สมาคมผู้ค้าปลีกไทย ชูยุทธศาสตร์ปลุกตลาด 4.38 ล้านล้านบาท รับมือเศรษฐกิจฟื้นตัวไม่เท่าเทียม ชงนโยบายรัฐฟื้นกำลังซื้อ 

สมาคมผู้ค้าปลีกไทย (Thai Retailers Association : TRA) กางแผนทิศทางเศรษฐกิจและตลาดค้าปลีกไทยช่วงครึ่งหลังปี 2569 ต่อเนื่องถึงปี 2570 ภายใต้การนำของ “คุณณัฐ วงศ์พานิช” ประธานสมาคม วาระที่ 2 

เพื่อรับมือความท้าทายจากสภาพตลาดที่ฟื้นตัวแบบไม่เท่าเทียม ด้วยการมุ่งสู่กลยุทธ์ที่เน้นสร้างการเติบโตอย่างทั่วถึง ส่งเสริมการแข่งขันที่เป็นธรรม และขับเคลื่อนเศรษฐกิจสู่ความยั่งยืน 

พร้อมยื่นข้อเสนอนโยบายต่อภาครัฐเพื่อเร่งกระตุ้นกำลังซื้อ เสริมสภาพคล่องให้เอสเอ็มอี (SMEs) และผลักดันประเทศไทยสู่จุดหมายปลายทางด้านการช้อปปิ้งระดับภูมิภาค

ค้าปลีกไทย 4.38 ล้านล้าน ฝ่าวิกฤตเศรษฐกิจโตไม่เท่าเทียม 

ชงรัฐปลุกกำลังซื้อ – เสริมแกร่งเอสเอ็มอี – สร้างการแข่งขันที่เป็นธรรม

ปี พ.ศ. GDP ไทย มูลค่าตลาดค้าปลีก การเติบโตของตลาดค้าปลีก ภาพรวมและประเด็นสำคัญเศรษฐกิจไทยและค้าปลีก จำนวนนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติที่เดินทางเข้ามาในประเทศไทย / สร้างรายได้
2567 2.9% 4.13 ล้านล้านบาท N/A ภาคการท่องเที่ยวเริ่มฟื้นตัวชัดเจนขึ้นต่อเนื่อง ชุมชนเมืองขยายตัวออกสู่พื้นที่ชานเมืองและต่างจังหวัด 35.5 ล้านคน / 1.53 ล้านล้านบาท
2568 2.4% 4.25 ล้านล้านบาท 3.0% ตลาดค้าปลีกเติบโตภายใต้บริบทที่ผู้บริโภควางแผนการใช้จ่ายอย่างรอบคอบ ขณะที่ภาคธุรกิจยังต้องบริหารจัดการต้นทุนอย่างมีประสิทธิภาพ 32.9 ล้านคน / 2.68 ล้านล้านบาท
2569 (คาดการณ์) 1.6 – 2.0%* 4.38 ล้านล้านบาท 3.0% ภาคการส่งออกสินค้าและบริการขยายตัวโดดเด่น ในขณะที่ตลาดค้าปลีกเผชิญความท้าทายจากกำลังซื้อที่เปราะบาง หนี้ครัวเรือนระดับสูง และการแข่งขันรุนแรงกับอีคอมเมิร์ซ รวมถึงสินค้านำเข้าราคาถูกจากต่างประเทศ 33 ล้านคน / 2.76 ล้านล้านบาท
2570 (คาดการณ์) 1.8% 4.50 – 4.55 ล้านล้านบาท 3.0% – 3.5% GDP จะชะลอตัวลง โดยมีปัจจัยกดดันจากการส่งออกสินค้าที่คาดว่าจะเติบโตในอัตราช้าลง แต่มูลค่าตลาดค้าปลีกไทยคาดว่าจะฟื้นตัวดีขึ้น  >33 ล้านคน / 1.67 ล้านล้านบาท
*หมายเหตุ: คาดการณ์ GDP ปี 2569 ที่ 1.6-2.0% ประเมินจากเมื่อรวมมาตรการรัฐอย่างโครงการไทยช่วยไทยพลัสแล้ว
ที่มา: สมาคมผู้ค้าปลีกไทย อ้างอิง ธนาคารแห่งประเทศไทย, สำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า, ศูนย์วิจัยกสิกรไทย, วิจัยกรุงศรี, คณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน ประกอบด้วย สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย – สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย – สมาคมธนาคารไทย, สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ, การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย / สิงหาคม 2026

