เซี่ยงไฮ้ล็อกดาวน์ หรือนี่จะเป็นระเบิดเวลาลูกใหม่ของเศรษฐกิจจีน (วิเคราะห์)

ตัวเลขผู้ติดเชื้อที่เพิ่มขึ้นแบบไม่มีทีท่าว่าจะหยุด เส้นโค้งในกราฟผู้ติดเชื้อโควิด-19 สายพันธุ์โอมิครอนทะยานพุ่งทำให้ทางการจีนต้องออกคำสั่งล็อกดาวน์เซี่ยงไฮ้ซึ่งเป็นเมืองท่าที่มีความสำคัญทางเศรษฐกิจใหญ่เป็นอันดับ 2 ของจีน และดูเหมือนว่าการล็อกดาวน์ในครั้งนี้จะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจในภาพรวมของประเทศที่ตอนแรกทำท่าจะฟื้นอยู่แล้ว ให้ย่ำแย่ลงไปอีก

การที่จีนยังคงมองหาภาพในอุดมคติที่ไม่มีผู้ติดเชื้อโควิดในประเทศเลย ยังคงดำเนินต่อไปภายใต้ความกดดันของผู้ที่เกี่ยวข้อง ที่ในขณะเดียวกันต้องหาทางรอดให้กับเศรษฐกิจของประเทศให้ยังคงเติบโตต่อไปตามการคาดหวังของนักลงทุนและประชาชนในประเทศผู้ที่ยังไม่รู้ว่าตนเองจะได้กลับไปใช้ชีวิตอย่างปกติสุขได้อีกเมื่อไหร่

ก่อนจะล็อกดาวน์

จีนต้องเผชิญกับจำนวนตัวเลขผู้ติดเชื้อที่พุ่งทะยานแบบไม่รู้จะไปจบที่ตรงไหนจากการระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 สายพันธุ์ใหม่ที่ติดเร็ว ติดไว อย่าง โอมิครอน มาตั้งแต่เดือนมกราคม ทำให้ตัวเลขผู้ติดเชื้อรายวันของจีนอยู่ที่ 6,000 คนต่อวัน

โดย Goldman Sachs ได้ประมาณการพื้นที่การระบาดที่มีความเสี่ยงปานกลาง-เสี่ยงสูง ซึ่งคาดว่าจะต้องอยู่ภายใต้มาตรการล็อกดาวน์นั้นคิดเป็น 33% ของ GDP ในแง่ของความเสียหายทางด้านเศรษฐกิจ

จำนวนตัวเลขผู้ติดเชื้อของจีนที่เพิ่มสูงขึ้นเรื่อย ๆ หลังจากที่การระบาดที่เมืองอู่ฮั่นนั้นไม่มีทีท่าว่าจะดีขึ้นเลย โดยทางการจีนนั้นมีเป้าหมายที่จะจำกัดการเดินทางของประชาชนกว่าครึ่งค่อนเมือง จะเริ่มจากการที่ทางการห้ามประชาชนออกจากบ้าน เพื่อหวังลดจำนวนผู้ติดเชื้อโควิดลงให้เป็นศูนย์ ซึ่งการบังคับใช้มาตรการดังกล่าวได้ทำให้การจ้างงานในภาคบริการชะงักลง และทำร้ายธุรกิจขนาดเล็กให้ล้มหายตายจากไปเป็นจำนวนมาก

เซี่ยงไฮ้ล็อกดาวน์

นักวิเคราะห์มองว่าเศรษฐกิจของจีนจะดีหรือจะแย่ขึ้นอยู่กับจำนวนตัวเลขผู้ติดเชื้อสายพันธุ์โอมิครอนว่ารุนแรงเพียงใด และจะเป็นตัวกำหนดระดับความรุนแรงของการล็อกดาวน์ การล็อกดาวน์เซี่ยงไฮ้ถือเป็นแม่แบบการล็อกดาวน์เมืองสำคัญทางเศรษฐกิจ แต่ถึงกระนั้นการใช้มาตรการล็อกดาวน์ก็ไม่ได้ทำให้ตัวเลขผู้ติดเชื้อลดลงอย่างมีนัยสำคัญแต่อย่างใด

