ในภาวะเศรษฐกิจซบเซาจากการแพร่ระบาดของ Covid-19 ในปัจจุบัน ซึ่งนับเป็นช่วงยากลำบากอย่างยิ่ง โดยเฉพาะกับผู้ประกอบการ SMEs ไทยทั้งหลาย เราได้เห็นบทบาทหน้าที่ของ บรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) ในการเข้ามาช่วยเหลือ กู้วิกฤต เพื่อเปิดประตูสู่สินเชื่อยื่นโอกาสให้กับผู้ประกอบการได้ต่อลมหายใจให้ธุรกิจได้อย่างมากมาย

และวันนี้กับวิกฤตที่ยังไม่มีตอนจบ บสย. ยังคงเดินหน้าทำหน้าที่ช่วยเหลือผู้ประกอบการ SMEs อย่างต่อเนื่อง เช่นเดียวกับที่ดำเนินมาตลอดระยะเวลาเกือบ 30 ปี

บสย. เป็นสถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐ ภายใต้การกำกับดูแลของกระทรวงการคลัง ทำหน้าที่ช่วยเหลือผู้ประกอบการ SMEs โดยเข้าไปค้ำประกันสินเชื่อให้ผู้ประกอบการ SMEs ที่มีศักยภาพ แต่ขาดหลักประกันหรือมีหลักประกันไม่เพียงพอ ให้ได้เข้าถึงสินเชื่อและได้รับวงเงินที่เพียงพอกับความต้องการ รวมถึงเพิ่มความมั่นใจแก่ธนาคาร ในการปล่อยสินเชื่อให้ผู้ประกอบการ SMEs มากขึ้น โดยมี บสย. เป็นผู้รับความเสี่ยงให้”

คุณ วสุกานต์ วิศาลสวัสดิ์ รักษาการผู้จัดการทั่วไป บรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) กล่าวถึงบทบาทหน้าที่สำคัญของ บสย. ที่อยู่เคียงข้างผู้ประกอบการ SMEs มาอย่างยาวนาน และเป็นหนึ่งในฟันเฟืองสำคัญในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานทางการเงิน นอกเหนือจากสถาบันการเงินที่ทำหน้าที่ปล่อยสินเชื่อแล้ว โดย บสย. ทำหน้าที่ให้การสนับสนุนผู้ประกอบการ SMEs ให้เข้าถึงสินเชื่อได้ง่ายขึ้น ซึ่งเป็นบทบาทหน้าที่ที่มีความสำคัญมาก เหมือนกับหน่วยงานค้ำประกันสินเชื่อทั่วโลกที่ใช้การค้ำประกันสินเชื่อเป็นเครื่องมือในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจนั่นเอง

“พ... สินเชื่อฟื้นฟู เพิ่มสภาพคล่อง ต่อลมหายใจให้ SMEs

คุณวสุกานต์ กล่าวว่า ผู้ประกอบการ SMEs ถือว่ามีความสำคัญต่อระบบเศรษฐกิจอย่างมาก และมีส่วนสำคัญในการช่วยการสร้างงาน สร้างมูลค่าเพิ่มให้กับระบบเศรษฐกิจ เพราะทำให้เกิดการจ้างงานและกระจายความเจริญทางเศรษฐกิจไปยังภูมิภาคต่าง ๆ รวมไปถึงสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับวัตถุดิบในประเทศ และกระจายรายได้สู่ท้องถิ่นอีกด้วย

ซึ่งในช่วงวิกฤตโควิด-19 ที่ผ่านมา บสย. ได้เปิด “โครงการค้ำประกันสินเชื่อ พ.ร.ก. สินเชื่อฟื้นฟู” ซึ่งเป็น มาตรการความช่วยเหลือจาก 3 หน่วยงาน ได้แก่ ธนาคารแห่งประเทศไทย กระทรวงการคลัง และ บสย. ด้วยวงเงินรวมทั้งโครงการ 250,000 ล้านบาท เพื่อให้การเยียวยาช่วยเหลือหรือเพิ่มสภาพคล่องแก่ผู้ประกอบธุรกิจที่ประสบปัญหา รวมทั้งเป็นกลไกหนึ่งในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ ภายหลังได้รับผลกระทบอันเนื่องมาจากการระบาดในครั้งนี้ด้วย

