หากย้อนกลับไปเมื่อ 21 ปีก่อน ลูกค้าที่เดินเข้าร้านเครื่องสำอางอาจพุ่งเป้าไปที่แบรนด์ต่างชาติเป็นหลัก ขณะที่ “แบรนด์ไทย” ยังเป็นตัวเลือกเฉพาะกลุ่มที่อาจไม่ได้ถูกถามหามากนัก

แต่วันนี้แลนด์สเคปของตลาดบิวตี้เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง เช่นเดียวกับ EVEANDBOY ที่กำลังสร้างประวัติศาสตร์หน้าใหม่ ด้วยการเตรียมทะยานสู่ยอดขายระดับ “หมื่นล้านบาท” เป็นครั้งแรก

นายหิรัญ ตันมิตร ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท อีฟแอนด์บอย จำกัด ได้เปิดเผยถึงทิศทางธุรกิจที่น่าจับตามองว่า

ในปี 2569 บริษัทมีเป้าหมายที่จะผลักดันยอดขายให้แตะ 10,000 ล้านบาท ให้สำเร็จ จากในปี 2568 ที่ผ่านมา บริษัทมียอดขายอยู่ที่ 8,300 ล้านบาท

🔴 เดินหน้าขยายสาขา-ฉีกกรอบค้าปลีกด้วย “Experiential Store”

โดยกลยุทธ์สำคัญที่จะผลักดันยอดขายให้ไปถึงเป้าหมายดังกล่าว คือการเดินหน้าขยายสาขาอย่างต่อเนื่องเพื่อชิงพื้นที่เชิงยุทธศาสตร์ จากปีที่ผ่านมาที่เปิดเพิ่มไป 22 สาขา

ซึ่งในปีนี้บริษัทยังคงรักษาสปีดการขยายสาขาในระดับใกล้เคียงกัน ส่งผลให้ปัจจุบัน EVEANDBOY มีสาขาเปิดให้บริการรวมแล้วกว่า 67 แห่งทั่วประเทศ

แต่เกมที่น่าสนใจกว่าจำนวนสาขา คือ “รูปแบบ” ของสาขาที่ถูกยกระดับเพื่อตอบโจทย์พฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนไป

เพราะปัจจุบันคนรุ่นใหม่ไม่ได้ต้องการแค่สถานที่ซื้อของ แต่ต้องการ “ประสบการณ์” EVEANDBOY จึงงัดกลยุทธ์เปิดตัว 3 สาขาเรือธงในรูปแบบใหม่ เพื่อสร้างทราฟฟิกและดึงลูกค้าให้แวะเวียนมาบ่อยขึ้น ได้แก่

1. สาขาสีลม โมเดลพื้นที่ 3 ชั้น ที่ชั้นบนสุดถูกปรับให้เป็น Workshop Space สำหรับจัดกิจกรรมและสอนแต่งหน้า พร้อม Glass House สำหรับพื้นที่ Pop-up เจาะกลุ่มพนักงานออฟฟิศและนักท่องเที่ยวต่างชาติ

2. สาขา Platinum Pop (ราชดำริ) ไฮไลต์สำคัญกับการเปิดตัว “คาเฟ่” แห่งแรกในร้าน บนพื้นที่ 60 ตารางเมตร (จากพื้นที่รวม 600 ตารางเมตร) ติด Skywalk โดยคาเฟ่นี้ไม่ได้เน้นขายเครื่องดื่มแบบทั่วไป

แต่ถูกวางโพสิชันให้เป็น Collaboration Space สำหรับจัด Exclusive Event หรือทำเมนูพิเศษร่วมกับแบรนด์ต่างๆ รวมถึงเตรียมรองรับการร่วมงานกับพรีเซนเตอร์ระดับโลกในอนาคต

3. สาขาทรงวาด (เตรียมเปิดสิงหาคม) ฉีกกรอบด้วยโมเดล Concept Store ไซส์เล็ก ที่ตั้งใจออกแบบให้มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว

เพื่อปั้นให้เป็น Iconic Landmark ประจำย่าน ตอบโจทย์เทรนด์คนชอบถ่ายรูปและเสพประสบการณ์ใหม่ๆ นอกเหนือจากการช้อปปิ้ง

🔴 อินไซต์ลูกค้ายุคใหม่ ไม่ติดแบรนด์-รู้ลึกเรื่องส่วนผสม

นอกจากการสร้างประสบการณ์ใหม่ในสาขาแล้ว การปรับตัวของ EVEANDBOY ยังสอดรับกับพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนไปอย่างมีนัยสำคัญ

โดยในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา เดต้าชี้ชัดว่าลูกค้ารุ่นใหม่ (กลุ่มหลักอายุ 18-34 ปี) ไม่ได้ยึดติดกับแบรนด์ใดแบรนด์หนึ่งอีกต่อไป

พวกเขาพร้อมที่จะจับคู่สินค้าข้ามสัญชาติในบิลเดียว เช่น ซื้อสกินแคร์ยุโรป ลิปสติกแบรนด์ไทย และดินสอเขียนคิ้วจากจีน โดยมียอดใช้จ่ายเฉลี่ย (Basket Size) อยู่ที่ 800-900 บาทต่อบิล

