บางครั้งการลาออกจากงานประจำเพื่อมาเริ่มนับ 0 กับธุรกิจที่อยากจะทำอาจไม่ใช่คำตอบที่ถูกต้องเสมอไปสำหรับคนที่มีภาระค่าใช้จ่าย
เพราะถ้าหากว่ามันเป็นสิ่งที่เรารักจริง ๆ แล้ว ไม่ว่างานประจำจะยุ่งแค่ไหน สุดท้ายเราก็จะหาเวลาเพื่อมาทำมันได้อยู่ดี และถ้าถึงวันหนึ่งที่มันมีแนวโน้มจะไปต่อได้ ค่อยลาออกจากงานประจำตอนนั้นก็ยังเป็นอะไรที่ไม่สายจนเกินไป
ยิ่งเราได้มีโอกาสมาพูดคุยกับ ปิ๊น อนุพงศ์ คุตติกุล เจ้าของร้านรองเท้าที่เชื่อว่าไม่มี Sneaker Head ชาวไทยคนไหนไม่รู้จักอย่าง ‘CARNIVAL’ ก็เหมือนว่าจะยิ่งช่วยเพิ่มน้ำหนักให้กับข้อความในข้างต้นขึ้นไปอีก

ย้อนกลับไปเมื่อ 6 ปีก่อน ปิ๊นทำงานประจำในบริษัทที่เกี่ยวกับการให้เช่ารถ แต่ด้วยความชอบสะสมรองเท้าและเสพแฟชั่นจากต่างประเทศเป็นทุนเดิม เขาเห็นว่าในไทยยังไม่มีร้านขายรองเท้าที่มีสไตล์เฉพาะตัวแบบเมืองนอก
สิ่งนี้เองจึงกลายเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้เขาเริ่มเปิดร้านรองเท้าเล็ก ๆ ที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวขึ้นมา ภายใต้พื้นที่เพียงแค่ 10 ตารางเมตร โดยตั้งชื่อให้กับมันว่า ‘Converse CARNIVAL’ ร้านที่ส่วนใหญ่จะขายรองเท้าแบบ Limited หายาก พอทำไปสักพัก ร้านเริ่มไปได้ดี ปิ๊นจึงตัดสินใจลาออกจากงานประจำ แล้วลงมาทำ Converse CARNIVAL อย่างเต็มตัว
จาก Converse CARNIVAL สู่ CARNIVAL
หลังจากเปิดร้านได้ประมาณ 2 ปี ปิ๊นมีไอเดียอยากจะเปลี่ยน Position ของแบรนด์ให้กลายเป็นร้าน Sneaker ชั้นนำของเมืองไทย แน่นอนว่าถ้าขายแค่ Converse ก็คงจะเป็นแบบที่คิดไว้ไม่ได้ เขาจึงตัดสินใจขยายไลน์สินค้าไปยังยี่ห้ออื่น ๆ ไม่ว่าจะเป็น Nike หรือ Adidas และเปลี่ยนชื่อแบรนด์ให้เหลือแค่ CARNIVAL จนถึงปัจจุบัน
เมื่อต้องการจะเป็นร้านขาย Sneaker ชั้นนำของเมืองไทย อะไรอีกหลาย ๆ อย่างจึงต้อง Hi-End ตามไปด้วย ตั้งแต่การตกแต่งร้านที่มีสไตล์เฉพาะตัว รวมไปถึงโลเคชั่นของร้าน ที่จะเลือกแต่จุดพีค ๆ ของกรุงเทพอย่างสยาม เซ็นทรัลเวิลด์ หรือเซ็นทรัลลาดพร้าว
เพราะร้านแบบนี้จะส่วนใหญ่จะมีแต่ Sneaker Head หรือ Trend Setter เข้ามาซื้อกัน แต่การเลือกโลเคชั่นที่มีทราฟฟิกของคนเยอะ ๆ จะช่วยดึงคนให้ Walk In เข้ามาในร้านและเป็นการขยายฐานลูกค้าได้ ที่สำคัญโลเคชั่นพีค ๆ เหล่านี้ยังช่วยเสริมในเรื่องของ Brand’s Image ให้แข็งแรงขึ้นอีกด้วย
นี่จึงถือเป็นโมเดลธุรกิจแฟชั่นที่ฉลาดไม่ใช่น้อย เพราะเขาเลือกจะจับรุ่น Limited มาขาย Trend Setter แล้วคนกลุ่มนี้ก็จะไปกระจายข่าวกับ Follower ของพวกเขาอีกที ส่วนรองเท้ารุ่นที่ Mass ก็ยังมีจำหน่ายเพื่อเป็นการสร้าง Volume ให้กับยอดขายอีกทางหนึ่ง

