอร์เน็ตดาต้ากับเราเท่านั้น แต่ยังต้องการนำเสนอโซลูชั่นใหม่ ๆ ในฐานะพาร์ตเนอร์ ที่ช่วยยกระดับธุรกิจของลูกค้าเราได้ (valued business partner)”

ตัวอย่างเช่น บริการอย่าง dtac OneCall ระบบโทรศัพท์สำนักงานบนมือถือ (Mobile PBX) ระบบคอลเซ็นเตอร์จัดการทุกสายโทรเข้าให้ลูกค้าไม่ต้องรอสายนาน พร้อมโอนสายไปยังพนักงานให้รับสายลูกค้าได้อย่างรวดเร็วตามที่ตั้งค่าไว้ มีระบบตอบรับอัตโนมัติช่วยสร้างภาพลักษณ์ที่ดีให้กับแบรนด์ พร้อมเมนูแผนกหรือสาขาต่างๆให้ลูกค้ากดเลือกติดต่อได้ง่าย

ระบบนี้ทำงานผ่านคลาวด์ โดยไม่ต้องติดตั้งตู้สาขา มาพร้อมกับค่าใช้จ่ายที่ไม่ได้สูงเหมือนเมื่อก่อน ไม่ต้องลงทุนซื้ออุปกรณ์ ไม่มีต้องกังวลเรื่องการบำรุงรักษาระบบหรือค่าใช้จ่ายด้าน IT รวมถึงไม่มีสัญญาผูกมัด จึงตอบโจทย์ธุรกิจ SME ยุคนี้”

ยกตัวศูนย์ภาษาอย่าง ChampEngRish เรื่องสายลูกค้าที่โทรเข้ามาติดต่อ เรื่องคอร์สเรียน ขอข้อมูล หรือสนใจเรียน โดยโทรมาที่เบอร์ออฟฟิศ ที่อาจเป็นทั้งเบอร์ 02 หรือเบอร์มือถือก็ได้ ระบบ dtac OneCall จะมีระบบตอบรับอัตโนมัติพร้อมให้ลูกค้าสามารถกดเลือกติดต่อแผนกที่ต้องการ ระบบจะโอนสายไปยังพนักงานที่เกี่ยวข้องทันทีเพื่อให้ไม่พลาดทุกสายและทุกการติดต่อของลูกค้าอย่างแน่นอน

“เมื่อก่อนการที่บริษัทไหนจะมีระบบบคอลเซนเตอร์นั้นต้องบอกว่าไม่ง่าย ทั้งต้องลงทุนค่าตู้ ต้องมีคนคอยมาดูแลเมื่อเกิดปัญหา”

แต่การทำงานในปัจจุบันเปลี่ยนไป คนไม่ได้นั่งโต๊ะอยู่ออฟฟิศแล้ว ทุกคนทำงานจากที่บ้าน หรือทำงานจากที่ไหนก็ได้ ระบบ dtac OneCall จากดีแทค บิสสิเนส จึงช่วยให้ไม่พลาดทุกการติดต่อทุกสายที่เข้ามา ซึ่งนั่นหมายความเจ้าของธุรกิจก็จะไม่พลาดทุกโอกาสทางธุรกิจด้วยเช่นกัน การมีระบบรวมถึงยังส่งเสริมภาพลักษณ์เพิ่มความเป็นมืออาชีพให้กับธุรกิจได้อีกด้วย

เคยมีคนเปรยว่า SME บางทีอาจย่อมาจากคำว่า
SUPERMAN CAN DO EVERYTHING”
คนทำธุรกิจ SME ต้องทำได้ทุกอย่างเพื่อให้ธุรกิจไปรอด

ดังนั้น การจะเข้าไปแบ่งเบาภาระในฐานะพาร์ตเนอร์ของ dtac business จึงต้องเปลี่ยนให้เรื่องอย่างดิจิทัลโซลูชั่นต่าง ๆ ให้ง่ายขึ้น มีประสิทธิภาพมากขึ้น รวมไปถึงลดความกังวลเกี่ยวกับเรื่องค่าใช้จ่ายต่าง ๆ เพื่อให้ลูกค้า WorryFree และใช้พลังทุ่มไปกับการดำเนินธุรกิจได้อย่างเต็มที่

จำเป็นต้องใช้วิธีคิดแบบ Customer centric ที่เข้าใจคนทำธุรกิจ SME อย่างลึกซึ้ง เมื่อเข้าไปเป็นพาร์ตเนอร์แล้ว ผู้ใช้งานก็สามารถจบความกังวล ให้ดีแทค บิสสิเนสเป็นคนดูแล ซึ่งมีทีมซัปพอร์ตตั้งแต่วันแรกเริ่มต้นใช้งาน Set up ระบบ แนะนำการใช้ และจุดขายที่สำคัญคือทีมเซอร์วิสหลังการขายที่ดูแลตลอด

และทำให้ลูกค้าหมดกังวลแพ็กเกจ WorryFree Plus Voice ในเรื่องการคุมค่าใช้จ่ายของค่าโทรได้ง่าย คุ้มค่าเหมาะกับธุรกิจที่เน้นติดต่อลูกค้าคุณสมบัติเด่นคือ โทรฟรี 24 ชั่วโมงไม่อั้น ทุกค่าย อินเทอร์เน็ตที่หากใช้ไม่หมด ก็ทบใช้ต่อในเดือนถัดไปได้

ที่สำคัญยืดหยุ่นมากกับการทำธุรกิจ SME แพ็กเกจนี้ไม่มีสัญญาผูกมัดทำให้ผู้ประกอบการ SME ไม่ต้องกังวลเกี่ยวกับเงื่อนไขต่าง ๆ ที่ผูกมัดไว้ รวมถึงล่าสุด dtac business ได้จับมือ Google Workspace ด้วยการออกแพ็กเกจใหม่ชื่อ WorryFree Plus Pro เพื่อเพิ่มบริการรองรับการทำงานที่บ้านแบบ Work from home หรือทำงานจากที่ไหนก็ได้เพียงแค่มีอินเทอร์เน็ต

ท้ายที่สุด … วิกฤตรอบนี้ทำให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงหลายสิ่ง SME ไซส์เล็กเองต้องปรับตัวเพื่อให้รอดจากคลื่นดิสรัปต์ และในฝั่งแบรนด์ผู้ให้บริการอย่าง ดีแทค บิสสิเนส เองก็ไม่สามารถหยุดพัฒนาเพื่อนำเสนอโซลูชั่นใหม่ ๆ ที่เขากับวิถีของธุรกิจที่เปลี่ยนแปลงไปให้กับลูกค้าเช่นกัน …

ยังมีโซลูชั่นสำหรับคนทำธุรกิจอีกมากมายจาก dtac business ที่ “สัญญาว่าจะไม่หยุดเคียงข้างทุกธุรกิจ”

ผู้ที่สนใจสามารถค้นหาบริการที่เหมาะกับธุรกิจเพิ่มเติมได้ที่ https://www.dtac.co.th/business/
หรือ โทร. 088 188 1678 เพื่อขอคำปรึกษาเพิ่มเติม



อัพเดตข่าวสารการตลาดทุกวันได้ที่ Website: Marketeeronline.co
Facebook: www.facebook.com/marketeeronline

ติดตาม Marketeer Online ทาง Line@ : @marketeer

เพิ่มเพื่อน