ย้อนกลับไปเมื่อประมาณ 15 ปีก่อน คนไทยเริ่มรู้จัก ยูนิโคล่ ( UNIQLO )จาก “เสื้อกันหนาว” โดยเฉพาะกระแสเสื้อขนเป็ด Ultra Light Down และ HEATTECH ที่กลายเป็นไอเทมยอดฮิตของคนไทยเวลาไปเที่ยวต่างประเทศช่วงฤดูหนาว เพราะน้ำหนักเบา พับเก็บง่าย ใส่สบาย  ราคาไม่สูงมากนัก

ในยุคนั้น ก่อนยูนิโคล่จะเข้ามาเปิดสาขาในไทย คนจำนวนมากที่มีแพลนไปเที่ยวญี่ปุ่นหรือเมืองหนาว ยังต้องฝากเพื่อนหิ้ว หรือซื้อกลับมาจากญี่ปุ่น

แม้จะเป็นแบรนด์จากประเทศหนาว แต่สุดท้ายยูนิโคล่ก็สามารถปรับตัวจนกลายเป็นหนึ่งในแบรนด์เสื้อผ้าที่ปรับสินค้าให้เข้ากับอากาศร้อนและชีวิตประจำวันของคนไทยได้มากขึ้น

เพราะในวันที่เศรษฐกิจไทยชะลอตัว  ผู้บริโภคคิดก่อนจ่ายมากขึ้น แต่ยูนิโคล่กลับยังทำรายได้และกำไรในไทยเติบโตต่อเนื่อง

รายได้ย้อนหลัง 3 ปีของยูนิโคล่ในไทย คือ

ปี 2566 รายได้ 15,789 ล้านบาท กำไร 3,323 ล้านบาท

ปี 2567 รายได้ 17,474 ล้านบาท กำไร 2,880 ล้านบาทก่อนจะมาปิดที่ปี 2568 ด้วยรายได้ 19,628 ล้านบาท และกำไร 3,878 ล้านบาท สูงที่สุดนับตั้งแต่เข้ามาทำธุรกิจในประเทศไทยตลอด 15 ปีที่ผ่านมา ซึ่งถือว่าสูงมากสำหรับธุรกิจแฟชั่นในยุคนี้

ยูนิโคล่เปิดสาขาแรกในประเทศไทยเมื่อเดือนกันยายน พ.ศ. 2554 ที่เซ็นทรัลเวิลด์

ปัจจุบันเปิดให้บริการแล้ว 73 สาขาทั่วประเทศ และในวันนี้ (22 พฤษภาคม) ได้เปิดสาขาที่ 74 ที่ Terminal 21 Asok

แต่ช่วงที่เข้ามาใหม่ ความท้าทายของแบรนด์จริง ๆ ไม่ได้ง่ายเลย

เพราะตลาดแฟชั่นไทยในเวลานั้นเต็มไปด้วยการแข่งขัน ทั้งแบรนด์ Fast Fashion ต่างประเทศ แบรนด์ของห้าง  เสื้อผ้าจากแพลทินัม และตลาดนัด โดยไทยในวันนั้นถือเป็น “สมรภูมิแฟชั่น” ที่แข่งขันกันหนักมาก

ตอนยูนิโคล่เข้ามา คนจำนวนมากยังตั้งคำถามว่า

“เสื้อยืดเรียบ ๆ ทำไมแพง”

เพราะในเวลานั้น คนไทยยังไม่เข้าใจปรัชญา “LifeWear” ของยูนิโคล่ ที่เชื่อว่า เสื้อผ้าที่ดีต้องมีพลังในการทำให้ชีวิตประจำวันดีขึ้นได้จริง

และนี่อาจเป็นคำตอบสำคัญว่า ทำไมแบรนด์ที่ดู “เรียบ ๆ” ถึงเติบโตสวนเศรษฐกิจได้

เพราะยูนิโคล่ไม่ได้ขาย “แฟชั่น” แต่ขาย “เสื้อผ้าที่ทำให้ชีวิตง่ายขึ้น” โดยมุ่งพัฒนาและนำเสนอนวัตกรรม รวมถึงฟังก์ชันที่ตอบโจทย์ชีวิตประจำวันของคนไทย เพื่อให้เหมาะกับสภาพอากาศและไลฟ์สไตล์ของคนไทย ด้วยดีไซน์เรียบง่าย แต่ใช้งานได้จริง และใส่ได้ในหลายโอกาส

สิ่งที่น่าสนใจคือ ตลอด 15 ปีที่ผ่านมา แบรนด์แทบไม่เปลี่ยน “แกนหลัก” เลย

ยูนิโคล่ไม่ได้แข่งด้วยความเป็น  Fast Fashion เหมือนหลายแบรนด์ แต่ยืนอยู่บนแนวคิด LifeWear และการพัฒนา “ไอเทมพื้นฐาน” ที่คนใช้ได้จริงในชีวิตประจำวัน

ไม่ว่าจะเป็น เสื้อกันยูวี ที่มีเทคโนโลยีช่วยป้องกันรังสียูวี

AIRism เทคโนโลยีผ้าที่ช่วยระบายอากาศและปรับสมดุลความสบาย

เสื้อยืดเรียบ ๆ ที่มิกซ์แอนด์แมตช์ได้ง่าย

กางเกงยีนส์ที่ใส่ได้ทุกวัน

HEATTECH เทคโนโลยีผ้าที่เปลี่ยนความชื้นเป็นความร้อน และกักเก็บความอบอุ่นได้ดี จนกลายเป็นไอเทมยอดนิยมของคนไทยเวลาเดินทางไปต่างประเทศ

ทั้งหมดนี้ไม่ใช่ของหวือหวา แต่เป็นของที่ “ใช้จริง”

แม้ยูนิโคล่จะมีจุดแข็งเรื่องคุณภาพและฟังก์ชัน แต่ราคาก็ยังถูกมองว่าสูงกว่าเสื้อผ้าทั่วไปในสายตาผู้บริโภคบางกลุ่ม โดยเฉพาะในช่วงเศรษฐกิจชะลอตัว

ขณะเดียวกัน ตลาดเสื้อผ้าไทยก็แข่งขันหนักขึ้นเรื่อย ๆ ทั้งจาก Fast Fashion จีน แบรนด์ออนไลน์ และร้านค้าบนแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซที่แข่งขันด้านราคามากขึ้น

เศรษฐกิจชะลอตัวไม่ได้แปลว่าคนหยุดซื้อเสื้อผ้า แต่ผู้บริโภคจะเลือกใช้จ่ายกับสินค้าที่มองว่าคุ้มค่ามากขึ้น

และจากตัวเลขรายได้และกำไรในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ก็สะท้อนว่า แนวทางของยูนิโคล่ยังสามารถรักษาฐานลูกค้าในตลาดไทยไว้ได้ท่ามกลางการแข่งขันที่รุนแรงขึ้น