ในปี 2564 ที่ผ่านมา อุตสาหกรรมปศุสัตว์ประสบปัญหาอย่างรุนแรงจากโรคอหิวาต์แอฟริกาในสุกร หรือ ASF ทำให้ประชากรสุกรตายเป็นจำนวนมาก จนกระทบต่อห่วงโซ่อุตสาหกรรมทั้งระบบ แน่นอนว่า ผู้เล่นหลายรายเจ็บหนักจนถึงขั้นล้มหายไปเลยก็มี

อย่างไรก็ดี ภายใต้วิกฤตครั้งใหญ่ครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์ เราได้เห็นการเติบโตขององค์กรหนึ่งที่สวนทางกับอุตสาหกรรมโดยรวม ทั้งเรื่องของรายได้และกำไร นั่นคือ บริษัท ไบโอซายน์ แอนิมัล เฮลธ์ จำกัด (มหาชน) หรือ BIS ผู้นำธุรกิจวัคซีน ยา และเวชภัณฑ์สัตว์แบบครบวงจร

Marketeer พาทุกท่านไปพุดคุย นสพ. ธนวัฒน์ คงเจริญสมบัติ (สพ.บ.) ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร และ นสพ. สุชาติ วรวุฒางกูร (สพ.บ.) ประธานเจ้าหน้าที่บริหารฝ่ายปฏิบัติการ บริษัท ไบโอซายน์ แอนิมัล เฮลธ์ จำกัด (มหาชน) ตัวแทนทีมผู้บริหารผู้อยู่เบื้องหลังความสำเร็จของ BIS เจาะลึกโครงสร้างธุรกิจและการเติบโตที่แข็งแกร่ง สู่การเป็นผู้นำด้านวัคซีนและเวชภัณฑ์สัตว์แบบครบวงจร รายแรกที่เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ

ผู้นำแห่งผลิตภัณฑ์ยาและเวชภัณฑ์สำหรับปศุสัตว์และสัตว์เลี้ยงครบวงจร

กลุ่มบริษัทไบโอซายน์ เป็นหนึ่งในผู้นำในธุรกิจผลิตและจำหน่าย ยา วัคซีน และเวชภัณฑ์สัตว์ของไทย ที่ได้รับการยอมรับอย่างสูงจากบริษัทผู้ผลิตและผู้จัดจำหน่ายเวชภัณฑ์ระดับนานาชาติอย่างต่อเนื่องกว่า 18 ปี อีกทั้งบริษัทฯ เป็นเจ้าของแบรนด์เวชภัณฑ์สำหรับสัตว์หลากหลายแบรนด์ โดยมีโรงงานผลิตสินค้าเป็นของตนเองที่ได้มาตรฐานสากล

โดย นสพ. ธนวัฒน์ เล่าถึงจุดเริ่มต้นให้ฟังว่า

“ก่อนมาก่อตั้ง BIS ทีมผู้บริหารเราเป็นสัตวแพทย์จากแต่ละสถาบัน ซึ่งล้วนเป็นผู้บริหารอยู่ในองค์กรต่าง ๆ มาก่อนทั้งสิ้น ซึ่งประสบการณ์ในตลาดรวม ๆ แล้วไม่ต่ำกว่า 20 ปีที่เราคลุกคลีอยู่กับคู่ค้าและลูกค้าในวงการ พอถึงจุดหนึ่งเรามีความพร้อมจึงได้จัดตั้ง BIS ขึ้นมา โดยใช้ความรู้ ความสามารถ และประสบการณ์มาบริหารธุรกิจร่วมกัน ด้วยความเชี่ยวชาญเรื่องสัตวแพทย์ และการดูแลสุขภาพสัตว์

เริ่มจากการเป็นตัวแทนจำหน่ายสินค้าที่ได้รับความไว้วางใจจากผู้ผลิตรายหลักในประเทศและระดับโลก จำหน่าย ยา วัคซีน อาหารเสริม นำเข้าไปในฟาร์มทั้งหมดทั่วประเทศ และเริ่มผันตัวเองเป็นผู้นำเข้าสินค้าโดยตรง โดยเจรจากับ supplier ทั่วโลกเพื่อหาสินค้าดี ๆ นำเข้ามาจำหน่ายภายใต้แบรนด์สินค้าของเรา

