สยามดนตรียามาฮ่า ฉายภาพรวมและแผนรุกตลาดดนตรีในวาระครบรอบ 60 ปี ปรับโมเดลธุรกิจจากการเป็นเพียงแบรนด์เครื่องดนตรีที่เน้นขายสินค้าไปสู่การเป็นผู้ให้บริการโซลูชันระบบเสียงแบบครบวงจร พร้อมบุกตลาดใหม่ด้วย “Music and Wellness” สานเป้าหมายผลักดันรายได้ให้ไปถึง 1,000 ล้านบาท ภายในระยะเวลา 3 ปี
คุณประนัปดา พรประภา กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท สยามดนตรียามาฮ่า จำกัด ภายใต้กลุ่มบริษัท สยามกลการ จำกัด (Siam Motor Group – SMG) กล่าวว่า บริษัทในฐานะผู้บุกเบิกและเป็นเสมือนกระดูกสันหลังของการศึกษาดนตรีในประเทศไทยที่ดำเนินธุรกิจมายาวนานถึง 60 ปี ประเมินภาพรวมตลาดดนตรีและการเปลี่ยนแปลงของพฤติกรรมผู้บริโภคในยุคปัจจุบันว่า เทคโนโลยีและ AI ได้เข้ามามีบทบาทอย่างมาก คนเจนเนอเรชันใหม่สามารถนำ AI มาเป็นส่วนหนึ่งในการทำเพลง บันทึกเสียง และตัดต่อผลงานได้เองที่บ้าน
นอกจากนี้ ในยุคที่ข้อมูลหลั่งไหลอย่างรวดเร็ว (Information overload) ทำให้ผู้คนเกิดภาวะสมาธิสั้น ความเครียด ซึมเศร้า และแปลกแยกห่างเหินกันมากขึ้น บริษัทจึงต้องปรับตัวรับความท้าทายดังกล่าว ด้วยการนำวิสัยทัศน์ดั้งเดิมของผู้ก่อตั้ง “ดร. ถาวร พรประภา” ที่ต้องการใช้ดนตรีเชื่อมโยงผู้คนเข้าด้วยกัน กลับมาเป็นเข็มทิศนำทางธุรกิจอีกครั้ง
โดยเพื่อสร้างการเติบโตอย่างต่อเนื่องในอุตสาหกรรม บริษัทวางการดำเนินงานให้กระจายตัวและตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ยุคใหม่
หากแบ่งกลุ่มธุรกิจตามสัดส่วนรายได้ กลุ่มเครื่องดนตรี (Physical Instrument) ยังคงเป็นธุรกิจหลักที่สัดส่วน 50-60% และหากเจาะจงเฉพาะกลุ่มสินค้าระดับเริ่มต้น รายได้กว่า 80% มาจากกลุ่มผู้บริโภคทั่วไป และอีก 10-20% มาจากกลุ่มลูกค้าโปรเจกต์องค์กร
ในขณะที่กลุ่มระบบเสียง (Audio Solution) สัดส่วนเติบโตขึ้นแตะ 30% จากการปรับกลยุทธ์สู่การนำเสนอโซลูชันแบบครบวงจรเพื่อตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์คนทำดนตรียุคใหม่ โดยแบ่งบริการออกเป็น 3 ส่วนหลัก ได้แก่ กลุ่มเครื่องเสียงอาชีพที่นำเสนอโซลูชันระดับมืออาชีพสำหรับสตูดิโอ ฮอลล์คอนเสิร์ต และห้องประชุม, กลุ่มเครื่องเสียงบ้าน นำเสนออุปกรณ์ความบันเทิงรองรับคนรุ่นใหม่ที่ทำเพลงเองได้ที่บ้าน และกลุ่มโซลูชันเพื่อองค์กรที่ให้บริการออกแบบและติดตั้งระบบเสียงครบวงจรให้กับภาคธุรกิจและโครงการต่าง ๆ
ส่วนสัดส่วนรายได้ที่เหลือของบริษัทนั้น มาจากธุรกิจโรงเรียนดนตรีและบริการหลังการขาย และบริษัทยังได้ขยายพอร์ตสินค้ากลุ่มไฮเอนด์ ด้วยการนำเข้า “เบอเซินดอร์เฟอร์” (Bösendorfer) ซึ่งเป็นเปียโนระดับซูเปอร์พรีเมียมจากออสเตรียเข้ามาทำตลาด
เพื่อเสริมความแข็งแกร่งด้านการศึกษา บริษัทจะดำเนินการขยายสาขาโรงเรียนดนตรียามาฮ่าจากปัจจุบันที่มี 85 แห่ง ให้ไปถึงเป้าหมาย 100 แห่งในอีก 2-3 ปีข้างหน้า ท่ามกลางความท้าทายทางเศรษฐกิจ บริษัทจะไม่เน้นการเติบโตเชิงปริมาณแบบก้าวกระโดด โดยหันมาใช้กลยุทธ์ “Mega Dealer” ที่ให้ดีลเลอร์รายใหญ่ดูแลหลายสาขา เพื่อเน้นคุณภาพและรักษามาตรฐาน ตลอดจนขยายการจัดจำหน่ายเครื่องดนตรีเข้าไปยังกลุ่มโรงเรียนนานาชาติที่เติบโตสูงถึงเกือบ 300 แห่งทั่วประเทศ