ลงทุนไป 5 แสน และไม่เคยเพิ่มทุนอีกเลย
แม้จะขยายสาขา ขยายไลน์สินค้าเพิ่มขึ้นมากขนาดไหน แต่ปิ๊นบอกกับเราว่าหลังจากที่ลงทุนครั้งแรก 5 แสนบาทตอนที่ยังเป็น Converse CARNIVAL ไป หลังจากนั้นเขาไม่เคยต้องเพิ่มทุนแม้แต่บาทเดียวเลย จะมีก็แต่เอากำไรที่ทำได้ ไปต่อยอดให้ธุรกิจของเขาเติบโตขึ้นเรื่อย ๆ
ซึ่งการจะทำแบบนี้ได้ จะต้องมีระบบการจัดการ Cashflow ที่ดีมาก และแม้จะไม่ได้บอกยอดขายที่เป็นตัวเลขให้เราได้เห็นกันชัดเจน แต่ความสำเร็จของ CARNIVAL ก็วัดได้จากการที่เขาสามารถจ่ายค่าเช่าร้าน ให้กับทำเลทองของกรุงเทพได้ทุก ๆ เดือน โดยไม่ได้กู้เงินมาใช้แม้แต่บาทเดียว
โดยการแตกหน่อของ CARNIVAL ในแต่ละครั้ง จะต้องทำร้านเดิมที่มีอยู่ให้ดีที่สุดก่อน เพราะถ้าจะขยายแต่ยังไม่สามารถทำสิ่งในมือให้ออกมาดีได้ ก็คงไม่ต้องให้บอกใช่ไหม ว่าอนาคตมันจะเป็นยังไงต่อ

ได้รุ่น Limited มาขาย แม้ไม่ได้ไปหิ้วด้วยตัวเอง
หลายคนอาจจะสงสัยว่าทำไม CARNIVAL ถึงเป็นไม่กี่ร้านในไทย ที่แบรนด์ดังอย่าง Nike หรือ Adidas ส่งรองเท้ารุ่น Limited มาให้ขาย ในเรื่องนี้ปิ๊นให้คำตอบกับเราว่า
“มันเป็นการเซ็ต Position ของทาง Nike กับ Adidas เอง เพราะเขารู้ว่าร้านของเราสามารถเข้าถึงกลุ่ม Trend Setter หรือ Sneaker Head ได้ และรองเท้า Limited พวกนี้มันต้องอาศัยการศึกษา ว่าผลิตจากอะไร มีความพิเศษมากขนาดไหน หรือเอาไป Collaborate กับใครมา ซึ่งถ้าเอาไปวางตามห้างทั่วไป ก็คงจะมีแค่ไม่กี่คนที่จะรู้จัก Story ของมัน
และถ้าถามว่าพวกร้าน Pre-Order หรือร้านหิ้วเป็นคู่แข่งไหม ก็คงไม่เหมือนกัน เพราะร้าน Pre-Order ส่วนใหญ่จะขายสินค้าที่ ไม่มีเข้ามาวางจำหน่ายในประเทศไทย หรือ บางรุ่นที่หมดไปแล้วมากกว่า ต่างกับเราที่ดีลกับดิสทริบิวเตอร์ในไทยอย่างเป็นทางการ”