ซึ่งการมีตราสินค้าเอง ทำให้เราสามารถขยับฐานลูกค้าจากตลาดฟาร์ม ขึ้นมาขายผู้เล่นรายใหญ่ เช่น โรงงานอาหารสัตว์ขนาดใหญ่ และ Integrated Farm แบบครบวงจร เช่น เครือซีพี เบทาโกร และไทยฟู้ดส์ จนกระทั่งต่อยอดมาตั้งโรงงานเองที่นิคมสินสาคร จ. สมุทรสาคร เพื่อวิจัยและพัฒนาสินค้า ให้การดำเนินธุรกิจครบลูปและตอบโจทย์คู่ค้า-ลูกค้าอย่างครอบคลุม ทำให้เราสามารถยืนได้ด้วยขาของตัวเราเองอย่างแข็งแกร่ง”

ปัจจุบัน BIS มีผลิตภัณฑ์ด้านสุขภาพสัตว์ครบวงจร ประกอบด้วย

– ผลิตภัณฑ์รักษาและป้องกันโรคสำหรับสัตว์ (Animal Health Product)

– ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารและวิตามินสำหรับสัตว์ (Nutrition Product)

– ผลิตภัณฑ์เพื่อการวินิจฉัยโรคสำหรับสัตว์ (Diagnostic Product)

– ผลิตภัณฑ์อาหารเม็ดสำเร็จรูปสำหรับสัตว์ (Complete Feed Product)

– ผลิตภัณฑ์วัตถุดิบอาหารสัตว์ (Ingredient Product)

รวมถึงผลิตภัณฑ์อื่น ๆ ในคน เช่น ชุดตรวจโควิด-19 แบบ RT PCR ซึ่งเป็นผู้ผลิตคนไทยรายแรก ที่ได้การรับรองจาก อย. เป็นต้น

นสพ. ธนวัฒน์ คงเจริญสมบัติ (สพ.บ.) ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ไบโอซายน์ แอนิมัล เฮลธ์ จำกัด (มหาชน)

นสพ. ธนวัฒน์ อธิบายเพิ่มเติมว่า

ตลาดหลักเราคือปศุสัตว์ ส่วนตลาดรองเราคือสัตว์เลี้ยง ดังนั้นผลิตภัณฑ์มี 5 กลุ่ม โดยมี 3 กลุ่มหลัก คือ 1. สินค้าที่ดูแลเรื่องสุขภาพสัตว์ คือปศุสัตว์ไทย คือแหล่งโปรตีนของโลก เพราะไทยคือครัวของโลก ดังนั้นการเลี้ยงสัตว์เป้าหมายคือทำให้สัตว์แข็งแรงและเติบโตดี ดังนั้นสินค้าเราต้องไปตอบโจทย์ตรงนี้ ตัวแรกคือ “ยาและวัคซีน” 2. อาหารเสริม เรามีอาหารเสริมหลากหลายรูปแบบที่ช่วยทำให้สัตว์เติบโตดี 3. ชุดตรวจ เพื่อให้การบริการครอบคลุมครบวงจร  ช่วยเฝ้าระวังโรคระบาด เช่น ชุดตรวจ ASF ที่เราช่วยแก้ปัญหาในจุดนี้ได้มาก

นอกจาก 3 กลุ่มสินค้านวัตกรรมที่เรามีโปรดักส์ที่ครบไลน์แล้วยังมีอีก 2 กลุ่มคือ 4. กลุ่มอาหารสำเร็จรูป อย่างอาหารเม็ด สำหรับเจาะลูกค้ากลุ่มเล็กที่ต้องการความสะดวก เช่น ฟาร์มเล็ก ๆ ที่ไม่ต้องการผสมอาหารเองใช้อาหารสำเร็จรูปจากโรงงานที่ได้มาตรฐานการผลิตจากเราได้ ซึ่งจะมีทั้งปลา ไก่ สุกร รวมถึงในกลุ่มสัตว์เลี้ยง ที่เรามีช่องทางการจัดจำหน่ายอยู่ในโรงพยาบาลและคลินิกรักษาสัตว์อยู่แล้ว และล่าสุดได้รับความไว้วางใจจาก บริษัท Mars ประเทศฝรั่งเศส ผู้นำด้านผลิตภัณฑ์อาหารสัตว์เกรดพรีเมียมของโลก ให้จัดจำหน่ายแบรนด์สินค้าคุณภาพ อย่าง Pedigree, Whiskas และ lAMS ผ่านช่องทางโรงพยาบาลและคลินิกรักษาสัตว์อีกด้วย และ 5. กลุ่มวัตถุดิบอาหารสัตว์ เรานำเข้ามา เช่น นมและผลิตอาหารเสริมที่ใช้ผสมไปในอาหารสัตว์ ทั้งที่ผสมเพื่อนำไปเลี้ยงสัตว์ในฟาร์มเองและส่งขาย