ภาพรวมเศรษฐกิจไทยในช่วงครึ่งหลังปี 2569 มีสัญญาณปรับตัวดีขึ้น แต่เป็นการฟื้นตัวแบบแยกออกเป็นสองทิศทางอย่างชัดเจน 

ขาบนได้รับแรงส่งจากการส่งออกที่ขยายตัวโดดเด่น 7.1% จากกลุ่มเศรษฐกิจดิจิทัล และการลงทุน 

ขณะที่ขาล่างอย่างผู้ประกอบการเอสเอ็มอีกว่า 3.3 ล้านราย ซึ่งเป็นแหล่งจ้างงานถึง 70% ของภาคเอกชน ยังคงฟื้นตัวช้าและเผชิญกับต้นทุนสูง สภาพคล่องตึงตัว รวมถึงการแข่งขันจากสินค้านำเข้าราคาถูก

โดยผลสำรวจดัชนีความเชื่อมั่นผู้ค้าปลีก (Retail Sentiment Index : RSI) เดือนกรกฎาคม 2569 ซึ่งจัดทำโดย สมาคมผู้ค้าปลีกไทย ร่วมกับ ธนาคารแห่งประเทศไทย 

ระบุว่า ผู้ประกอบการยังมีความหวังต่อมาตรการไทยช่วยไทยพลัสและการกระตุ้นการท่องเที่ยว แต่กำลังซื้อของผู้บริโภคยังไม่ฟื้นตัวเต็มที่ 

แม้ความถี่ในการซื้อสินค้าจะไม่ลดลง แต่มูลค่าการซื้อเฉลี่ยต่อใบเสร็จกลับปรับลดลง สะท้อนถึงภาวะกำลังซื้อหดตัวอย่างชัดเจน 

ยอดขายที่พยุงตลาดไว้ยังกระจุกตัวอยู่ในหมวดอาหารและสินค้าจำเป็น ขณะที่สินค้าฟุ่มเฟือย วัสดุก่อสร้าง และสินค้าคงทนมูลค่าสูงยังเผชิญแรงกดดันอย่างหนัก 

ปัจจัยเสี่ยงสำคัญมาจากภาระหนี้ครัวเรือนที่พุ่งสูงถึง 86.7% ของ GDP หรือคิดเป็นมูลค่า 16.44 ล้านล้านบาท ในช่วงไตรมาสแรกของปี 2569

หากแบ่งสัดส่วนมูลค่าตลาดค้าปลีกในปี 2569 จะพบว่า 76.5% เป็นตลาดโมเดิร์นเทรด และ 23.5% เป็นตลาดดั้งเดิม 

เมื่อแยกตามกลุ่มสินค้า กลุ่มอาหาร เครื่องดื่ม และยาสูบ ครองสัดส่วน 55.7% ขณะที่สินค้าที่ไม่ใช่อาหารอยู่ที่ 44.3% ด้านช่องทางการจำหน่ายยังคงอิงกับหน้าร้านออฟไลน์ที่ 55% และออนไลน์ 45% 

กลุ่มที่มีอัตราการเติบโตโดดเด่นที่สุดคือ Local Modern Trade ที่คาดว่าจะเติบโต 5-8% รองลงมาคือซูเปอร์มาร์เก็ตเติบโต 3-5% ขณะที่ไฮเปอร์มาร์เก็ตเติบโตเพียง 0.5-1.0%