นอกจากนั้น ในปีที่ 60 นี้ บริษัทยังมีธุรกิจขยายใหม่อย่างการบุกเบิกตลาดบลูโอเชียนด้วยหลักสูตร “Music and Wellness” ในการใช้เสียงดนตรีมามีส่วนร่วมกับผู้คนในทุกมิติมากขึ้น ซึ่งถือเป็นการเปลี่ยนบทบาทครั้งสำคัญในการนำดนตรีไปประยุกต์ใช้ในแวดวงสาธารณสุข จากการที่บริษัทมองเห็นปัญหาด้านสุขภาพจิตและสังคมแห่งวัย
ล่าสุด บริษัทได้ลงนามบันทึกความเข้าใจ (MOU) ร่วมกับโรงพยาบาลและพันธมิตรทางการแพทย์ เพื่อนำดนตรีมาเป็นกลไกป้องกันภาวะสมองเสื่อมและโรคอัลไซเมอร์ในกลุ่มผู้สูงวัย รวมถึงใช้เยียวยาโรคซึมเศร้าและความวิตกกังวลในกลุ่มเด็กและวัยทำงาน
โดยบริษัทตั้งเป้าที่จะเริ่มโครงการนำร่องการใช้เสียงดนตรีสู่คนในทุกมิติและนำหลักสูตรดนตรี Music and Wellness จาก Yamaha Music Foundation ประเทศญี่ปุ่น เข้าสู่โรงเรียนดนตรี ภายในสิ้นปีนี้
การสร้างความแข็งแรงในหน่วยธุรกิจ Audio Solution และ Music and Wellness จะช่วยสนับสนุนให้ธุรกิจหลักอย่างการขายเครื่องดนตรีเติบโตตามไปด้วย ประกอบกับการทุ่มทุนย้ายสำนักงานใหญ่เข้าสู่ “อาคารสยามปทุมวันเฮ้าส์” ซึ่งเป็นที่ตั้งของ Yamaha Flagship Store Bangkok ที่ใหญ่ที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
บริษัทจึงมั่นใจว่าเป้ารายได้จะสามารถรักษาการเติบโตต่อปี เฉลี่ยที่ 5-10% ได้อย่างต่อเนื่อง และขยับไปแตะระดับ 1,000 ล้านบาท ภายในระยะเวลา 3 ปี ได้ตามแผนงานที่วางไว้
บริษัท สยามดนตรียามาฮ่า จำกัด มีผลประกอบการในช่วง 4 ปีย้อนหลังที่รายงานกรมพัฒนาธุรกิจการค้า ดังนี้
2022 รายได้รวม 695.43 ล้านบาท กำไร 26.88 ล้านบาท
2023 รายได้รวม 792.52 ล้านบาท กำไร 42.70 ล้านบาท
2024 รายได้รวม 819.27 ล้านบาท กำไร 45.79 ล้านบาท
2025 รายได้รวม 863.39 ล้านบาท กำไร 46.30 ล้านบาท
Marketeer FYI
ยามาฮ่าเริ่มต้นในปี 1897 โดย “โทราคุสุ ยามาฮ่า” จากความสำเร็จในการซ่อมและสร้างรีดออร์แกนตัวแรกในญี่ปุ่น ก่อนพลิกวิกฤตช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 แตกไลน์ผลิตมอเตอร์ไซค์และแยกตัวเป็น Yamaha Motor ในเวลาต่อมา ปัจจุบันฝั่งเครื่องดนตรี และมอเตอร์ไซค์ใช้โลโก้ส้อมเสียง 3 ชิ้นไขว้กันเหมือนกัน แต่มีจุดต่างคือ โลโก้เครื่องดนตรีเน้นสีม่วงและตัว M ตรงกลางสั้นกว่า ส่วนมอเตอร์ไซค์ใช้สีแดงและตัว M ขาเท่ากัน
สำหรับตลาดไทย เครื่องดนตรียามาฮ่าและโรงเรียนดนตรียามาฮ่า เกิดจากวิสัยทัศน์ของ “ดร. ถาวร พรประภา” ผู้ก่อตั้งกลุ่มสยามกลการ ซึ่งร่วมมือกับ “มร. เก็นอิจิ คาวาคามิ” ประธานกรรมการ ยามาฮ่า มอเตอร์ ในเวลานั้น ก่อตั้งโรงเรียนดนตรีแห่งแรกในรูปแบบกึ่ง CSR เพื่อสังคมเมื่อปี 1966 ก่อนจะเติบโตและจดทะเบียนเป็น บริษัท สยามดนตรียามาฮ่า จำกัด อย่างเป็นทางการในปี 1989
