กลายเป็นวิกฤตใหญ่ที่บีบให้ต้องคิดค้นหามาตรการต่างๆ ออกมาเพื่อรับมือ สำหรับปัญหาการลักขโมยสินค้าในอังกฤษและประเทศในสหราชอาณาจักร (ยูเค) 

สถานการณ์ปัจจุบันไม่ได้เป็นเพียงการแอบนำสินค้าออกจากร้าน แต่ได้กลายเป็นอาชญากรรมที่เป็นระบบและมีความรุนแรงต่อพนักงานร้านค้ามากขึ้นเรื่อยๆ จนนำไปสู่การปรับเปลี่ยนรูปแบบการให้บริการครั้งใหญ่ของร้านค้าในย่านไฮสตรีทที่ชาวอังกฤษคุ้นเคย

ล่าสุด Greggs เชนร้านเบเกอรี่และของว่างที่ได้รับความนิยมสูงสุดในอังกฤษ ต้องยอมเปลี่ยนโมเดลธุรกิจในบางสาขาเพื่อรับมือกับกลุ่มมิจฉาชีพ 

ปกติแล้วร้าน Greggs จะมีตู้แช่และชั้นวางสินค้าแบบบริการตนเองเพื่อให้ลูกค้าเลือกหยิบได้ตามใจชอบ แล้วจึงนำมาให้พนักงานชำระที่หน้าเคาน์เตอร์ แต่ในสาขาที่มีความเสี่ยงสูง เช่น ในย่านโครยอน, เพ็กแฮม และไวต์ชาเปล ของกรุงลอนดอน รวมถึงในเบอร์มิงแฮม 

โดยทางร้านได้ตัดสินใจรื้อตู้เหล่านั้นออก แล้วแทนที่ด้วยเคาน์เตอร์ที่พนักงานจะเป็นผู้ส่งมอบสินค้าให้โดยตรง เพื่อกันไม่ให้เกิดการขโมย พร้อมกันนี้ยังมีการนำเทคโนโลยีที่สามารถแจ้งเหตุไปยังสถานีตำรวจได้ทันทีมาใช้ร่วมด้วย 

ด้านธุรกิจที่ใกล้เคียงกันอย่างร้านกาแฟก็จำเป็นต้องขยับเพื่อแก้ไขปัญหาเช่นกัน โดย Pret a Manger และ Costa จำเป็นต้องจ้างพนักงานรักษาความปลอดภัย มายืนเฝ้าหน้าร้านและใกล้ๆ กับชั้นวางสินค้าเพื่อกันมิจฉาชีพไม่ให้ก่อเหตุ 

นี่เป็นการสะท้อนให้เห็นว่าปัญหาการขโมยสินค้าไม่ได้จำกัดอยู่เพียงแค่สินค้าฟุ่มเฟือย แต่ลุกลามมาถึงอาหารและเครื่องดื่มในชีวิตประจำวันแล้ว พร้อมนัยสำคัญที่ว่าได้คุกคามร้านเชนขนมดังของอังกฤษและโซนยูเคที่มีสาขามากกว่า Mc Donald’s แล้วในประเทศแถบดังกล่าวแล้ว  

ข้อมูลจากรัฐบาลเผยให้เห็นภาพที่น่ากังวล โดยในปี 2025 คดีลักทรัพย์ในร้านค้าในอังกฤษและเวลส์พุ่งสูงเกิน 500,000 ครั้งเป็นครั้งแรก ซึ่งสมาคมผู้ค้าปลีกอังกฤษ (British Retail Consortium – BRC) ระบุว่านี่เป็นเพียงส่วนหนึ่งของเหตุการณ์จริงที่ตรวจพบเท่านั้น 

โดยรวมแล้วมีการตรวจพบเหตุการณ์ผิดปกติถึง 5.5 ล้านครั้ง คิดเป็นมูลค่าความเสียหายสูงถึง 400 ล้านปอนด์ (ประมาณ 17,900 ล้านบาท) เพิ่มจาก 200 ล้านปอนด์ (ประมาณ 8,700 ล้านบาท) ของปี 2024 

และที่น่าตกใจยิ่งกว่าคือความรุนแรงต่อพนักงาน เพราะจำนวนพนักงานที่ต้องบาดเจ็บหรือเจอเหตุรุนแรงที่มีอาวุธเข้ามาเกี่ยวข้องเฉลี่ยสูงถึงเกือบ 40 คนต่อวัน 

อาชญากรรมเหล่านี้ไม่ได้เกิดจากความยากจนหรือปัญหาเศรษฐกิจเพียงอย่างเดียว โดย Archie Norman ผู้บริหารของ Marks & Spencer ให้ข้อสังเกตว่า ระบบชำระเงินด้วยตัวเอง แม้จะสะดวกสบายแต่ก็กลายเป็นช่องโหว่ที่ทำให้คนดีหลงผิดด้วยการลองหยิบฟรีเพราะคิดว่าไม่มีใครเห็น 

จนเมื่อกลายเป็นความคุ้นชินก็ย่ามใจและขยายวงกว้างไปสู่แก๊งอาชญากรรมที่จ้องจะทำกำไรจากการขโมยสินค้าไปขายต่อในตลาดมืด 

นายกรัฐมนตรี เคียร์ สตาร์เมอร์ ของอังกฤษกล่าวว่า มิจฉาชีพที่ก่อเหตุทำเรื่องที่น่าอับอายและเป็นภัยต่อรากฐานของสังคมที่เคารพกฎหมาย

รัฐบาลชุดปัจจุบันได้เริ่มดำเนินมาตรการกฎหมายและระเบียบอย่างเข้มงวดหลายมาตรการเช่น ยกเลิกการไม่ดำเนินคดีอย่างเด็ดขาดกับเหตุลักขโมยที่มีมูลค่าไม่ถึง 200 ปอนด์ (ประมาณ 8,700 บาท)

ต่อด้วยกำหนดให้การทำร้ายพนักงานค้าปลีกเป็นความผิดอาญาที่ต้องรับโทษหนักขึ้น และการส่งตำรวจชุมชนลงพื้นที่เพิ่มอีก 3,000 นาย เพื่อสร้างความอุ่นใจและระงับเหตุได้ทันท่วงที 

ความเคลื่อนไหวเหล่านี้สะท้อนถึงปัญหาลักขโมยในกลุ่มประเทศสหราชอาณาจักรที่ยังรุนแรง โดยนอกจากเกิดจากความยากจนและพิษเศรษฐกิจแล้ว ยังเป็นการร่วมกันสมรู้ร่วมคิดอย่างเป็นระบบ

เพราะของที่ถูกขโมยมีการนำไปขายในตลาดมืดหรือร้านค้าบางแห่งก็มีพฤติกรรม “รับของโจร” รับของที่ขโมยมาไปขายต่ออีกด้วย

จนทำให้บรรดาร้านค้าปลีกและห้างสรรพสินค้าต้องหามาตรการรับมือ โดยเมื่อกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา Sainsbury’s, Tesco และ Co-Op ถึงขั้นนำกล่องพลาสติกล็อกกุญแจมาใช้เพื่อกันเหตุขโมยช็อกโกแลตแล้ว 

ทั้งนี้ปัญหาการลักขโมยในอังกฤษไม่ใช่เพียงแค่เรื่องของความสูญเสียทางเศรษฐกิจของธุรกิจค้าปลีกเท่านั้น แต่เป็นดัชนีชี้วัดถึงความปลอดภัยในชีวิตประจำวันและความเปราะบางของสังคมอังกฤษและสหราชอาณาจักรในปัจจุบันอีกด้วย / theguardian