ดังนั้นเมื่อเทียบกับผู้เล่นในตลาด เรามีสินค้าครอบคลุมในทุกเซกเมนต์ของตลาด และมีสินค้าที่หลากหลาย มีสินค้าครบทุกตลาด สามารถเจาะเข้าถึงทุกตลาดได้หมด นอกจากนี้ เรายังมีเครือข่ายฝ่ายขายครอบคลุมทั่วประเทศ”

เติบโตแบบดับเบิล ดิจิต ฝ่าทุกวิกฤตอย่างแข็งแกร่ง

ท่ามกลางปัญหาโรคอหิวาต์แอฟริกาในสุกร หรือ ASF อย่างรุนแรง ที่ส่งผลกระทบต่ออุตสาหกรรมปศุสัตว์อย่างรุนแรง ในปี 2564 ที่ผ่านมา BIS กลับทำรายได้รวมเพิ่มขึ้นเป็น 1,987 ล้านบาท และกำไรสุทธิเพิ่มขึ้นเป็น 69 ล้านบาท (ปี 2563 มีรายได้รวม 1,784 ล้านบาท และกำไรสุทธิ 54 ล้านบาท) ด้วยฐานลูกค้าขนาดใหญ่จำนวนมากที่ดำเนินธุรกิจอยู่ในอุตสาหกรรมอาหารของไทย ซึ่งเป็นอุตสาหกรรมที่มีมูลค่าการส่งออกอาหารสูงติดอันดับโลก

ข้อมูลจากกระทรวงอุตสาหกรรม ระบุว่า แนวโน้มการส่งออกสินค้าอาหารไทยปี 2565 จะมีมูลค่า 1,200,000 ล้านบาท ขยายตัวเพิ่มขึ้นร้อยละ 8.4 และนับเป็นสถิติส่งออกสูงสุดครั้งใหม่ (New high) ของการส่งออกอาหาร

โดย BIS มีจุดเด่นที่หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นการเป็นผู้นำเข้าและผู้จัดจำหน่ายวัคซีน ยา เวชภัณฑ์ โดยนำเข้าจากผู้จัดจำหน่ายชั้นนำระดับโลก เป็นเจ้าของแบรนด์เวชภัณฑ์สำหรับสัตว์หลากหลายแบรนด์ และมีโรงงานผลิตสินค้าเป็นของตนเองที่ได้มาตรฐานสากล

อีกทั้งยังสร้างสรรค์นวัตกรรมที่สามารถแก้ปัญหาด้านสุขอนามัยของโลก เช่น การพัฒนาชุดตรวจโควิด19 แบบ Real Time PCR (RT PCR) ซึ่งได้ร่วมมือกับพันธมิตรทางการค้าในการวิจัยและพัฒนาชุดตรวจดังกล่าว โดยเป็นบริษัทรายแรกในประเทศไทยที่ได้รับใบอนุญาตจากองค์กรอาหารและยา กระทรวงสาธารณสุข อีกทั้งยังเป็น ผู้พัฒนาและจัดจำหน่ายชุดตรวจโรคอหิวาต์แอฟริกันในสุกร (ASF) ซึ่งทั้ง 2 ผลิตภัณฑ์ได้รับการตอบรับจากตลาดอย่างสูง มียอดขายเติบโตอย่างรวดเร็วและต่อเนื่อง นอกจากนี้ บริษัทฯ ยังมีฐานลูกค้าขนาดใหญ่ซึ่งกระจายอยู่ทั่วประเทศ

