ตั้งแต่ปี 2000 เป็นต้นมาเกิดความเปลี่ยนแปลงขึ้นในแวดวงแบรนด์เทคโนโลยี โดย 10 ปีแรกแบรนด์เกาหลีใต้อย่าง Samsung กับ LG เริ่มแรงขึ้นมา จนยืนได้อย่างมั่นคงมาจนถึงปัจจุบัน

และอีก 10 ปีต่อมาทัพแบรนด์จีนอย่าง Huawei และ Hisene ก็ดาหน้าบุกตลาดโลกได้สำเร็จพร้อม ๆ กับการขยายตัวทางเศรษฐกิจและอิทธิพลด้านต่าง ๆ ของจีน ส่วนแบรนด์ญี่ปุ่นที่ชิงบุกตลาดโลกได้ก่อนตั้งแต่เมื่อหลายสิบปีก่อนหน้านั้นกลับเผชิญขาลง

ในจำนวนนี้ Toshiba อาการหนักสุด เพราะตลอดสิบปีที่ผ่านมาเจอปัญหารุมประดังจนยังไม่มีทีท่าว่าจะฟื้นตัว และทำเอาเกือบลืมไปเลยว่า นี่คือแบรนด์แรกที่ผลิตคอมพ์พิวเตอร์ โน๊ตบุ๊ก ออกมา และผู้ก่อตั้งยังมีฉายาว่า “Thomas Edison ของญี่ปุ่น” อีกด้วย

ตั้งแต่ปลายปี 2020 เป็นต้นมา Toshiba ถูกจับตามองอีกครั้ง จากข่าวพยายามฮุบของกลุ่มทุนต่างชาติ ท่ามกลางการเข้ามามีบทบาทของกลุ่มนักลงทุนสายนักเคลื่อนไหว สายกิจกรรม (Activist Investor) และรัฐบาลญี่ปุ่นยังคง ‘จับตาดู’ อยู่

หลังความวุ่นวายสงบลงท่ามกลางชัยชนะของฝ่าย Activist Investor ล่าสุด (10 ตุลาคม) ทาง Toshiba ก็เผยว่ามีแผนแตกออกเป็น 3 บริษัท คือ โครงสร้างสาธารณูปโภคขนาดใหญ่ (Infrastructure) เครื่องใช้ไฟฟ้ากับอุปกรณ์ต่าง ๆ และชิปความจำ พร้อมความหวังว่าจะเป็นทางออกจากยุคมืดนาน 10 ปีได้เสียที

แต่ความเปลี่ยนแปลงที่ Toshiba ครั้งนี้มีเบื้องหลังน่าสนใจ มีนัยสำคัญต่อเศรษฐกิจญี่ปุ่น แถมโยงไปถึงภาคการเมืองและกระทรวงใหญ่อีกด้วย ทั้งหมดมีที่มาอย่างไรและจะไปทางไหนต่อ หาคำตอบได้จากบรรทัดต่อจากนี้

 

สึนามิที่ Toshiba ชัยชนะของ Activist Investor และจุดเปลี่ยนจากนี้

ย้อนไปเมื่อปี 2007 Toshiba กำลังดื่มด่ำกับความสำเร็จ ด้วยยอดขายในธุรกิจ PC และคอมพิวเตอร์ โน้ตบุ๊กที่สูงถึง 30,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 933,000 ล้านบาท) และยังขึ้นไปติด Top 3 ในตลาดหน่วยความจำคอมพิวเตอร์ได้

ความสำเร็จดังกล่าวยิ่งตอกย้ำความภาคภูมิใจในฐานะบริษัทผู้ผลิตโน้ตบุ๊กแบรนด์แรกของโลกอีกด้วย

ความสำเร็จเหล่านี้ทำให้ Toshiba กล้าเล่นใหญ่ หันไปรุกธุรกิจพลังงาน โดยปี 2007 จัดการฮุบ Westinghouse ยักษ์โรงไฟฟ้านิวเคลียร์สัญชาติอเมริกัน ตัดหน้าบริษัทเทคโนโลยีใหญ่ ๆ อย่าง GE และ Mitsubishi เพื่อหวังทำเงินจากสัญญาในอุตสาหกรรมพลังงานกับรัฐบาลญี่ปุ่นและอีกหลายประเทศ