ราคาที่ต้องจ่าย

มีรายงานว่า การที่จีนประกาศล็อกดาวน์รอบล่าสุดนั้นหากคิดเป็นมูลค่าความเสียหายทางเศรษฐกิจอยู่ที่เดือนละ 46,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือคิดเป็น 3.1% ของ GDP ทั้งประเทศ และมีการคาดการณ์ว่าผลของความเสียหายจะยิ่งทวีความรุนแรงมากขึ้นเป็น 2 เท่าหากมีการประกาศล็อกดาวน์เมืองอื่น ๆมากกว่านี้

ตัวเลขดังกล่าวเป็นเพียงการประมาณการ “ขั้นต่ำ” ที่จีนต้องจ่ายหากยังคงใช้มาตรการ Zero Covid ต่อไป โดยนักเศรษฐศาสตร์ของจีนคาดหมายว่า เป้าหมายต่อไปที่ทางการจีนจะประกาศล็อกดาวน์ล้วนแล้วแต่เป็นเมืองที่มีอิทธิพลต่อ GDP ไม่ต่ำกว่า 20%

นักเศรษฐศาสตร์ได้พยากรณ์ว่าในกรณีที่สถานการณ์เลวร้ายถึงขั้นขีดสุด คือ รัฐบาลจีนสั่ง “ล็อกดาวน์ทั้งประเทศ” เป็นระยะเวลา 1 เดือน จะส่งผลให้ GDP ของประเทศได้รับผลกระทบในเชิงลบถึง 53%

หลังล็อกดาวน์แล้วจะเกิดอะไรขึ้นกับจีน

Bruce Pang หัวหน้าศูนย์วิจัยเศรษฐกิจมหภาคประจำบริษัทหลักทรัพย์ China Renaissance กล่าวว่า “โควิดทำให้ระดับความเชื่อมั่นในการจับจ่ายใช้สอยของประชาชนลดลงเป็นอย่างมาก โดยอุตสาหกรรมที่ได้รับผลกระทบมากที่สุดคืออุตสาหกรรมที่ต้องใข้คนทำงานและรวมไปถึงธุรกิจที่ต้องมีการรวมกันของคนหมู่มาก”

มีการคาดการณ์ว่าอัตราการเติบโตของ GDP ของจีนจะอยู่ที่ประมาณ 4.7% โดยเฉพาะในภาคบริการและการบริโภคภายในจะ “ค่อย ๆ ฟื้นตัว” ภายใน 2 เดือนนับจากนี้

จากการที่เซี่ยงไฮ้ เป็นศูนย์กลางการค้าและการเงินแห่งภูมิภาค ทำให้ GDP กว่า 3.8% ของจีนนั้นมาจากเซี่ยงไฮ้ และนอกจากนี้ จากข้อมูลของสำนักงานสถิติแห่งชาติจีนระบุว่า เซี่ยงไฮ้ ยังนับเป็นที่ที่มีผู้คนมีฐานะความเป็นอยู่ที่ร่ำรวยเป็นอันดับ 2 รองจาก ปักกิ่ง

นักเศรษฐศาสตร์ได้ปรับประมาณการพยากรณ์การเติบโตของเศรษฐกิจของจีนในปี 2022 ซึ่งเป็นปีที่มีการระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 สายพันธุ์ที่ได้ชื่อว่าระบาดได้ในอัตรารวดเร็วกว่าสายพันธุ์ใด ๆ ที่โลกเคยค้นพบมาอย่างโอมิครอน

ปัจจัยที่นักเศรษฐศาสตร์นำมาวิเคราะห์ประกอบการปรับประมาณการคือเรื่องที่รัฐบาลจีนมีคำสั่งให้ล็อกดาวน์แต่ละเมืองที่เริ่มมีจำนวนผู้ติดเชื้อสูงจนเริ่มยากต่อการควบคุม เพื่อลดผลกระทบในเชิงลบที่จะตามมา ซึ่งแน่นอนว่าการที่โรงงานที่ผลิตสิ่งของต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นสิ่งของจำเป็นหรือสิ่งของฟุ่มเฟือยนั้นต้องหยุดชะงักลง อีกทั้งการที่ประชาชนสัมผัสได้ถึงความไม่แน่นอนในการใช้ชีวิตก็เป็นอีกเรื่องที่ทำให้ความเชื่อมั่นของผู้บริโภคลดต่ำลงมาก นำไปสู่การประมาณการการเติบโตของเศรษฐกิจที่เหลือเติบโตเพียง 5.5% เท่านั้น