“ภาพรวม 18 ปีเราเติบโตแบบดับเบิลดิจิตมาตลอด ทั้งยอดขายและกำไร ด้วยทีมงานที่เก่ง มีความสามารถ ดูแลตลาด ดูแลลูกค้าได้ดี และเราเชื่อว่าเราเป็นหนึ่งในผู้เล่นที่มีเครือข่ายในวงการค่อนข้างครอบคลุม เรามีทั้งสัตวแพทย์ สัตวบาล และเทคนิคการแพทย์ นอกจากนี้ เครือข่ายของ BIS แผ่กระจายไปยังคู่ค้าและลูกค้าทั่วประเทศ รวมถึงนักวิชาการต่าง ๆ ทั้งภาครัฐและเอกชน สถาบันการศึกษา มหาวิทยาลัย เช่น คณะสัตวแพทย์ต่าง ๆ ของแต่ละแห่ง รวมไปถึง สวทช. ไบโอเทค สวก. เราทำงานภายใต้การพัฒนาสินค้าที่มีคุณภาพ และมีนวัตกรรมที่มาตอบโจทย์ได้ นี่คือจุดแข็งของเรา” 

อีกหนึ่ง Key Success ที่ทำให้ BIS เติบโตอย่างมั่นคง คือ การเรียนรู้ ปรับตัว และแสวงหาโอกาสตลอดเวลา พร้อมด้วยทีมการขายและการตลาดที่แข็งแกร่ง

“ความสำเร็จของเราตลอดเวลาที่ผ่านมา เนื่องจากธุรกิจเราเป็นการขาย ดังนั้น เราต้องมี Power ของทีมงานการขายที่แข็งแกร่ง ซึ่งต้องให้เครดิตกับโคฟาวเดอร์ผู้ก่อตั้งทั้งหมด อย่างที่กล่าวไปว่าทุกท่านเป็นสัตวแพทย์ทั้งหมด และอยู่ในธุรกิจที่เรามีความเชี่ยวชาญและชำนาญ และได้ทีมขายที่เก่งทั้งสัตวแพทย์ สัตวบาล และเทคนิคการแพทย์ที่เก่ง ๆ  มาช่วยกัน

นอกจากนี้ DNA ของพวกเราคือ การเรียนรู้ ปรับตัว และแสวงหาโอกาสตลอดเวลา ที่นี่เราไม่เคยหยุดนิ่ง เรา เรียนรู้ สิ่งใหม่ ๆ ตลอดเวลาและเรียนรู้จากความผิดพลาดเพื่อนำมาแก้ไขและพัฒนา ปรับตัว ทุกการเจริญเติบโตตลอดช่วงเวลาที่ประกอบธุรกิจผ่านมา 18 ปีมันเกิดวิกฤตขึ้นหลายรอบ อย่างล่าสุด โรคระบาด AFS ในสุกรปีที่แล้ว แต่เราเรียนรู้และปรับตัวได้ทัน ด้วยประสบการณ์และคุณภาพของทีมงาน ทำให้เราได้รับความไว้วางใจจากลูกค้าขนาดใหญ่และขนาดกลาง ทุกคนที่ใช้ผลิตภัณฑ์ของเราสามารถฝ่าวิกฤตมาได้ ส่งผลให้เรามีตัวเลขรายได้และกำไรที่เติบโตอย่างต่อเนื่อง  และ แสวงหาโอกาสตลอดเวลา การแสวงหาโอกาสอย่างต่อเนื่องทั้งในประเทศและต่างประเทศ ทำให้เรามีสินค้าใหม่ ๆ โปรเจกต์ใหม่ ๆ ภายใต้การวิจัยและพัฒนาอย่างต่อเนื่อง

