ในการประกาศผลประกอบการไตรมาส 1/2569 ของบริษัท อิชิตัน กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ ICHI พบว่ามีประเด็นหนึ่งที่น่าสนใจมาก

คือ “น้ำด่าง” น้ำขวดสีฟ้าที่วางขายอยู่ในร้านสะดวกซื้อทั่วไป มียอดขายเติบโตถึง 226% เมื่อเทียบกับปีที่แล้ว

และในบางบทวิเคราะห์บอกว่าผู้บริหารตั้งเป้ายอดขายของน้ำด่างที่ 1,200 ล้านบาทในปี 2569 นี้

หากเทียบกับยอดขายสินค้าหมวดอื่นที่อยู่ภายใต้บริษัท อิชิตัน

กลุ่มชาเขียว เติบโต 8%

เย็นเย็น เติบโต 11%

กลุ่ม Non-Tea (น้ำด่างรวมอยู่ในกลุ่มนี้) เติบโต 79% 

ยอดขายรวม เติบโต 11%

จะเห็นได้ว่ากลุ่มที่ไม่ใช่ชาเป็นกลุ่มที่มีการเติบโตเด่นมากเมื่อเทียบกับกลุ่มอื่นและยอดขายรวม

และที่สำคัญคือ กลุ่ม Non-Tea มีอัตรากำไรสูงกว่ากลุ่มอื่น ยิ่งมียอดขายมากขึ้นเท่าไร ก็ยิ่งดีต่อกำไรของอิชิตันมากขึ้นเท่านั้น

น้ำด่างของอิชิตัน คือแบรนด์ pH Plus มีขวดสีเขียวและสีฟ้า พบได้อยู่ตามตู้แช่ของร้านสะดวกซื้อทั่วไป

อิชิตันเป็นแบรนด์แรกๆ ที่ลุยทำตลาดน้ำด่างให้เข้าถึงระดับแมส (Mass) ในไทย

แล้วทำไมอิชิตันถึงสนใจตลาดนี้?

ย้อนกลับไปก่อนหน้านี้ ตลาดน้ำด่างในไทยยังถือเป็นตลาดเฉพาะกลุ่ม (Niche Market) แต่ดังมากในตลาดอื่น เช่น ญี่ปุ่น และไต้หวัน

คนไทยส่วนใหญ่ยังไม่ค่อยรู้จัก มีแต่สายรักสุขภาพเฉพาะกลุ่มเท่านั้นที่จะรู้จักจริงๆ

แต่อิชิตันมองอีกมุมหนึ่ง และเลือกที่จะปั้นตลาดนี้เป็นรายแรกๆ 

เพราะมองเห็นว่า ยิ่งตลาดยังไม่แมส (Mass) ยิ่งเป็น “โอกาสทอง” ของบริษัท

ถ้าอิชิตันสามารถทำให้ตลาดเข้าใจผลิตภัณฑ์นี้ได้ว่าคืออะไร ต่างกับน้ำเปล่าขวด 7 บาทอย่างไร และทำแบรนด์ให้ติดตลาดได้ไว

น้ำด่างของอิชิตันก็จะก้าวขึ้นเป็นสินค้าที่คนนึกถึงเป็นอย่างแรก (Top of Mind) ได้ทันที เหมือนกับนำคู่แข่งไปก่อนหลายช่วงตัว

ลองเทียบกับตลาดชาเขียวพร้อมดื่ม ซึ่งยังคงเป็นตลาดใหญ่ และเป็นรายได้หลักของบริษัท ด้วยสัดส่วน 69%

แต่ตลาดชาเชียวคือสมรภูมิ Red Ocean ที่เต็มไปด้วยคู่แข่ง และมีการจัดโปรโมชั่นอย่างดุเดือด

แค่ลองไปดูตู้แช่ตามร้านสะดวกซื้อ ก็จะเห็นได้เลยว่ามีขวดชาเขียวอยู่หลายแบรนด์ และหลายรูปแบบ

ต่างกับน้ำด่าง ที่ตอนนี้ยังไม่ได้มีแบรนด์ใหญ่เข้ามาชิงพื้นที่ในตู้แช่

การหันมาลุยตลาดน้ำด่างอย่างเต็มตัวถือเป็นหมากสำคัญของอิชิตันในการสร้างรายได้ใหม่ให้บริษัท

ถึงตรงนี้ หากบอกว่าอิชิตันเลือกถูกทางก็คงไม่ผิดนัก เมื่อดูจากตัวเลขยอดขายน้ำด่างที่เติบโตได้ถึง 226%

แต่ในอีกด้านหนึ่ง ตลาดนี้ก็ยังมีความท้าทายรออยู่ข้างหน้า

เพราะที่เห็นว่ายอดขายน้ำด่างเติบโตได้ขนาดนี้ส่วนหนึ่งเป็นเพราะ “ตลาดยังไม่เต็ม”

ยังมีช่องว่างให้วิ่งอีกเยอะ คนอีกจำนวนมากอาจเพิ่งเริ่มรู้จัก หรือยังไม่เคยทดลองดื่มด้วยซ้ำ

ช่วงเวลานี้จึงถือเป็น “นาทีทอง” ของการโกยยอดขายและขยายฐานลูกค้าให้ได้มากที่สุด

คำถามที่น่าคิดคือ ถ้าถึงสักวันหนึ่ง ตลาดนี้เกิดเต็ม มีคู่แข่งเข้ามาอีกหลายแบรนด์ หรือถึงจุดอิ่มตัวแล้ว จะเป็นอย่างไรต่อไป

และอีกคำถามคือ ผู้บริโภคจะดื่มน้ำด่างจนกลายเป็น “ความเคยชิน” ในชีวิตประจำวันหรือไม่

คำถามเหล่านี้คือเกมในระยะยาวที่อิชิตันต้องเตรียมตัวรับมือต่อไป

แต่ในวันนี้ คงปฏิเสธไม่ได้ว่า ถ้าให้นึกถึงน้ำด่าง หลายคนอาจนึกถึงแบรนด์ของอิชิตันเป็นแบรนด์แรกก่อนแล้ว