“หลังจากวงเงินในโครงการค้ำประกันสินเชื่อฟื้นฟู ระยะที่ 1 วงเงิน 100,000 ล้านบาทแรก เต็มแล้ว บสย. จึงได้เปิดรับคำขอในระยะที่ 2 วงเงิน 100,000 ล้านบาท ขึ้น ซึ่งได้ปรับเกณฑ์เพื่อมุ่งช่วยเหลือผู้ประกอบการรายย่อยที่อ่อนแอมากขึ้น”

คุณวสุกานต์ กล่าวเริ่มต้นถึง “โครงการค้ำประกันสินเชื่อ พ.ร.ก. สินเชื่อฟื้นฟู ระยะที่ 2” ที่ บสย. ได้เปิดรับคำขอค้ำประกันสินเชื่อกับสถาบันการเงิน ที่เข้าร่วมโครงการ โดยมีการกำหนดผู้ประกอบการเป็น 3 กลุ่มใหญ่ ซึ่งจะมีวงเงินกู้ได้ต่างกัน กรณีมีวงเงินกู้อยู่แล้ว / ยังไม่เคยมีวงเงินเลย ได้แก่

  1. ผู้ประกอบการกลุ่มไมโคร (Micro) หรือผู้ประกอบการ SMEs รายย่อย โดยกลุ่มนี้ถ้าเป็นลูกค้าสถาบันการเงินที่มีวงเงินสินเชื่อเดิมไม่เกิน 5 ล้านบาท จะได้วงเงินไม่เกิน 30% ของสินเชื่อเดิมหรือสูงถึง 5 ล้านบาท ในขณะที่ถ้าไม่มีวงเงินสินเชื่อกับสถาบันการเงินเลยจะได้วงเงินสูงถึง 1.5 ล้านบาท
  2. ผู้ประกอบการ SMEs กลุ่มนี้ถ้าเป็นลูกค้าสถาบันการเงินที่มีวงเงินสินเชื่อเดิมระหว่าง 5 – 50 ล้านบาท จะได้วงเงินไม่เกิน 30% ของสินเชื่อเดิม หรืออยู่ระหว่าง 5 – 15 ล้านบาท ในขณะที่ถ้าไม่มีวงเงินสินเชื่อกับสถาบันการเงินเลยจะได้วงเงินอยู่ที่ 1.5 – 15 ล้านบาท
  3. กลุ่มคอร์ปอเรท (Corporate) ลูกค้าสถาบันการเงินที่มีวงเงินสินเชื่อเดิมระหว่าง 50 – 500 ล้านบาท จะได้วงเงินไม่เกิน 30% ของสินเชื่อเดิม หรืออยู่ระหว่าง 15 – 150 ล้านบาท ในขณะที่ถ้าไม่มีวงเงินสินเชื่อกับสถาบันการเงินเลยจะได้วงเงินอยู่ที่ 15 – 50 ล้านบาท

ปรับเกณฑ์เฟส 2 พยุงผู้ประกอบการในวงกว้าง

สำหรับในส่วนจุดเด่นของ พ.ร.ก. สินเชื่อฟื้นฟู ระยะที่ 2 นั้น ได้มีการปรับเกณฑ์การค้ำประกันสินเชื่อให้ดียิ่งขึ้น โดยเฉพาะการให้ความช่วยเหลือผู้ประกอบการ กลุ่มไมโคร และ กลุ่ม SMEs เปราะบาง เพื่อช่วยลดภาระต้นทุนค่าธรรมเนียม และเพิ่มโอกาสได้วงเงินสินเชื่อเพิ่ม

ซึ่ง คุณวสุกานต์ ได้อธิบายเพิ่มเติมให้ฟังว่า

จุดเด่นของโครงการค้ำประกันสินเชื่อฟื้นฟูระยะที่ 2 นี้ มีประเด็นเด่น ๆ 3 เรื่อง ได้แก่