แต่แผ่นดินไหวใหญ่ในญี่ปุ่นปี 2011 ทำให้ Toshiba ถึงกับเข่าอ่อน เพราะโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ใหญ่ที่เมืองฟูกูชิมะ ฉุดธุรกิจโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ทั่วโลกให้ร่วงจากความกังวลด้านความปลอดภัย

จากนั้น Toshiba ก็ไม่ต่างจากโรงไฟฟ้าขนาดใหญ่ที่เกิดการลัดวงจร และส่งผลกระทบเป็นลูกโซ่จนจ่ายไฟไม่ได้เต็มที่เหมือนเดิม

ระหว่าง ปี 2015-2018 Toshiba ต้องสะเทือนจากวิกฤตมากมาย ทั้งเหตุอื้อฉาวตกแต่งบัญชี ส่วนธุรกิจโน้ตบุ๊กและโทรทัศน์ขาดทุน จนต้องขายทิ้งไปให้ Sharp กับ Hisense ตามลำดับ

ขณะที่ Westinghouse ก็ขาดทุนจากวิกฤตโรงไฟฟ้านิวเคลียร์จนล้มละลายและต้องขายออกไปเช่นกัน

Toshiba ไม่ได้เป็นยักษ์เทคโนโลยีญี่ปุ่นแบรนด์เดียวที่เผชิญขาลง สวนทางกับแบรนด์เกาหลีใต้และจีนที่เริ่มแรงขึ้นมา

ด้าน ชินโสะ อาเบะ ที่เข้ามาเป็นนายกรัฐมนตรีญี่ปุ่นในปี 2012 เห็นว่าหากปล่อยไว้ แบรนด์ญี่ปุ่นใหญ่ ๆ อาจไม่ได้ไปต่อและจะยิ่งฉุดเศรษฐกิจญี่ปุ่นให้ตกต่ำลงไปอีก

เพื่อคลี่คลายสถานการณ์ ชินโสะ อาเบะ จึงเดินหน้าแผนปฏิรูป หนึ่งในนั้นคือเปิดทางให้กลุ่มทุนต่างชาติและกลุ่ม Activist Investor เข้ามา

นี่ถือเป็นจุดเปลี่ยน โดยปีต่อมามีบริษัทญี่ปุ่น 11 แห่งที่ Activist Investor เข้าไปถือหุ้น ถัดจากนั้นก็ทยอยเพิ่มขึ้น ซึ่งแน่นอนว่า Toshiba ก็เป็นหนึ่งในบริษัทที่ Activist Investor เข้ามาเป็นผู้ถือหุ้นด้วย

Activist Investor เบอร์ต้น ๆ ที่เข้ามาลงทุนใน Toshiba คือ Effissimo ที่มีฐานอยู่ในสิงคโปร์ และเมื่อเวลาล่วงไปก็เพิ่มบทบาทจนขึ้นมาเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่

ข้ามมาเมษายนปีนี้ Effissimo เริ่มถูกจับตามอง หลังไม่เห็นด้วยกับ Deal ซื้อกิจการมูลค่า 20,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 626,000 ล้านบาท) จาก CVC กลุ่มทุนอังกฤษ

Deal นี้บานปลายกลายเป็นการงัดข้อกันระหว่าง Effissimo กับบอร์ดบริหาร ท่ามกลางกระแสข่าวว่าบอร์ดบริหารอาจมีส่วนได้ส่วนเสียกับ Deal นี้ เพราะ โนบุอากิ คุรุมะตานิ – CEO เคยเป็นผู้บริหารสาขาในญี่ปุ่นของ CVC มาก่อน

