พฤติกรรมของผู้บริโภคจะเปลี่ยนไปอย่างไรในปี 2022

เป็นคำถามที่นักการตลาดหลายคนตั้งถามกับตัวเองและทีมการตลาด เพื่อหาพฤติกรรมของผู้บริโภคเพื่อเชื่อมโยงกับแบรนด์เพื่อสื่อสารและทำตลาดผลักดันยอดขายให้เติบโตอย่างต่อเนื่อง

โดยเฉพาะในปี 2022 เป็นปีที่ผู้บริโภคอยู่กับโควิด-19 มานานกว่าสองปี ซึ่งแน่นอนว่าพฤติกรรมของพวกเขาเหล่านี้มีการเปลี่ยนแปลงไปจากเดิม

ณัฐา ปิยะวิโรจน์เสถียร Head of Strategy มายด์แชร์ สรุปเป็นเทรนด์พฤติกรรมของผู้บริโภคที่มีส่วนสำคัญกับนักการตลาด 6 เทรนด์หลัก ประกอบด้วย

 

เทรนด์ที่1

Mindful Togetherness

เพิ่มความระมัดระวังในการใช้ชีวิต

มายด์แชร์บอกกับเราว่าในวันนี้ผู้บริโภคมีอัตราการฉีดวัคซีนที่สูง รู้จักกับการปรับตัวในการอยู่ร่วมกับโควิด-19 และมีความพร้อมออกไปใช้ชีวิตนอกบ้านเกือบปกติ แต่เป็นการใช้ชีวิตนอกบ้านอย่างระมัดระวังมากยิ่งขึ้น

พฤติกรรมการใช้ชีวิตนอกบ้าน และมองว่าทำอย่างไรเพื่อที่จะใช้ชีวิตนอกบ้านอย่างสะดวกสบายมากขึ้นกว่าเดิม

 

จะเห็นได้ว่าในหลายปีที่ผ่านมา Digital Transformation ได้เข้ามาเปลี่ยนโลกและปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้ชีวิตนอกบ้านของผู้บริโภคอย่างค่อยเป็นค่อยไป จนกระทั้งเกิดการการแพร่ระบาดของโควิด-19 ที่เข้ามาเป็นตัวเร่งพฤติกรรมผู้บริโภคให้ปรับเปลี่ยนสู่โลกดิจิทัลและเทคโนโลยีอย่างก้าวกระโดด

 

พฤติกรรมเหล่านี้ มายด์แชร์แนะนำว่า นักการตลาดนำไปปรับใช้กับแบรนด์ 3 แนวทางได้แก่

 

-Phygital Community-

แม้ในวันนี้พฤติกรรมผู้บริโภคจะซื้อของออนไลน์มากขึ้น แต่ยังโหยการกลับมาใช้ชีวิตปกติ เพราะ Physical Experience เป็นสิ่งที่ผู้บริโภคยังขาดไม่ได้

มายด์แชร์แนะนำแบรนด์ตอบโจทย์พฤติกรรมนี้ด้วยการผนึกรวมระหว่างช่องทางจำหน่ายหน้าร้านและการขายออนไลน์ (Physical + Digital) เพื่อช่วยเสริมสร้างประสบการณ์และสร้าง engage กับผู้บริโภคได้ดียิ่งขึ้น

และเป็นการเพิ่มความสบายใจให้กับผู้ซื้อในเรื่องของ Hygienic Safety

ในอนาคตการปรับสู่ Physical + Digital ของแบรนด์ จะทำให้การเข้าไปช้อปปิ้งในห้างร้านของผู้บริโภค จะไม่ใช่แค่การสร้างยอดขายเพียงอย่างเดียว แต่ยังสามารถนำมาใช้เป็นเครื่องมือเล่าเรื่องราวของ Brand Story และ Interactive กับผู้บริโภคได้เป็นอย่างดีอีกด้วย

 

-Contactless Connection-

แม้ Contactless Connection จะเป็น Subset ของ Phygital Community แต่เป็นพฤติกรรมที่เห็นชัดเจนในประเทศไทย

Contactless Connection เป็นประสบการไร้สัมผัสจะเข้ามาสร้างความมั่นใจกับผู้บริโภคในการใช้ชีวิตนอกบ้าน

เช่นการรับบัตรจอดรถแบบไร้สัมผัส การชำระค่าทางด่วน และอื่นๆ

พฤติกรรมนี้จะมีบทบาทมากขึ้น โดยเฉพาะช่องทางการจำหน่ายหน้าร้าน และการออกแบบสินค้าทีนำเทคโนโลยีเข้ามาทำให้ผู้บริโภคมีความมั่นใจในเรื่องของความสะอาดและสุขลักษณะมากยิ่งขึ้น