  1. ปรับลดค่าธรรมเนียมค้ำประกันทันทีตั้งแต่ปีแรก สำหรับผู้ประกอบการกลุ่มไมโคร และ กลุ่มSMEs เปราะบาง จ่ายเบาๆ เริ่มต้นเพียง 1% ต่อปีต่อเนื่อง 4 ปีแรก รวม 13% ตลอดระยะเวลา 10 ปี
  2. เพิ่มโอกาสผู้ประกอบการกลุ่มไมโคร และกลุ่ม SMEs เปราะบาง ได้รับวงเงินสินเชื่อ เพิ่มขึ้นสูงสุด 50 ล้านบาทต่อราย จากเดิม 15 ล้านบาทต่อราย
  3. เพิ่มความมั่นใจให้ธนาคารปล่อยสินเชื่อโดย บสย. จ่ายค่าประกันชดเชยเต็ม 100% ในกลุ่มไมโคร จากเดิม 90% และ กลุ่ม SMEs เปราะบาง จากเดิม 80%

ดังนั้นจะเห็นได้ว่า จุดเด่นสำคัญของเฟส 2 นี้ จะสามารถเข้าถึงกลุ่มผู้ประกอบการได้ในวงกว้างมากยิ่งขึ้น และมุ่งหวังว่าจะช่วยพยุงกิจการของผู้ประกอบการ ให้สามารถลดปัญหาการปิดกิจการ และชะลอการเลิกจ้างได้อีกด้วย

นอกจาก กลุ่มไมโคร และ SMEs เปราะบาง บสย. ยังให้ความสำคัญกับการช่วยเหลือ ผู้ประกอบการกลุ่มคอร์ปอเรท (Corporate) ที่ต้องเผชิญปัญหาอย่างหนัก โดยเฉพาะการแบกรับภาระต้นทุนที่สูงมาก เมื่อเทียบกับผู้ประกอบการรายย่อย

“สำหรับผู้ประกอบการกลุ่มคอร์ปอเรท จะเพิ่มการช่วยเหลือ โดยลดภาระต้นทุนในส่วนของการจ่าย ค่าธรรมเนียม 1% ต่อปีต่อเนื่อง 2 ปีแรก รวม 14% ตลอดระยะเวลา 10 ปี โดย บสย. ค้ำประกันสูงสุดไม่เกิน 150 ล้านบาท ต่อราย ต่อสถาบันการเงิน และมีระยะเวลาค้ำประกัน สูงสุดถึง 10 ปี”

ทั้งนี้ คุณสมบัติของผู้ประกอบการที่ขอรับการค้ำประกันสินเชื่อ ประกอบด้วย

  1. เป็นบุคคลธรรมดา หรือนิติบุคคล ที่จดทะเบียนและมีสถานประกอบการในประเทศไทย
  2. มีวงเงินสินเชื่อธุรกิจกับสถาบันการเงิน ณ วันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2564 ไม่เกิน 500 ล้านบาท หรือไม่มีวงเงินสินเชื่อธุรกิจกับสถาบันการเงิน
  3. ไม่เป็น NPL ณ 31 ธันวาคม 2562
  4. ไม่เป็นบริษัทที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ ยกเว้น บริษัทที่จดทะเบียนในตลาด MAI
  5. ไม่เป็นผู้ประกอบธุรกิจทางการเงิน

พิจารณาง่าย อนุมัติไว รับสินเชื่อเร็ว

มาถึงตรงนี้ Marketeer ยิงคำถามสำคัญที่เชื่อว่าผู้ประกอบการทั้งหลายต้องอยากทราบเช่นกันว่า ขั้นตอนการพิจารณาอนุมัตินั้นจะยากหรือไม่ ต้องรอนานแค่ไหน ซึ่งรักษาการผู้จัดการทั่วไป บสย. กล่าวยืนยันว่า ในเฟส 2 จะพิจารณารวดเร็วฉับไว ขอแค่ผู้ประกอบการเตรียมเอกสารให้พร้อม และดำเนินการตามขั้นตอนให้ถูกต้องเท่านั้น โดย บสย. อนุมัติค้ำประกันภายใน 3 วัน

“ขั้นตอนการขอ บสย. ค้ำประกันสินเชื่อฟื้นฟูในเฟส 2 นั้น ไม่มีอะไรซับซ้อน ง่าย ๆ ใน 8 ขั้นตอนดังนี้

