เทคโนโลยีเปลี่ยนโลกไปไวมากๆ โดยเฉพาะหลังจากที่อินเทอร์เน็ตถูกนำมาใช้ประโยชน์อย่างกว้างขวางและรวดเร็ว
ผมเพิ่งอ่านบทความสั้นๆของคุณ “แกะดำ ทำธุรกิจ” ที่เพื่อนส่งมาให้ทาง Line application (เทคโนโลยี อีกแล้ว) สะท้อนภาพได้อย่างดีของเทคโนโลยีเปลี่ยนโลกธุรกิจ ขออนุญาตขยายต่อให้ฟังตามนี้
ในปี คศ 2001 บริษัทที่มีมูลค่ามากที่สุดในโลก 5 อันดับแรกมีดังนี้ครับ
- GE มูลค่า 406 พันล้านดอลล่าร์
- Microsoft มูลค่า 365 พันล้านดอลล่าร์
- Exxon มูลค่า 272 พันล้านดอลล่าร์
- Citi Corp Group มูลค่า 261 พันล้านดอลล่าร์
- Walmart มูลค่า 260 พันล้านดอลล่าร์
แต่ในปี คศ 2016 มาดูกันครับว่า 5 อันดับแรกเป็นใครกันบ้าง
- Apple มูลค่า 582 พันล้านดอลล่าร์
- Alphabet มูลค่า 556 พันล้านดอลล่าร์
- Microsoft มูลค่า 452 พันล้านดอลล่าร์
- Amazon มูลค่า 364 พันล้านดอลล่าร์
- Facebook มูลค่า 359 พันล้านดอลล่าร์
เวลาเพียง 15 ปี บริษัท ที่ใช้เทคโนโลยีทำธุรกิจทะยานขึ้นมายืนแถวหน้าทั้งหมด แม้แต่เครือข่ายค้า
ปลีก/ส่งออนไลน์อย่างAmazon ยังเบียดเครือข่ายร้านค้าปลีกออฟไลน์อย่างยักษ์ใหญ่ Walmart ตกอันดับ
เขาบอกกว่ามันคือ Disruptive Economy
ผมไม่อยากให้บทความของผมเป็นวิชาการเกินไป แต่อยากให้มุมมองว่า ไม่ว่าจะมีเทคโลโลยีหรือไม่มีก็ตาม เทคโนโลยีจะมาช้า มาเร็วก็ตาม หากท่านต้องการให้ธุรกิจอยู่รอดและเติบโตท่านต้องปรับตัว ปรับรูปแบบการทำธุรกิจ
กลุ่มธุรกิจใหญ่ๆบ้านเราที่เติบโตมาตลอดเพราะผู้นำมีวิสัยทัศน์ รู้จักปรับตัวตามกระแสโลกและพฤติกรรมลูกค้าที่เปลี่ยนไป หรือเปลี่ยนไปเพราะผลกำไรมันเปลี่ยนไป
ผมเคยอ่านหนังสือ 100 ปรัชญาคุณธรรมการทำธุรกิจและการบริหารของ ดร.เทียม โชควัฒนา
ผู้ก่อตั้งธุรกิจยักษ์ใหญ่กลุ่มสหพัฒนพิบูล นายห้างเทียมเล่าไว้ว่าเพราะความที่รักคุณพ่อและอยากทำให้ดีกว่าจึงต้องเปลี่ยนแปลง พัฒนา ท่านเล่าไว้ในหนังสือว่า
คุณพ่อข้าพเจ้าทำการค้าขายสินค้าประเภทน้ำตาล ข้าวสาร ถั่ว แป้งฯลฯ ได้กำไรเพียงกระสอบละ 20สตางค์ ข้าพเจ้ามีหน้าที่แบกขนสินค้าเข้าโกดังและส่งลูกค้า เหนื่อยสายตัวแทบขาด
ข้าพเจ้าคิดว่าหากยังค้าขายเดิมๆแบบนี้ คงไม่ก้าวหน้าและรายได้ไม่พอเลี้ยงครอบครัว เพราะการค้าแบบนี้ไม่ต้องใช้ความรู้ ใครๆก็ทำได้ เพียงขยันและมีพละกำลังเท่านั้น