เพราะในยุคหลังจากนี้จะไม่สามารถกลับไปในยุค Old Normal อีกต่อไป

 

-Omnichannel Retail-

แบรนด์จะต้องปรับตัวในยุค Post-Pandemic โดยการรวบข้อมูลจากช่องทางต่างๆ เข้าด้วยกัน สร้าง Touchpoint ต่างๆให้เกิดการซื้อและรับสินค้าสะดวกทั้ง Online และ Offline

เพราะในวันนี้แบรนด์ไม่ควรมาตอบคำถามว่ามีช่องทาง Ecommerce หรือยัง แต่แบรนด์ควรตอบคำถามว่าได้เติมเต็มประสบการณ์ในรูปแบบ Omnichannel อย่างไร้รอยต่อหรือยัง เพราะ Omnichannel ไม่ใช่มีช่องทางที่หลากหลายเท่านั้น แต่ต้องนำทุกช่องทางมา Integrate เข้าด้วยกัน ตอบสนองพฤติกรรมผู้บริโภครวมถึงการขาย สร้างความสะดวกของผู้บริโภคในการซื้อสินค้าทั้งออนไลน์และออฟไลน์

 

 

เทรนด์ที่2

Homebody Economy?

ผู้บริโภคยังคงหาประโยชน์และเพิ่มประสิทธิภาพสูงสุดจากการอยู่บ้านอีกต่อไปหรือไม่

ปีที่ผ่านมาผู้บริโภคมีพฤติกรรมอยู่ติดบ้าน ใช้ชีวิตอยู่กับบ้านเป็นเวลานาน

ส่วนปีนี้การใช้ชีวิตอยู่กับบ้านยังคงอยู่หรือไม่

มายด์แชร์บอกกับเราว่า ยังคงอยู่ เพราะผู้บริโภคส่วนหนึ่งยังใช้ชีวิตทำงานที่บ้าน และเรียนที่บ้านอยู่ และอาจจะมีประสิทธิภาพมากกว่าการไปทำงานที่ออฟฟิศอีกด้วย

เมื่อผู้บริโภคยังอยู่กับแบรนด์ มายด์แชร์ แนะนำ 3 แนวทางที่แบรนด์สามารถปรับใช้รับกับเทรนด์นี้ได้คือ

 

-Hometainment-

Hometainment หรือ home + entertainment เป็นหนึ่งในโมเมนต์ที่เข้ามาเติมเต็มชีวิตในบ้าน เพื่อตอบโจทย์ผู้บริโภคที่โหยหาประสบการณ์ที่ยังอยู่ไกลตัวที่ยังไม่สามารถออกไปเก็บเกี่ยวประสบการณ์นั้นได้อย่างเต็มที่ เช่นท่องเที่ยว การตั้งแคมป์ และอื่นๆ  

แบรนด์หรือแฟลตฟอร์มควรสนองประสบการณ์ด้าน Hometainment ในรูปแบบต่างๆ ที่เหนือความคาดหมายของผู้บริโภคที่ไม่จำกัดเพียงคอนเทนต์ และเพลงอย่างเดียว แต่ยังรวมถึงแฟชั่น กีฬา เกม เพราะเรายังได้เห็นการไลฟ์แฟชั่นโชว์ที่ตอบโจทย์ผู้บริโภคที่ใช้ชีวิตที่บ้านด้วย

รวมถึงการสร้างประสบการณ์ใหม่ๆ ที่บ้าน เช่น ที่ญี่ปุ่นอยู่ในระหว่างการพัฒนาจอทีวีที่มีรสชาติ เพื่อให้ผู้บริโภคสามารถคอนเน็ตกับโลกภายนอกได้

 

-Statement of Place and Space-

ความหมายของสถานที่และพื้นที่จะเปลี่ยนแปลงไป ทั้งด้านการออกแบบหรือการสร้างคุณค่าและประสบการณ์ของสถานที่ให้มีคุณค่าและความหมายที่ลึกซึ้งและหลากหลายกว่าเดิม

ในส่วนของพื้นที่ ความยืดหยุน จะเข้ามามีบทบาทมากขึ้น การสร้าง Space Design จะต้องตอบโจทย์ฟังก์ชันนอลที่หลากหลายสามารถปรับเปลี่ยนตอบโจทย์การใช้งานแต่ละรูปแบบได้

เช่นออฟฟิศดีไซน์ พื้นที่ห้องประชุมสามารถปรับเปลี่ยนเป็นห้องประชุมขนาดเล็กและใหญ่ได้ หรือเป็น Town Hall ได้

