กิมจิไม่ได้เป็นเพียงเครื่องเคียงในมื้ออาหารของชาวเกาหลีใต้เท่านั้น แต่ยังเป็นสัญลักษณ์ทางวัฒนธรรมและจิตวิญญาณที่สืบทอดกันมาอย่างยาวนาน รวมถึงเป็น Soft Power ด้านอาหารที่ทรงอิทธิพลไปทั่วโลก
อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันอุตสาหกรรมกิมจิในบ้านเกิดกำลังเผชิญกับมรสุมครั้งใหญ่ เมื่อสินค้าจากประเทศเพื่อนบ้านรุกคืบเข้ามาตีตลาดจนเกิดปัญหาการขาดดุลการค้าอย่างรุนแรง โดยเกาหลีใต้มีการนำเข้ากิมจิมากกว่าการส่งออก โดยเฉพาะกิมจิจากจีนที่เข้ามาครองส่วนแบ่งตลาดอย่างรวดเร็ว

เนื่องจากมีราคาเฉลี่ยเพียงกิโลกรัมละ 1.15 ดอลลาร์ (ประมาณ 35 บาท) ในขณะที่กิมจิซึ่งผลิตในเกาหลีใต้มีราคาสูงถึง 2.45 ดอลลาร์ (ประมาณ 76 บาท) หรือแพงกว่าของจีนกว่าเท่าตัว
สถานการณ์ดังกล่าวส่งผลให้ในช่วง 10 เดือนแรกของปี 2025 มูลค่าการนำเข้ากิมจิจากจีนสูงถึง 159 ล้านดอลลาร์ (ประมาณ 4,900 ล้านบาท) สวนทางกับมูลค่าการส่งออกที่ทำได้เพียง 137 ล้านดอลลาร์ (ประมาณ 4,200 ล้านบาท) ส่งผลให้เกาหลีใต้ตกอยู่ในสภาวะขาดดุลกิมจิ ซึ่งเป็นตัวเลขที่ใกล้เคียงกับวิกฤตเมื่อปี 2022
ความต่างของราคานี้บีบให้ร้านอาหารในเกาหลีใต้ ซึ่งมักเสิร์ฟกิมจิให้ลูกค้าฟรีแบบเติมได้ไม่อั้น จำเป็นต้องลดต้นทุนด้วยการเลือกใช้กิมจินำเข้าจากจีนเกือบทั้งหมด ส่งผลกระทบต่อเนื่องถึงผู้ผลิตท้องถิ่นที่ไม่สามารถลงทุนเพิ่ม หรือบางรายถึงกับต้องล้มเลิกแผนขยายกิจการ เพราะไม่สามารถแข่งขันด้านราคากับสินค้าจากจีนที่มีการผลิตแบบอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ได้
นอกจากนี้ วิถีชีวิตที่เปลี่ยนไปของชาวเกาหลีก็เป็นปัจจัยเร่งที่สำคัญ โดยจำนวนผู้อยู่อาศัยคนเดียวเพิ่มสูงขึ้นกว่า 3 เท่าตัวนับจากปี 2000 ทำให้ประเพณี “กิมจัง” (Kimjang) หรือการรวมตัวทำกิมจิครั้งใหญ่เพื่อเก็บไว้ทานในฤดูหนาว
ซึ่งได้รับการยกย่องจาก องค์การการศึกษา วิทยาศาสตร์ และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติองค์การการศึกษา วิทยาศาสตร์ และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ (UNESCO) ให้เป็นมรดกทางวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ เริ่มเลือนหายไปจากสังคมเมือง ผู้คนหันมาซื้อกิมจิสำเร็จรูปหรือรับประทานนอกบ้านมากขึ้น ซึ่งตัวเลือกที่หาง่ายและราคาถูกที่สุดก็คือสินค้าจากจีนนั่นเอง

ซ้ำร้าย วิกฤตสภาวะโลกร้อนยังส่งผลกระทบต่อกระบวนการผลิตอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ สภาพอากาศที่แปรปรวนทำให้การปลูกผักกาดขาว ซึ่งเป็นวัตถุดิบหลักถึง 70-80% ทำได้ยากขึ้นในพื้นที่สูงแบบดั้งเดิม ส่งผลให้ราคาผักกาดขาวในตลาดค้าส่งผันผวนอย่างรุนแรง บางปีราคาพุ่งสูงขึ้นกว่าเท่าตัวในเวลาอันสั้น แม้รัฐบาลจะพยายามพัฒนาสายพันธุ์ที่ทนทานต่อสภาพอากาศ แต่ผู้ผลิตรายย่อยที่มีแรงงานน้อยก็ยังยากที่จะปรับตัวได้ทัน
แม้กิมจิจะได้รับการยอมรับในฐานะ “Superfood” ระดับโลก แต่ความท้าทายจากสินค้าราคาถูกที่ผลิตได้คราวละมากๆ จากจีน เป็นเครื่องเตือนใจว่าลำพังเพียงความภาคภูมิใจในวัฒนธรรมอาจไม่เพียงพอต่อการอยู่รอดในโลกการค้าเสรี
ดังนั้น การสนับสนุนจากภาครัฐผ่านระบบการติดฉลากระบุแหล่งที่มา (Made in South Korea) การช่วยเหลือเกษตรกร และการสร้างความตระหนักรู้แก่ผู้บริโภคถึง “รสชาติและคุณภาพ” ที่แตกต่างของกิมจิแท้ๆ จึงเป็นกุญแจสำคัญที่จะช่วยรักษาจิตวิญญาณในโหลหมักนี้ให้คงอยู่คู่สังคมเกาหลีใต้และเวทีโลกได้อย่างยั่งยืน

อย่างไรก็ตาม แม้กิมจิจีน (Made in China) จะมีราคาถูกกว่า แต่ก็เคยประสบปัญหาด้านภาพลักษณ์และความสะอาด เช่น กรณีคลิปอื้อฉาวเมื่อปี 2019 ที่ปรากฏภาพชายชาวจีนเปลือยกายลงไปในบ่อผักกาดและใช้รถขุดในการผลิต ซึ่งสร้างความกังวลใจให้กับผู้บริโภคทั้งในเกาหลีใต้ และอีกหลายประเทศที่กินเครื่องเคียงชนิดนี้ ตามความนิยมของอาหารเกาหลีมาแล้ว / theguardian
