เนสท์เล่ ยืนยัน ศาลตัดสินแล้ว ยุติสัญญาร่วมทุนกับ QCP ชอบด้วยกฎหมาย ล่าสุดส่งแถลงการณ์ พร้อมเดินหน้าธุรกิจในไทยเต็มตัว

สรุปชนวนเหตุ: การสิ้นสุดสัญญาผลิต “เนสกาแฟ”

  • อดีต: ผลิตภัณฑ์ “เนสกาแฟ” ในไทย ผลิตโดย บริษัท ควอลิตี้ คอฟฟี่ โปรดักท์ส จำกัด (QCP) ซึ่งเป็นการร่วมทุนคนละครึ่ง (50/50) ระหว่าง เนสท์เล่ และ ตระกูลมหากิจศิริ โดยเนสท์เล่เป็นผู้บริหารและเป็นเจ้าของเทคโนโลยี/ลิขสิทธิ์ทั้งหมด
  • จุดเปลี่ยน: สัญญาร่วมทุนนี้ได้สิ้นสุดลงตั้งแต่วันที่ 31 ธันวาคม 2567 ส่งผลให้ QCP ไม่มีสิทธิ์ผลิตเนสกาแฟอีกต่อไป
  • แต่ทางตระกูลมหากิจศิริ ไม่ยินยอม และจะดำเนินการผลิตกาแฟเนสท์เล่ต่อไป พร้อมทั้งยื่นฟ้องต่อเนสท์เล่

อัปเดตสถานการณ์ทางกฎหมาย (ล่าสุดปี 2569)

ความขัดแย้งจากการยุติสัญญาถูกนำเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม ซึ่งปัจจุบันมีผลลัพธ์ใน 2 ส่วน ดังนี้:

  1. คดีในต่างประเทศ (สิ้นสุดแล้ว)
  • อนุญาโตตุลาการระหว่างประเทศ ตัดสินว่า การยุติสัญญากับ QCP ของเนสท์เล่ ชอบด้วยกฎหมาย”
  • ศาลสูงสิงคโปร์ มีคำพิพากษาเมื่อวันที่ 4 มีนาคม 2569 ยืนยันตามนั้นและยกคำร้องของฝั่งผู้ถือหุ้นไทย (ตระกูลมหากิจศิริ) ทั้งหมด ถือเป็นอันสิ้นสุด โดยทางฝั่งไทยรับทราบและยอมชำระค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดีตามสั่งศาลเรียบร้อยแล้ว
  1. คดีในประเทศไทย (กำลังดำเนินการ)
  • นายประยุทธ มหากิจศิริ และครอบครัว ได้ยื่นฟ้องแพ่งเนสท์เล่ในไทย
  • ล่าสุด ประธานศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษ มีคำสั่งให้โอนคดีนี้ไปพิจารณาที่ ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ ซึ่งเป็นหน่วยงานที่มีอำนาจโดยตรง โดยปัจจุบันคดียังอยู่ระหว่างการพิจารณา

ทิศทางของ “เนสท์เล่” ในไทย

เนสท์เล่ ยืนยันว่าดำเนินธุรกิจด้วยหลักธรรมาภิบาลและทำถูกต้องตามกฎหมาย พร้อมย้ำว่าบริษัททำธุรกิจในไทยมานานกว่า 130 ปี และจะยังคงเดินหน้าลงทุนในประเทศไทยต่อไป เพื่อดูแลผู้บริโภค พนักงาน พันธมิตร รวมถึงเกษตรกรไทยตามปกติ


อ่าน : แถลงการณ์ล่าสุดของเนสท์เล่

อ่าน : ที่มาที่ไปของเหตุการณ์

อ่าน : เนสท์เล่ฟ้องประยุทธ มหากิจศิริ