ปัจจัยหลักที่ผลักดันพฤติกรรมนี้คือ “ความรู้” เพราะโซเชียลมีเดียทำให้ผู้บริโภคเข้าใจเรื่อง Active Ingredient (เช่น Niacinamide, Vitamin C) อย่างถ่องแท้

ทำให้ Category ที่เติบโตแรงที่สุดในตอนนี้คือ “Skincare” เนื่องจากลูกค้าเลือกซื้อตามคุณสมบัติที่ตอบโจทย์เฉพาะจุด มากกว่าการซื้อยกเซตจากแบรนด์เดียวเหมือนในอดีต

🔴 แนวโน้ม T-Beauty โตแรง พร้อมรักษาสมดุลพอร์ตสินค้า

อีกหนึ่งปรากฏการณ์ที่สะท้อนผ่านยอดขายของร้านคือการเติบโตอย่างก้าวกระโดดของเครื่องสำอางไทย (T-Beauty)

ยกตัวอย่างแบรนด์ “ศรีจันทร์” ที่สเกลอัพธุรกิจจากหลักร้อยล้านสู่ระดับ 2-3 พันล้านบาทได้สำเร็จ ซึ่งจุดแข็งของแบรนด์ไทยคือการเข้าใจสภาพผิวและสภาพอากาศที่แท้จริงของคนไทย

อย่างไรก็ตาม ในฐานะ Beauty Destination EVEANDBOY ยังคงบาลานซ์พอร์ตสินค้าอย่างรัดกุม ทั้งการจับมือกับอินเตอร์แบรนด์อย่าง L’Oreal เพื่อออก Exclusive SKU ที่มีขายเฉพาะในร้าน

ไปจนถึงการเปิดรับแบรนด์จีนที่กำลังทำตลาดในไทย (เช่น Flower Knows, Judydoll) เพื่อเป็นทางเลือกใหม่ๆ ให้กับกลุ่ม Gen Z

🔴 บริหารต้นทุน-อุดช่องโหว่ด้วย Omnichannel

แม้จะเผชิญกับปัจจัยท้าทายทางเศรษฐกิจ สงครามการค้าโลก และต้นทุนโลจิสติกส์-แพ็กเกจจิ้งที่พุ่งสูงขึ้น แต่บริษัทเลือกที่จะไม่ปรับราคาสินค้า

โดยหันมาบริหารจัดการต้นทุนภายในและอัดโปรโมชั่นรักษาฐานลูกค้าแทน ซึ่งผลลัพธ์ถือว่าน่าพอใจ เพราะไตรมาสแรกของปีนี้ยังคงเติบโตแบบ Double Digit

พร้อมกันนี้ ยังได้อุดช่องว่างพฤติกรรม On-demand ของคนยุคใหม่ ด้วยการจับมือกับ LINE MAN ให้บริการส่งด่วนภายใน 15 นาที ลบภาพจำที่ต้องรอของข้ามวัน ควบคู่ไปกับการปูพรมแคมเปญใหญ่ 4 สเตปตลอดปี เพื่อกระตุ้นยอดขายอย่างต่อเนื่อง

🔴 เปลี่ยน Data ให้เป็นเครื่องมือช่วยขาย

ท้ายที่สุด เมื่อสินค้าในร้านมีมหาศาล อีกหนึ่งกลยุทธ์ที่ EVEANDBOY ทำอย่างต่อเนื่องมาเป็นปีที่ 6 และทำหน้าที่เป็น “ไกด์ไลน์” ชั้นดีให้กับลูกค้า คือการจัดรางวัล Best Selling Award

ความน่าสนใจของรางวัลนี้คือการวัดผลจาก “ยอดขายจริง” ไม่ใช่การโหวต โดยในปีนี้มีการแจกรางวัลถึง 148 ใบ ใน 6 หมวดหมู่หลัก (Skincare, Makeup, Body care, Personal care, Hair care และน้ำหอม) และมีการเจาะลึก Sub-category ย่อยลงไปอีก เช่น แยกตามสภาพผิว หรือ Scent Profile ของน้ำหอม

ข้อมูลจากรางวัลนี้ชี้ให้เห็นเทรนด์ที่น่าสนใจ เช่น แบรนด์ Fresh Drop และ Montblanc ที่คว้ารางวัลต่อเนื่องถึง 5-6 ปีซ้อน สะท้อนให้เห็นว่าสินค้าที่แก้ปัญหาและตอบโจทย์สภาพอากาศไทยได้จริง จะสามารถสร้างการซื้อซ้ำ (Repeat Purchase) ได้อย่างยั่งยืน

ซึ่งรางวัลเหล่านี้นอกจากจะตอกย้ำความสำเร็จของแบรนด์แล้ว ยังเป็น Data ทรงพลังที่ช่วยลดระยะเวลาในการตัดสินใจซื้อของลูกค้าที่เดินเข้ามาในร้านได้อย่างมีประสิทธิภาพ