หวังปั้นแบรนด์ไทย ให้กลายเป็นแบรนด์ระดับโลก
ถ้าใครได้ดูข่าวมนุษย์ซอมบี้ ที่ไปยืนต่อแถวซื้อรองเท้า Adidas ในช่วงต้นปีที่ผ่านมา ภาพแบบนี้อาจจะกำลังจะเกิดขึ้นกับแบรนด์ไทยก็เป็นได้ เพราะไม่ใช่แค่โปรดักท์จากต่างประเทศ แต่ CARNIVAL ยังขายสินค้าที่เป็นแบรนด์ของพวกเขาเองอีกด้วย
อย่างกางเกงของ CARNIVAL บางรุ่นที่มีคนมารอต่อคิวซื้อในราคา 1,800 บาท แล้วเอาไปรีเซลต่อในราคาที่มากกว่าเกือบเท่าตัว ที่ทำแบบนี้ได้คงเป็นเพราะ CARNIVAL สะสมคาแร็กเตอร์ของความเป็น Street Fashion ลร้าง Branding ที่ชัดเจนของตัวเองมากว่า 6 ปี บวกกับการออกแบบเสื้อผ้าโดยคิดจากมุมของลูกค้า ว่าถ้าตัวเขาเป็นลูกค้าเองก็คงอยากจะได้อะไรแบบนี้
จนทำให้พวกเขาสามารถสร้างฐานแฟน ที่เป็นของแบรนด์ตัวเองจริง ๆ ขึ้นมาได้

เน้นสื่อสารทางออนไลน์ แต่ขายหน้าร้านเป็นหลัก
แม้ปิ๊นจะบอกว่า CARNIVAL เน้นช่องทางออนไลน์ แต่สัดส่วนของยอดขายกลับอยู่ที่หน้าร้านด้วยจำนวนที่มากกว่าถึง 80% คงเป็นเพราะพฤติกรรมของคนซื้อรองเท้าที่มักจะชอบมาลองด้วยตัวเองที่ร้านมากกว่า
แต่การเน้นออนไลน์ที่ว่าคือการครีเอทคอนเทนต์เป็นของตัวเอง อย่างถ้ามีรองเท้ารุ่นใหม่มาก็จะเอามาถ่ายรูปใหม่ให้เป็นสไตล์ของ CARNIVAL เพื่อที่จะสร้างความแตกต่างและความน่าสนใจให้มากยิ่งขึ้น
ซึ่งในยุคที่ใคร ๆ ก็สามารถขายของผ่านช่องทางออนไลน์ได้ การครีเอทคอนเทนต์ของตัวเองขึ้นมาเป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่ดีไม่น้อย ถึงจะเป็นอะไรที่ต้องใช้เวลา แต่มันก็คือ ‘การสร้างแบรนด์ให้ผู้บริโภคได้จดจำในระยะยาวนั่นเอง’

ก่อนจะจบบทสนทนา ปิ๊นยังได้ฝากบางสิ่งบางอย่างถึงคนรุ่นใหม่ที่อยากจะออกมาทำอะไรเป็นของตัวเองไว้ว่า “การจะทำอะไร อย่าทำซ้ำคนอื่น ไม่ใช่เห็นว่าคนอื่นทำอะไรแล้วดีก็จะทำตาม เพราะเอาเข้าจริง ๆ คนที่อยู่ในตลาดนั้นยังแทบเอาตัวไม่รอดเลยด้วยซ้ำ หรือถ้าจะซ้ำ ก็ต้องซ้ำอย่างแตกต่าง อีกสิ่งที่เป็นตัวผมเลย นั่นคือการตัดสินใจเร็ว อย่าไปฟังคนอื่นมาก เพราะยิ่งฟังข้อเสียก็จะยิ่งเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ สุดท้ายก็กลายเป็นว่าไม่ได้ทำ แต่การตัดสินใจแบบเร็วที่ว่า ต้องเร็วอย่างรอบคอบด้วย” – อนุพงศ์ คุตติกุล ไอดอลในเรื่องของสไตล์ แถมยังเป็นไอดอลในการทำธุรกิจให้กับใครหลาย ๆ คนอีกด้วย