ถึงแม้จะไม่ล็อกดาวน์เซี่ยงไฮ้ เศรษฐกิจจีนก็ชะงักอยู่ดี

ก่อนที่จะมีการประกาศล็อกดาวน์เซี่ยงไฮ้อย่างเป็นทางการ บริษัทหลักทรัพย์ โนมูระ ได้ออกมาเตือนว่า เศรษฐกิจจีนกำลังจะเผชิญผลกระทบที่เลวร้ายซึ่งเป็นผลพวงมาตั้งแต่โควิดเริ่มระบาดในจีน

นักวิเคราะห์ของโนมูระได้ออกมาให้ทัศนะว่า ในไตรมาสที่ 2 ที่กำลังจะมาถึงนี้อัตราการเติบโตของเศรษฐกิจจีนจะอยู่ในภาวะถดถอย และไม่ใช่แค่ไตรมาสที่ 2 เท่านั้น แต่โนมูระได้ทำการประเมินจากปัจจัยต่าง ๆ และปรับลดคาดการณ์อัตราการเติบโตของจีนลงทั้งปี

จากรายงานของสำนักข่าว Bloomberg รายงานว่ากิจกรรมการดำเนินงานของโรงงานจะเริ่มหยุดชะงักตั้งแต่เดือนมีนาคมเป็นต้นไป โดยนักวิเคราะห์ดูจากตัวเลขดัขนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อของโรงงานอุตสาหกรรม ที่อาจจะหดตัวลง เนื่องจากการล็อกดาวน์ เซินเจิ้น ซึ่งเปรียบเสมือนโรงงานของจีน (และโรงงานของโลก)

“การล็อกดาวน์เซี่ยงไฮ้ ซึ่งเป็นศูนย์กลางทางการเงินนานาชาติของจีน ทั้งยังเป็นศูนย์กลางทางเศรษฐกิจที่ใหญ่ที่สุดของจีน จะส่งผลกระทบโดยตรงต่อเศรษฐกิจของประเทศจีนเมื่อเปรียบเทียบกับตอนที่ล็อกดาวน์เซินเจิ้น ก็ต้องบอกว่า การล็อกดาวน์ครั้งนี้ส่งผลรุนแรงต่อเศรษฐกิจมากกว่า ซึ่งผลกระทบในเชิงลบต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุนและประชาชนจะยิ่งทวีความรุนแรงมากขึ้นเรื่อย ๆ เท่าที่ยังมีการสั่งล็อกดาวน์สถาบันการเงินและท่าเรือ และสิ่งใดก็ตามที่อาจเกิดขึ้นต่อจากนี้ไป การทำให้การไหลเข้าของเงินทุนและการค้าระหว่างประเทศอยู่ในภาวะเสี่ยง”

ในส่วนของการผลิตสินค้าต่าง ๆ นั้น ทางการจีนสามารถที่จะจำกัดความเสียหายได้ โดยนักวิเคราะห์คาดว่า จีนต้องทำการล็อกดาวน์นานสุดไม่เกิน 3 สัปดาห์

Raymond Yeung นักเศรษฐศาสตร์จีน แห่ง ธนาคาร Australia & New Zealand บอกว่า หากจีนใช้วิธีการล็อกดาวน์โดยที่โรงงานยังเปิดทำการได้อยู่ (Closed Loop System) ซึ่งเป็นโมเดลที่เคยทดลองใช้ตอนช่วงล็อกดาวน์เซินเจิ้น ก็อาจจะทำให้การผลิตและระบบซัปพลายเชนของจีนไม่ชะงัก วิธีการก็คือให้คนงานของโรงงานอาศัยอยู่ในหอพักภายในโรงงาน ทำงานและใช้ชีวิตในนั้น โดยแยกตัวออกจากโลกภายนอก

ความท้าทายบทใหม่ของเศรษฐกิจจีน

เซี่ยงไฮ้น้ันมึความเหมือน เซินเจิ้น คือเป็นเหมือน แบตเตอรี่ ของประเทศจีน เมืองทั้งคู่มีความสำคัญในแง่เศรษฐกิจและการค้าของจีน ซึ่งสเกลเซี่ยงไฮ้นั้นออกจะใหญ่กว่า เซินเจิ้น ด้วยซ้ำ แต่พลวัตของกิจกรรมทางเศรษฐกิจดูจะรวดเร็วกว่า