ที่อยู่อาศัยสามารถปรับเปลี่ยนพื้นที่ตามการใช้งานในแต่ละช่วงเวลาได้ เช่นช่วงเวลาทำงานเป็นพื้นที่ทำงาน หลังเลิกงานปรับเปลี่ยนเป็นพื้นที่ออกกำลังกาย หรือปรับเป็นพื้นที่รับรองเพื่อนที่เข้ามาสังสรรค์ในบ้านได้

 

ส่วนเรื่อง Place หรือสถานที่ มายด์แชร์ให้ความเห็นว่าการกลับไปสถานที่ต่างๆ มีความหมายมากขึ้นสำหรับผู้บริโภค เทคโนโลยี อย่าง  AR / QR Code / VR จะเข้ามาสร้างประสบการณ์กับผู้บริโภคในสถานที่ต่างๆ จะเข้ามาเติมเต็มมากกว่าเดิม เช่นการนำ QR Code มาให้ผู้บริโภคสแกนเพื่อบอกเล่าเรื่องราวในอดีตของสถานที่นั้นๆ เชื่อมโยงผู้บริโภคระหว่างอดีตกับปัจจุบัน

 

-Survive or Alive?-

แบรนด์ควรปรับจูนคอนเทนต์ หรือไดเรคชั่นที่คุยกับผู้บริโภค

จากสองปีที่ผ่านมาผู้บริโภคอาจจะตั้งคำถามว่าทำอย่างไรถึงจะไม่ติดโควิด-19 หรือมีชีวิตรอดอย่างไร

แต่เพราะผู้บริโภคอยู่กับความไม่แน่นอนจากโควิด-19 มานานถึง 2 ปี วันนี้พวกเขาไม่ต้องการให้แบรนด์ออกมาบอกว่าสู้ๆ นะ ให้กำลังใจอยู่บนพื้นที่สีเทาๆ

แต่ผู้บริโภคอยากจะให้แบรนด์พูดถึงความตื่นเต้นที่จะกลับไปใช้ชีวิตภายนอกมากขึ้น กระตุ้นให้ผู้บริโภคออกไปเติมเต็มแพชชั่นและความฝันของเขามากกว่า

 

 

เทรนด์ที่3

Nostalgia Reminiscing

ย้อนถึงนึกเวลาในอดีตที่น่าจดจำ

เทรนด์ที่ผู้บริโภคย้อนนึกถึงช่วงเวลาความทรงจำ อดีตที่น่าจดจำ หรือย้อนยุคต่างๆ จะกลับมาเข้าอยู่ในชีวิตผู้บริโภคอีกครั้งหนึ่ง โดยเฉพาะ Gen Y และ Gen Z ที่มายด์แชร์บอกว่าเติบโตมากับดิจิทัล

จากเทรนด์นี้นักการตลาดสามารถสื่อสารในรูปแบบ

 

-Down the Memory Lane-

คำว่า Digital Lifestyle ถูกครอบด้วยคำว่า Speed Instant และ Convenient  แต่เสน่ห์ของอนาล็อกได้เข้าไปชดเชยความง่าย สะดวก ในยุคของดิจิทัล

แบรนด์ใช้ความเป็นอนาล็อกมาสื่อสารถึงผู้บริโภคได้ อย่างเช่นเป๊ปซี่จับมือกับกล้องโพลารอยด์ ออกกล้องเป๊ปซี่โพลารอยด์ และได้รับความนิยมมาก

 

พิซซ่าฮัทนำ AR เข้ามาเชื่อมผู้บริโภคให้สามารถเล่นเกมแพคแมนซึ่งเป็นเกมในอดีตบนโลกเสมือนผ่านกล่องพิซซ่า

แต่ดิจิทัลทั้งนี้ทั้งนั้น ด้วยความที่เราอยู่ในยุค digital เทรนด์ข้อนี้ก็อาจจะมีการนำเทคโนโลยีเข้ามาช่วยเติมเต็มวิถีของผู้บริโภคด้วย

 

เทรนด์ที่4

Live More Than One Life

ยุคของโลกเสมือนจริง

เทคโนโลยีเข้ามาอยู่ในชีวิตผู้บริโภคมากขึ้นและทำให้เส้นแบ่งระหว่างโลกจริงและโลกเสมือนจางลง และหลายๆ อย่างได้ปรับเปลี่ยนเป็น Virtual  ในรูปแบบต่างๆ

สำหรับนักการตลาดสามารถนำเทรนด์นี้มาปรับใช้ 2 แนวทางได้แก่

 