ทางด้านการท่องเที่ยว สมาคมมองเห็นความท้าทายจากสงครามแย่งชิงนักท่องเที่ยวจากประเทศคู่แข่งอย่างเวียดนามและญี่ปุ่น ประกอบกับพฤติกรรมนักท่องเที่ยวที่มักพำนักสั้นเพียง 4-7 วัน และมียอดใช้จ่ายระดับปานกลางเฉลี่ย 47,000 บาทต่อคน 

ภาคการท่องเที่ยวจึงต้องปรับเป้าหมายเชิงคุณภาพ มุ่งสู่กลุ่มพำนักระยะยาว กลุ่มวัยเกษียณ และการท่องเที่ยวเชิงการแพทย์ เพื่อดันยอดใช้จ่ายเฉลี่ยต่อคนให้สูงขึ้น

ยุทธศาสตร์จากสมาคมผู้ค้าปลีกไทยเพื่อขับเคลื่อนค้าปลีกยุคใหม่

เพื่อรับมือกับความท้าทายและข้อจำกัดทางเศรษฐกิจ สมาคมได้วางยุทธศาสตร์เพื่อครอบคลุมการเติบโต การยกระดับความสามารถ และความยั่งยืน ดังนี้

1.ขับเคลื่อนการเติบโตอย่างทั่วถึงและเป็นธรรม

สมาคมมุ่งยกระดับประเทศไทยให้เป็นจุดหมายปลายทางด้านการช้อปปิ้ง โดยเสนอให้ภาครัฐอำนวยความสะดวกในการคืนภาษีมูลค่าเพิ่ม ณ จุดขาย (Instant VAT Refund) สำหรับนักท่องเที่ยวที่มียอดซื้อขั้นต่ำ 2,000 ถึง 3,000 บาท 

พร้อมทบทวนและยกเลิกอากรขาเข้าสินค้าลักชัวรี แฟชั่น และความงาม ซึ่งปัจจุบันมีอัตราภาษีสูงถึง 20-30% เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน ตลอดจนนำร่องเขตปลอดภาษีในจังหวัดท่องเที่ยวศักยภาพอย่างภูเก็ต 

นอกจากนี้ ยังผลักดันกติกาการแข่งขันที่เท่าเทียมระหว่างแพลตฟอร์มไทยและต่างชาติ สนับสนุนสินค้าให้ได้สัญลักษณ์ Made in Thailand เพื่อเข้าสู่ระบบจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ และเดินหน้าแก้ปัญหาธุรกิจนอมินีอย่างจริงจัง

2.เสริมความแข็งแกร่งและยกระดับขีดความสามารถ

สมาคมจะทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางข้อมูลและเครือข่ายพันธมิตรเพื่อสนับสนุนผู้ประกอบการ โดยจะเร่งผลักดันให้ภาครัฐลดกฎระเบียบที่ซ้ำซ้อน ทบทวนกฎหมายกว่า 7,000 ฉบับ พร้อมเสนอให้ใช้ ‘Super License’ หรือใบอนุญาตเดียวที่ครอบคลุมหลายกิจกรรม 

นอกจากนี้ ยังสนับสนุนให้ผู้ประกอบการนำปัญญาประดิษฐ์ (AI) และระบบออมนิแชนแนล มาใช้เพิ่มประสิทธิภาพ ควบคู่ไปกับการยกระดับทักษะแรงงาน 

สมาคมยังส่งเสริมรูปแบบการจ้างงานที่ยืดหยุ่น เช่น การเปิดโอกาสให้ผู้สูงวัยอายุ 60-75 ปี เข้าทำงานในห้างสรรพสินค้าชั้นนำและร้านสะดวกซื้อ ด้วยรายได้ 400 บาทต่อวัน เพื่อสร้างงาน สร้างอาชีพ หลังวัยเกษียณ