ท่าเรือเซี่ยงไฮ้ ซึ่งเป็นท่าเทียบเรือสินค้าที่ใหญ่ที่สุดในโลกยังคงเปิดดำเนินการ และบริษัทผลิตชิป เซมิคอนดักเตอร์ ของจีนก็ยังคงกำลังการผลิตอยู่ในระดับปกติ โดยที่ปฏิบัติตามมาตรการในการป้องกันการระบาดของโควิด-19

Zero Covid

จีนเป็นประเทศเดียวในโลกที่ประกาศมาตรการ Zero Covid หรือ โควิดต้องหมดไปจากแผ่นดิน มาตรการดังกล่าวให้ความสำคัญเป็นอย่างมากกับการควบคุมและกำจัดไวรัส โดยมักจะนำมาตรการล็อกดาวน์และตรวจหาโควิดแบบปูพรมทั้งเมืองมาใช้ แต่ผู้เชี่ยวชาญหลายคนมองว่าจีนจะไม่สามารถลดอัตราผู้ติดเชื้อและเปิดประเทศได้ภายในปีนี้ (2022)

Zhang Zhiwei หวัหน้านักเศรษฐศาสตร์ที่บริษัทจัดการสินทรัพย์ Pin Point ตั้งข้อสังเกตไว้อย่างน่าสนใจว่า

“รัฐบาลจีนจะสามารถเพิ่มความเชื่อมั่นให้กับประชาชนและนักท่องเที่ยวได้ จะต้องมาจากการกำหนดโรดแมปให้ชัดเจนไปเลยว่า จะกลับมาเปิดประเทศตอนไหน

สถานการณ์ที่ไม่แน่นอนที่จีนกำลังเผชิญในการต่อสู้กับโควิดในขณะนี้ คือ การหาทางออกให้กับเรื่องนี้ รัฐบาลจีนเองก็ไม่เคยชัดเจนว่าจะทำยังไงต่อไปในอนาคต  มาตรการ Zero Covid นั้นดูจะไม่ยั่งยืนในระยะยาวและไม่คุ้มค่าเลยกับสิ่งที่ต้องเสียไปไม่ว่าจะเป็นความเสียหายทางด้านเศรษฐกิจและภาระที่ประชาชนต้องร่วมรับชะตากรรมจากการที่พวกเขาไม่ได้ออกมาใช้ชีวิตอย่างปกติ”

ต้องติดตามต่อไปว่าเมื่อพญามังกรตัดสินใจเอาเศรษฐกิจของประเทศเป็นตัวเดิมพันเพื่อกำราบโควิดให้สิ้นซาก ผลลัพธ์ที่ออกมาจะเป็นไปตามที่ สี จิ้นผิง คาดหวังหรือไม่ และถ้าใช่ จีนจะเป็นประเทศแรกในโลกที่เอาชนะโควิดได้แบบ 100% แต่อย่าลืมว่านานาประเทศก็เลือกเรียนรู้ที่จะอยู่กับโควิดและให้โควิดเป็นโรคประจำถิ่นไปแล้ว เพื่อหยุดเลือดที่กำลังไหล และสร้างเศรษฐกิจใหม่แบบที่จะไม่มีวันหวนกลับไปเป็นเฉกเช่นเดิมเหมือนในอดีตอีกแล้ว


อ้างอิง

https://www.bloomberg.com/news/articles/2022-03-28/shanghai-braces-for-consumer-slump-limited-supply-chain-shock

https://www.bloomberg.com/news/articles/2022-03-29/china-lockdowns-cost-at-least-46-billion-a-month-academic-says

 –

อัพเดตข่าวสารการตลาดทุกวันได้ที่ 
Website : Marketeeronline.co / Facebook : www.facebook.com/marketeeronline



อัพเดตข่าวสารการตลาดทุกวันได้ที่ Website: Marketeeronline.co
Facebook: www.facebook.com/marketeeronline

ติดตาม Marketeer Online ทาง Line@ : @marketeer

เพิ่มเพื่อน