-Mega Metaverse-

กระแสที่มาแรงในช่วงปลายปีที่แล้ว ซึ่งเทคโนโลยีที่แบรนด์สามารถนำพาผู้บริโภคไปอยู่ในโลกเสมือนจริงอีกโลกนึงนี้ได้ผ่านเทคโนโลยีอย่าง AR/ VR นอกจากจะทำให้แบรนด์สามารถ Engage กับผู้บริโภคได้อย่างลึกซึ้งแล้ว ยังทำให้เราก้าวข้ามข้อจำกัดต่างๆที่ไม่สามารถทำได้ในชีวิตจริงอีกด้วย

 

-No More Middle Man-

การเกิดขึ้นของ blockchain ได้ทำให้เกิดสิ่งที่เรียกว่าการกระจายอำนาจ (decentralize) เกิดขึ้น ผลพวงของการกระจายอำนาจทางด้านการเงินที่ทำให้เกิด cryptocurrency ที่ว่ายังกระจายไปสู่วงการเกมและศิลปะ

 

 

เทรนด์ที่5

Brighter, Bolder, Better, Build Back

ผู้บริโภคให้ความสำคัญและใส่ใจกับสิ่งต่างๆ รอบตัวมากขึ้น

ยุคที่ผู้บริโภคจะให้ความสำคัญและความใส่ใจกับสิ่งต่างๆ รอบตัวมากขึ้น เริ่มเห็นความเชื่อมโยงตัวเอง คนใกล้ตัว และสังคม สิ่งแวดล้อม

ผู้บริโภคแสดงออกมาในรูปแบบของ

 

-Play a Part-

การมีส่วนร่วมในกระแสสังคม จากการมองเห็นว่าสิทธิและเสียงสามารถสร้างการเปลี่ยนแปลงสิ่งแวดล้อม และสังคมได้จริง

 

-Well – Balance Wellness-

โควิด-19 ทำให้ผู้บริโภคหันกลับใส่ใจเรื่องสุขภาพมากขึ้น ในปีนี้และอนาคตผู้บริโภคไม่ได้ให้ความสำคัญกับสุขภาพกายอย่างเดียว แต่ยังให้ความสำคัญกับสุขภาพจิตที่เกิดจากความเครียดกับการใช้ชีวิตร่วมกับโควิด-19 มานานกว่า 2 ปี

 

เทรนด์ที่6

Interactive Future

เทคโนโลยีจะเข้ามาเติมเต็มประสบการณ์และ journey ของผู้บริโภคได้มากกว่าเดิม

ประกอบด้วย

-Voice, Visual, Video, and Virtual Assistant-

 มายด์แชร์มองว่าVoice, Visual, Video, and Virtual Assistant เป็น Game Changer ในยุค 2022 ที่จะเข้ามามีบทบาทที่สำคัญในการกระตุ้นและประสบการณ์การช้อปปิ้งของผู้บริโภคให้สนุกสนาน ตื่นเต้นและสะดวกสบายมากขึ้น

สามารถค้นหาข้อมูลด้วยภาพ ใช้ไลฟ์สตรีมมิ่งวิดีโอเอามาเสริมเพื่อให้ผู้บริโภค Interactive กับผู้ขายโดยตรง ได้เห็นสินค้าจริง เพิ่มความอุ่นใจในการซื้อ และสามารถ Engage ได้อย่างเรียลไทม์

 

-Shoppable Media-

 สื่อที่เป็นได้มากกว่าการสร้าง Awareness และ Engagement หรือการทำหน้าที่ในการปิดการขายได้เลย ทำให้ journey ของผู้บริโภคกระชับกว่าเดิม

จากที่ผู้บริโภคมีประสบการณ์ช้อปปิ้งบนโลกออนไลน์อย่างต่อเนื่อง และหาความสะดวกสบายในการช้อปมากขึ้น เช่นเห็นสินค้าแล้วชอบและอยากช้อปได้ทันทีในแพลตฟอร์มที่เห็น

โดยในปีนี้มายด์แชร์มองว่าโซเชียลคอมเมิร์ซจะเป็นเทรนด์ที่มาแรงที่สุด และมีบทบาทในชีวิตประจำวันผู้บริโภคมากขึ้น

 

-In Control and On Demand-

เทคโนโลยีและแฟลตฟอร์มต่างๆ บนโลกออนไลน์จะเข้ามาตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภคในการควบคุม จัดการกับเวลาหรือคอนเทนท์ที่จะเข้าถึงได้ตามความสะดวกและเหมาะสม เพื่อนำเวลาไปทำอย่างอื่นมากกว่าการอยู่บนโลกออนไลน์ เป็นต้น

 

 

 

 

 



อัพเดตข่าวสารการตลาดทุกวันได้ที่ Website: Marketeeronline.co
Facebook: www.facebook.com/marketeeronline

ติดตาม Marketeer Online ทาง Line@ : @marketeer

เพิ่มเพื่อน