3.เติบโตอย่างยั่งยืนผ่านความร่วมมือ

ภาคค้าปลีกพร้อมร่วมมือกับทุกภาคส่วนด้วยนโยบายที่คำนึงถึงสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะการลดขยะเศษอาหารตามมาตรฐานสากล ซึ่งพบว่า 45% ของผักและผลไม้กลายเป็นขยะ 

สมาคมจึงรณรงค์ให้ความรู้เรื่องการเก็บรักษาที่ถูกวิธี เช่น การแช่หน่อไม้ฝรั่งในแก้วน้ำ การเก็บหอมหัวใหญ่และกระเทียมในถุงตาข่ายที่อากาศถ่ายเท หรือการพรมน้ำดอกกะหล่ำก่อนห่อด้วยกระดาษทิชชูอเนกประสงค์แล้วแช่ตู้เย็น 

นอกจากนี้ สมาคมยังได้จัดทำแพ็กเกจนโยบายฟื้นเศรษฐกิจเพื่อเสนอต่อรัฐบาล ประกอบด้วย การฟื้นมาตรการคนละครึ่งพลัสให้ครอบคลุมร้านค้าโมเดิร์นเทรด การลดอัตราภาษีหัก ณ ที่จ่ายจาก 3% เหลือ 0-1% การขยายสิทธิ์ให้ร้านค้าทุกขนาดรับบัตรสวัสดิการแห่งรัฐได้ การยกเลิกภาษีนำเข้าและคืนภาษีให้นักท่องเที่ยว การให้สิทธิประโยชน์ทางภาษีเพื่อกระตุ้นการลงทุนในเมืองรอง และการลดหย่อนภาษีแก่เอสเอ็มอีที่นำเทคโนโลยีมาใช้หรือพัฒนาสินค้าเพื่อความยั่งยืน

4.ความท้าทายที่ผู้ค้าปลีกต้องเตรียมรับมือ

การเปลี่ยนแปลงสำคัญ 4 ด้านที่ผู้ประกอบการต้องเร่งปรับตัว  

ประการแรก ผู้บริโภคมีการแบ่งขั้วอย่างชัดเจน ตลาดระดับกลางจะเผชิญแรงกดดันหนักที่สุดจากภาวะหนี้ครัวเรือน แบรนด์จึงต้องสื่อสารคุณค่าของสินค้าให้ชัดเจน ไม่สามารถใช้โปรโมชั่นเดียวครอบคลุมทุกกลุ่มได้อีกต่อไป 

ประการที่สอง หน้าร้านจะเปลี่ยนบทบาท จากเพียงจุดซื้อขายสินค้า กลายเป็นแพลตฟอร์มสร้างประสบการณ์และความเชื่อมั่นที่เชื่อมโยงความรู้สึกของผู้บริโภค ซึ่งเป็นสิ่งที่โลกออนไลน์ทดแทนได้ยาก 

ประการที่สาม การบริหารห่วงโซ่คุณค่า ผู้ค้าปลีกต้องจัดการกระบวนการตั้งแต่การพัฒนาเฮาส์แบรนด์ การจัดหาวัตถุดิบภายในประเทศ ไปจนถึงระบบโลจิสติกส์อย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อลดความผันผวนของต้นทุน 

ประการสุดท้าย การประยุกต์ใช้ AI เทคโนโลยีจะเข้ามาเปลี่ยนรูปแบบการโฆษณาจากการสื่อสารแบบหว่านแห ไปสู่การยื่นข้อเสนอแบบเฉพาะบุคคล ซึ่งจะเป็นเครื่องมือสำคัญที่ช่วยให้แบรนด์เข้าถึงผู้บริโภคในช่วงตัดสินใจซื้อได้อย่างแม่นยำและบริหารต้นทุนได้ดียิ่งขึ้น