ด้วยความมุ่งมั่นทุ่มเทของทีมงาน ทั้งทัพหน้าคือฝ่ายขายและการตลาด ทัพหลังอย่าง Back Office ก็ปรับตัวเยอะมาก ให้พร้อมเติบโตไปในยุค Digital Transformation ในทุกภาคส่วนขององค์กร ทั้งระบบบัญชี ระบบการเงิน ระบบ Internal Control ระบบคลังสินค้า ระบบจัดส่ง และระบบต่าง ๆ เพื่อให้องค์กรเรามีความสมบูรณ์ มีเสาเข็มที่แข็งแรง มีการเติบโตจากอดีตสู่ปัจจุบัน ส่งต่อไปในอนาคตอย่างมั่นคงต่อไป”

ตั้งเป้าขึ้นเป็นหนึ่งในผู้นำอุตสาหกรรมไบโอเทค
หนึ่งในอุตสาหกรรม New SCurve ของรัฐบาล

สำหรับเป้าหมายในการเติบโตนั้น BIS มีเป้าหมายที่จะก้าวขึ้นเป็นผู้นำในอุตสาหกรรมไบโอเทค ซึ่งเป็นหนึ่งในอุตสาหกรรม New S-Curve ของรัฐบาล โดยมุ่งเน้นการพัฒนาวัคซีนสัตว์ จำหน่ายวัคซีนและเวชภัณฑ์สำหรับปศุสัตว์และสัตว์เลี้ยงอย่างครบวงจร ให้กับลูกค้าในอุตสาหกรรมปศุสัตว์และสัตว์เลี้ยง ซึ่งเป็นอุตสาหกรรมที่สำคัญของไทย และมีมูลค่าตลาดสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง

นสพ. สุชาติ วรวุฒางกูร (สพ.บ.) ประธานเจ้าหน้าที่บริหารฝ่ายปฏิบัติการ บริษัท ไบโอซายน์ แอนิมัล เฮลธ์ จำกัด (มหาชน)

ต่อเรื่องนี้ นสพ. สุชาติ ผู้ดูแลในฝ่ายปฏิบัติการ กล่าวว่า

ประเทศไทยมียุทธศาสตร์แห่งชาติในเรื่อง โมเดลเศรษฐกิจใหม่ (BCG Economy) โดยส่วนที่เราเกี่ยวข้องคือ Bio Economy ซึ่งยอดพีระมิดของ Bio Economy คือเรื่องยาและวัคซีน ซึ่งมีความสำคัญมาก ๆ แม้ว่าปริมาณอาจจะไม่มาก แต่ว่ามีมูลค่าสูง ทั้งต่อเรื่องเม็ดเงินและมูลค่าในมุมของการส่งผลต่อภาพรวมของประเทศ ซึ่งสะท้อนภาพให้ออกมาในเรื่องของความมั่นคง รวมถึงความมั่นคงทางด้านอาหาร เพราะถ้าไม่มีวัคซีน พอโรคเข้ามาก็จะทำลายประชากรปศุสัตว์ให้หายไป

ดังนั้น วิสัยทัศน์ของผู้บริหาร BIS ได้เล็งเห็นความสำคัญในเรื่องนี้ จึงผลักดันเรื่องของนวัตกรรม ซึ่งเป็นหนึ่งในกลยุทธ์ที่ตอบโจทย์ความยั่งยืนในอนาคต โดยเราดำเนินการไปภายใต้สินค้าหลัก 3 กลุ่มของบริษัทดังที่กล่าวไป และพัฒนาไปสู่เรื่องของ ไบโอเทค โดยมีให้เห็นเป็นรูปธรรมแล้วในรูปแบบของ ชุดตรวจทั้งในปศุสัตว์และคน ที่ช่วยแก้วิกฤตที่ผ่านมาได้เป็นอย่างดี และสร้างรายได้ได้เป็นอย่างมาก และที่กำลังเปิดตัวเร็ว ๆ นี้คือ สารเสริม รวมถึงที่กำลังดำเนินการอยู่คือ วัคซีน ซึ่งถ้าสำเร็จจะกลายเป็นผู้ผลิตวัคซีนในสัตว์รายแรกของไทยที่ได้รับการรับรองจาก อย. ที่ผลิตโดยองค์ความรู้และนักวิจัยคนไทย”

