นับตั้งแต่ภาษี eService เริ่มบังคับใช้เมื่อกันยายน 2564 เพื่อเรียกเก็บภาษีมูลค่าเพิ่ม หรือ VAT ในอัตรา 7% กับแพลตฟอร์มต่างประเทศที่ให้บริการในประเทศไทย

เพราะที่ผ่านมามีแพลตฟอร์มต่างประเทศจำนวนหนึ่งที่อาศัยช่องโหว่ด้านภาษี และจุดเด่นของอินเทอร์เน็ตที่ไร้พรมแดน ให้ผู้ใช้บริการจ่ายค่าบริการต่าง ๆ ไปยังบริษัทที่จดทะเบียนในต่างประเทศ โดยเฉพาะประเทศที่ปลอดภาษี หรือมีการเก็บภาษีในอัตราที่ต่ำ

เช่น ในอดีตเมื่อเราซื้อโฆษณา Boost Post ในเฟซบุ๊ก ระบบจะเรียกเก็บเงินกับบริษัทเฟซบุ๊กในประเทศไอร์แลนด์ เป็นต้น

และการเก็บภาษีมูลค่าเพิ่ม eService นี้ยังทำให้บริการบางบริการมีราคาที่แพงขึ้น จากผู้ให้บริการบวกค่าภาษีมูลค่าเพิ่มลงไป อย่างเช่นการซื้อแอป หรือเติมเงินเกม เติมเงินต่าง ๆ ผ่านแอปสโตร์ ของแอปเปิล จะมีราคาที่แพงขึ้น เป็นต้น

เมื่อแพลตฟอร์มต่างประเทศเข้ามาอยู่ในกรอบภาษีไทยผ่านการเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มที่เรียกว่า eService ที่เรียกเก็บภาษีแพลตฟอร์มและบริษัทที่ให้บริการในรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์จากต่างประเทศที่มียอดขายหรือรายได้เกิน 1.8 ล้านบาทต่อปี

เราเห็นได้ชัดเจนเลยว่าก่อนหน้านั้นเราสูญเสียรายได้จากการเก็บภาษีแพลตฟอร์มต่างประเทศในจำนวนเงินที่มหาศาล

เพราะในรอบห้าเดือนที่ผ่านมา นับตั้งแต่กันยายน 2564-มกราคม 2565 เราสามารถเก็บเงินภาษี eService จากแพลตฟอร์มต่างประเทศที่เข้าข่ายเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม 127 บริษัท ได้มากถึง 3,120 ล้านบาท และกรมสรรพากรคาดว่าจะสามารถเก็บภาษี eService ทั้งปีได้มากถึง 8,000-10,000 ล้านบาท เกินเป้าหมายที่คาดการณ์ไว้เดิมคือ 5,000 ล้านบาท

ภาษี eService ในรอบ 5 เดือนที่ผ่านมา เกินครึ่งมาจากภาษีในแพลตฟอร์ม โฆษณาออนไลน์ ที่สามารถเรียกเก็บภาษีได้มากถึง 1,960.96 ล้านบาท จากมูลค่าบริการที่แพลตฟอร์มให้บริการกับลูกค้า 28,013.66 ล้านบาท

รองลงมา ได้แก่ บริการขายสินค้าออนไลน์ เรียกเก็บภาษีมูลค่าเพิ่ม 838.83 ล้านบาท จากมูลค่าบริการ 11,982.82 ล้านบาท

อันดับสาม แพลตฟอร์มบริการสมาชิก เพลง หนัง เกม และอื่น ๆ เรียกเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มได้ 281.69 ล้านบาท จากมูลค่าบริการ 4,023.06 ล้านบาท



อัพเดตข่าวสารการตลาดทุกวันได้ที่ Website: Marketeeronline.co
Facebook: www.facebook.com/marketeeronline

ติดตาม Marketeer Online ทาง Line@ : @marketeer

เพิ่มเพื่อน