  1. ผู้ขอสินเชื่อติดต่อธนาคารพร้อมยื่นเอกสาร
  2. ธนาคารพิจารณาอนุมัติสินเชื่อ
  3. ธนาคารนำส่งเอกสารให้ธนาคารแห่งประเทศไทยเพื่อพิจารณาอนุมัติสินเชื่อ
  4. ธนาคารส่งคำขอค้ำประกันสินเชื่อมาที่ บสย.
  5. บสย. ตรวจสอบเอกสาร ถูกต้อง ครบถ้วน
  6. อนุมัติค้ำประกัน
  7. บสย. แจ้งอนุมัติพร้อมส่งเอกสารเพื่อให้ธนาคารนัดหมายผู้ขอสินเชื่อ
  8. ผู้ประกอบการได้รับสินเชื่อ

โดยได้เริ่มรับคำขอแล้ว ตั้งแต่เมื่อวันที่ 6 กันยายน 2564 และสิ้นสุดรับคำขอวันที่ 9 ตุลาคม 2566”

พร้อมเคียงข้างฟันผ่าวิกฤต มุ่งมั่นให้ธุรกิจไปต่อได้

คุณวสุกานต์ได้ฝากส่งกำลังใจถึงผู้ประกอบการทุกท่าน และยืนยันว่า บสย. พร้อมเคียงข้างฟันฝ่าวิกฤตไปด้วยกัน ด้วยผลิตภัณฑ์ที่จะเป็นตัวช่วยกู้วิกฤตต่อลมหายใจให้ธุรกิจได้อีกมากมาย

“ในวันนี้รัฐบาลพยายามทำให้ SMEs กลับมาทำธุรกิจได้ เพื่อขับเคลื่อนระบบเศรษฐกิจในภาพใหญ่ และในนามของ บสย. ขอเป็นกำลังใจให้กับผู้ประกอบการทุก ๆ ราย โดยเฉพาะผู้ประกอบการ SMEs ที่ได้รับผลกระทบจากโควิด-19 ไม่ว่าจะได้รับผลกระทบจากรอบไหน เราพร้อมดำเนินการมาตรการให้ความช่วยเหลือผู้ประกอบการอย่างเต็มกำลัง

ไม่เพียงแค่การดูแล SMEs แต่ยังรวมไปถึงกลุ่มต่าง ๆ เราพร้อมค้ำประกันรายย่อยมาก ๆ ตั้งแต่ 10,000 บาท – 500,000 บาท ไปจนถึงรายใหญ่ ซึ่งนอกจาก พ.ร.ก. สินเชื่อฟื้นฟู บสย. ยังมีผลิตภัณฑ์อื่น ๆ อีกมากมายที่สามารถแนะนำให้ผู้ประกอบการเข้ามาใช้ได้

ขอแค่ติดต่อเข้ามาคุยกัน เราอยากให้ความรู้ ให้ความช่วยเหลือครอบคลุมในทุก ๆ ด้าน ไม่จำเป็นว่าผู้ประกอบการจะต้องจบด้วยการกู้เงินหรือค้ำประกัน เพราะ บสย. มุ่งมั่นที่จะให้ผู้ประกอบการไปต่อได้ ไม่ว่าจะด้วยวิธีใด ๆ เพื่อให้ทุกธุรกิจมีทางออกและช่วยให้ระบบเศรษฐกิจประเทศเดินหน้าต่อไป อยากให้ผู้ประกอบการมีกำลังใจ ท้อได้แต่อย่าถอย เราจะสู้ผ่านวิกฤตนี้ ไปด้วยกัน”

ผู้ประกอบการที่มีความประสงค์เข้าร่วมโครงการ สามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม หรือขอรับคำปรึกษาฟรี ได้ที่ บสย. Call Center และศูนย์ที่ปรึกษาทางการเงิน SMEs (บสย. F.A. Center) โทร. 0-2890-9999 หรือติดต่อที่ สำนักเขต บสย. ทั้ง 11 แห่งทั่วประเทศ

และติดตามข้อมูลข่าวสารโครงการค้ำประกันสินเชื่อของ บสย. รวมถึงข้อมูลกิจกรรมดี ๆ สำหรับผู้ประกอบการได้ที่

– Line@หมอหนี้: @doctor.tcg
– Facebook บสย.: www.facebook.com/tcg.or.th
– เว็บไซต์: www.tcg.or.th



อัพเดตข่าวสารการตลาดทุกวันได้ที่ Website: Marketeeronline.co
Facebook: www.facebook.com/marketeeronline

ติดตาม Marketeer Online ทาง Line@ : @marketeer

เพิ่มเพื่อน