นอกจากนี้ ยังให้ข้อมูลเสริมว่า ธุรกิจจำหน่ายยา วัคซีน และเวชภัณฑ์ของ BIS มีความสำคัญต่ออุตสาหกรรมอาหารมากขึ้น จากสภาวะที่โลกเผชิญกับโรคระบาดทั้งในสัตว์และในคน ดังนั้น BIS จึงต้องมุ่งมั่นรักษาและยกระดับมาตรฐานชีวอนามัยให้สูงและเข้มงวดยิ่งขึ้นต่อไป

เดินหน้าเข้าตลาดหลักทรัพย์ IPO 94 ล้านหุ้น

BIS ได้เสนอขายหุ้นสามัญเพิ่มทุนต่อประชาชนทั่วไปเป็นครั้งแรก (IPO) จำนวน 94 ล้านหุ้น โดยกำหนดราคาเสนอขายที่ราคา 6.00 บาท/หุ้น (มูลค่าที่ตราไว้ (พาร์) หุ้นละ 0.50 บาท) หรือคิดเป็น 29.94% ของทุนจดทะเบียนหลัง IPO คิดเป็นมูลค่าการระดมทุนประมาณ 564 ล้านบาท

โดยมีวัตถุประสงค์หลักจากการเพิ่มทุนครั้งนี้ส่วนหนึ่งนำไปเพื่อต่อยอดธุรกิจด้วยการขยายโรงงานการผลิตสินค้า และการลงทุนเพิ่มเติมในเครื่องจักร เพื่อเป็นเงินทุนสนับสนุนงานวิจัยและพัฒนาวัคซีนสำหรับปศุสัตว์ และเพื่อต่อยอดการผลิตวัคซีนในเชิงพาณิชย์ ส่วนที่เหลือจะใช้ชำระคืนเงินกู้ยืมบางส่วน รวมถึงใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียนในการดำเนินงาน โดยมีนโยบายจ่ายเงินปันผลในอัตราไม่น้อยกว่า 30% ของกำไรสุทธิหลังหักภาษีเงินได้นิติบุคคลและเงินสำรองต่าง ๆ ตามกฎหมาย

นสพ. ธนวัฒน์ กล่าวเสริมว่า

การเข้าระดมทุนในตลาดหลักทรัพย์ฯ เพื่อนำเงินไปลงทุนในโครงการพัฒนาวัคซีนป้องกันโรคระบาดในสุกรร่วมกับสำนักงานวิทยาศาสตร์แห่งชาติ (สวทช.) ซึ่งโครงการนี้มีความสำคัญหลายด้านคือ สามารถลดการพึ่งพาการนำเข้าวัคซีนจากต่างประเทศ ซึ่งมีราคาสูง อีกทั้งโครงการดังกล่าวยังเป็นหนึ่งในก้าวสำคัญในการมุ่งสู่การเป็นผู้นำด้านอุตสาหกรรมไบโอเทคของไทยอีกด้วย

นอกจากนี้ ยังวางแผนจะลงทุนขยายกำลังการผลิตวิตามินและผลิตภัณฑ์เสริมอาหารสำหรับสัตว์ เพื่อรองรับการขยายตัวของอุตสาหกรรมอาหาร ที่คาดว่าจะฟื้นตัวตามสภาวะเศรษฐกิจโลก และเศรษฐกิจไทย หลังจากสถานการณ์โควิด-19 เริ่มคลี่คลาย

ทั้งนี้ นักลงทุนสามารถจองซื้อหุ้นไอพีโอ BIS ได้ในระหว่างวันที่ 25-28 เมษายน 2565 ผ่านกลุ่มบริษัทผู้จัดจำหน่าย ได้แก่ บริษัทหลักทรัพย์ เมย์แบงก์ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน), บริษัทหลักทรัพย์ กรุงศรี จำกัด (มหาชน), บริษัทหลักทรัพย์ เคจีไอ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน), บริษัทหลักทรัพย์ เคทีบีเอสที จำกัด (มหาชน), บริษัทหลักทรัพย์ ทรีนีตี้ จำกัด โดยคาดว่าจะเริ่มเข้าซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ mai ในเดือนพฤษภาคมนี้



อัพเดตข่าวสารการตลาดทุกวันได้ที่ Website: Marketeeronline.co
Facebook: www.facebook.com/marketeeronline

ติดตาม Marketeer Online ทาง Line@ : @marketeer

เพิ่มเพื่อน