ข้าพเจ้าจึงคิดขายสินค้าเบ็ดเตล็ด เช่น เสื้อกล้ามขาย 1 โหลได้กำไร 1.50 บาท ข้าพเจ้าหิ้วไปขายได้ครั้งละ 10 โหลได้กำไร 15 บาท ข้าพเจ้าจึงขอคุณพ่อทำ แต่ท่านไม่เห็นดีด้วย ข้าพเจ้าจึงขอตั้งร้าน
“เฮียบ เซ่ง เชียง” ทำการค้าตามที่ข้าพเจ้าคิด และเป็นที่มาของบริษัทสหพัฒนพิบูลในปัจจุบัน
เห็นไหมครับ รุ่นลูกทำได้ดีกว่ารุ่นพ่อเพราะนายห้างเทียมมีวิสัยทัศน์ปรับเปลี่ยนธุรกิจได้ทันความเปลี่ยนแปลง
ตำนานเรื่องเดิมๆนี้ก็มาเกิดกับนายห้างเทียมอีก เมื่อคุณบุณยสิทธิ์ โชควัฒนา ลูกชายคนที่สามของนายห้างเทียม ปัจจุบันเป็นประธานกลุ่มสหพัฒนพิบูล ลูกน้องส่วนใหญ่เรียกท่านว่าเสี่ยบุณยสิทธิ์
เสี่ยบุณยสิทธิ์ ท่านเคยเล่าให้ผมฟังว่า เพราะความรักคุณพ่อ และมีความคิดว่าสินค้าที่นายห้างเทียมค้าขายอยู่เหนื่อยและได้กำไรน้อย สู้หากินกับลูกค้าผู้หญิงไม่ได้
ด้วยความที่นายห้างเทียมส่งลูกชายคนนี้ไปทำงานใช้ชีวิตที่ญี่ปุ่นกว่า 6 ปี ทำให้เสี่ยบุณยสิทธิ์ได้เห็นความเปลี่ยนแปลง ความก้าวหน้า และเข้าใจนิสัยใจคอคนญี่ปุ่น
เสี่ยบุณยสิทธิ์ขอคุณพ่อทำการค้าขายเครื่องสำอางค์ เปิดห้างหุ้นส่วน อินเตอร์เนชั่นแนล คอสเมติคส์ (เพี้ยซ) ในปี พ.ศ. 2507 ด้วยพนักงานเพียง 7 คนขายเครื่องสำอางค์เพี้ยซ จากประเทศญี่ปุ่น เสี่ยบุณยสิทธิ์ใช้ความพยายามและกลยุทธ์ต่างๆจนทำให้ ห้างหุ้นส่วนจำกัด อินเตอร์เนชั่นแนล คอสเมติคส์ เติบโตจนเป็นบริษัทมหาชน เจ้าพ่อเครื่องสำอางค์หลากหลายแบรนด์ และเสื้อผ้า อาภรณ์ สินค้าแฟชั่นต่างๆมากมาย
เสี่ยบุณยสิทธิ์ยังเป็นผู้บุกเบิกเสื้อยกทรง เสื้อชั้นในผู้หญิง “วาโก้” จากญี่ปุ่นจนเป็นเจ้าตลาดในปัจจุบัน รวมทั้งเสื้อยกทรงอีกหลายแบรนด์จากเครือบริษัทอินเตอร์ เนชั่นแนล คอสเมติคส์ ที่ปัจจุบันเรียกว่า
ไอ ซี ซี
เสี่ยบุณยสิทธิ์เป็นคนมีวิสัยทัศน์กว้างไกลและมักปรับตัวตามกระแสโลกได้อย่างรวดเร็วหรือปรับไปก่อน เช่นเริ่มทำนิคมอุตสาหกรรมของกลุ่มสหพัฒนพิบูลในยุคแรกๆ ยังมีอีกหลายเรื่องครับไว้ผมจะเอามาเล่าให้ฟังเป็นตอนพิเศษ
ที่ผมเล่ามาทั้งหมดเพื่อชี้ให้เห็นว่าทำธุรกิจต้องทบทวนและปรับรูปแบบการทำธุรกิจให้เหมาะสมกับสมัยและเทคโนโลยี
เพราะการปรับรูปแบบการทำธุรกิจจึงเป็นกระบวนการที่ไม่จบสิ้นต้องทำต่อเนื่อง แต่ธุรกิจหลักๆอาจจะใช้เป็นแกนของธุรกิจอื่นๆได้ ทั้งนี้ถึงอยู่กับคุณค่า ขีดความสามารถ และศักยภาพในการแข่งขันขององค์กร
SME Think Tank
ดร.เกษม พิพัฒน์เสรีธรรม