และยิ่งกว่านั้นบอร์ดบริหารยังขอให้กระทรวงเศรษฐกิจ การค้าและอุตสาหกรรมญี่ปุ่น (METI) เข้ามาแทรกแซงด้วยการเขี่ย Effissimo ให้พ้นทาง โดยเรื่องนี้ โยชิฮิเดะ ซูกะ เลขาฯคณะรัฐมนตรีขณะนั้น (ซึ่งต่อมาขึ้นเป็นนายกฯ ถัดจาก ชินโสะ อาเบะ) อาจมีส่วนรู้เห็นด้วย

เมื่อเรื่องเป็นข่าวแดงขึ้นมาที่สุดฝ่ายบอร์ดบริหาร Toshiba ก็อ่อนข้อ และโนบุอากิ คุรุมะตานิ ลาออกจาก CEO โดยอ้างเหตุผลส่วนตัว แต่มีการคาดกันว่าเขาลาออกเพราะถูก Effissimo บีบ ส่วน METI และ โยชิฮิเดะ ซูกะ ก็ปฏิเสธว่าไม่มีส่วนรู้เห็น

โนบุอากิ คุรุมะตา

อย่างไรก็ตามอาจกล่าวได้ว่านี่เป็นชัยชนะของฝ่าย Effissimo และมีความเป็นไปได้ว่า Effissimo จะมีส่วนชี้ทางให้ Toshiba แตกออกเป็น 3 บริษัทเพื่อความคล่องตัว โดยตามแผนเบื้องต้นของ Toshiba ระบุว่าแผนนี้จะเป็นรูปธรรมในปี 2023

หาก 3 บริษัทที่แตกออกมาจาก Toshiba ตามส่วนธุรกิจที่ยังมีอนาคตคือ Infrastructure เครื่องใช้ไฟฟ้ากับอุปกรณ์ต่างๆ และชิปความจำ พา Toshiba พ้น ทศวรรษมืดได้และรุ่งในทางของตัวเอง

ก็อาจเป็นตัวอย่างให้บริษัทญี่ปุ่นแห่งอื่นๆ อ้าแขนรับกลุ่ม Activist Investor ที่เน้นทำกำไร พาบริษัทก้าวหน้าและมองข้ามระบบอาวุโสของญี่ปุ่น มาเป็นผู้ถือหุ้นเพื่อพาพ้นวิกฤตมากขึ้น

เรื่องนี้ต้องจับตามอง เพราะ Olympus ทำให้เห็นเป็นตัวอย่างแล้ว หลังให้ Activist Investor เข้ามาถือหุ้นและแนะนำทิศทางดำเนินธุรกิจใหม่ๆ อนาคตก็เริ่มสดใส โดย Olympus คาดว่าสัดส่วนกำไรต่อผลประกอบการในปีงบประมาณหน้าจะอยู่ที่ 20%

ด้าน ยาสุโอะ ทาเกอุชิ CEO ของ Oympus ออกมายอมรับว่าสถานการณ์บริษัทดีขึ้นมากหลังได้ Activist Investor เข้ามาเป็นผู้ถือหุ้น

ทั้งที่ไม่กี่ปีก่อนหน้านี้ยังมองว่ากลุ่มนี้จะเข้ามาทำลายบริษัท ไม่ต่างจากคนเถื่อนบุกประชิดกำแพงเมือง และจ้องจะมาเข้ามาเผาบ้านเผาเมืองอยู่เลย

ยังมีอีกเหตุผลที่ทำให้ต้องจับตามองความเคลื่อนไหวของ Activist Investor และความเปลี่ยนแปลงของบริษัทญี่ปุ่นจากนี้ โดยตามข้อมูลเมื่อปี 2020 ระบุว่า บริษัทญี่ปุ่นที่มี Activist Investor เป็นผู้ถือหุ้นมีมากถึง 165 แห่ง ทั้งที่ย้อนเมื่อปี 2013 อยู่ที่เพียง 11 แห่งเท่านั้น / cnbc ,japantoday, reuters, ft, cnn, nytimes, kyodo



อัพเดตข่าวสารการตลาดทุกวันได้ที่ Website: Marketeeronline.co
Facebook: www.facebook.com/marketeeronline

ติดตาม Marketeer Online ทาง Line@ : @marketeer

เพิ่มเพื่อน