ปฏิเสธไม่ได้ว่าปัจจุบันหน้าจอสมาร์ทโฟนกลายเป็น “กระจกบานหลัก” ของกลุ่มเด็กที่อายุระหว่าง 16 ปีลงมา (Gen Alpha) ไปแล้ว และยิ่งน่ากังวลขึ้นไปอีกเพราะเมื่อเริ่มรู้ความ เด็กกลุ่มนี้ก็กลายเป็นหมกมุ่นกับการดูแลผิวเร็วเกินวัย 

ภาพของเด็กน้อยที่ถือขวดเซรั่มลดริ้วรอยราคาแพง หรือการสาธิตวิธีลงมอยส์เจอไรเซอร์ผสมสารสกัดเข้มข้นในคลิปวิดีโอ “Get Ready With Me” (GRWM) กลายเป็นภาพชินตาที่มาพร้อมกับคำศัพท์ใหม่ในวงการแพทย์และจิตวิทยาอย่าง Cosmeticorexia ที่หมายถึงการหมกมุ่นกับการดูแลผิวเร็วเกินวัย 

นี่ถือเป็นศัพท์ใหม่ที่เชื่อมโยงกับ Gen Alpha โดยตรงและใกล้เคียงกับอีกคำหนึ่งนั่นคือ Sephora Kids ซึ่งหมายถึงเด็กหญิงที่ยังไม่โตเป็นสาวพากันไปรวมตัวกันในร้านเครื่องสำอางเพื่อทดลองผลิตภัณฑ์สำหรับผู้ใหญ่ ซึ่งในจำนวนนี้มีร้านชื่อดังอย่าง Sephora รวมอยู่ด้วย 

นี่ทำให้ของขวัญในวันเกิดที่เคยเป็นตุ๊กตาหรือขนมหวานของ Gen Alpha ถูกแทนที่ด้วยมาสก์หน้า แผ่นแปะสิว และที่คาดผมสำหรับแต่งหน้า 

ปัญหานี้ไม่ได้หยุดอยู่แค่ความซุกซนตามวัย แต่ผู้เชี่ยวชาญด้านผิวหนังเริ่มพบคนไข้เด็กอายุเพียง 8-14 ปี เข้ามารักษาอาการผิวหนังอักเสบเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ 

รองศาสตราจารย์โจวันนี ดามิอานี จากมหาวิทยาลัยมิลาน ระบุว่าเด็กเหล่านี้ใช้ผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมรุนแรง เช่น เรตินอล (Retinol) หรือกรดผลไม้ (AHA) ซึ่งมีฤทธิ์ผลัดเซลล์ผิวและกระตุ้นคอลลาเจนสำหรับคนวัยทำงาน 

โดยที่ผิวเด็กซึ่งยังบอบบางและมีความสมบูรณ์ตามธรรมชาติอยู่แล้วไม่จำเป็นต้องใช้ แต่เมื่อใช้เพราะความรู้เท่าไม่ถึงการณ์ อยากโตเกินวัย หรืออิทธิพลจากแคมเปญการตลาดของแบรนด์เครื่องสำอาง 

ดังนั้นสารเคมีเหล่านี้จึงเข้าไปทำลายเกราะป้องกันผิว นำไปสู่การแพ้ ผื่นคัน และความเสียหายของผิวหนังที่อาจแก้ไขได้ยากในอนาคต 

ในทางสุขภาพจิต คำว่า Cosmeticorexia ถูกนำมาเปรียบเทียบกับโรคคลั่งอาหารคลีน (Orthorexia) โดยนักวิจัยพบว่าเด็กที่มีพฤติกรรมนี้มักมีความยึดติดกับแนวคิดเรื่องผิวที่ “ไร้ที่ติ” จนเกินจริง 

Gen Alpha ที่ป่วยจากอาคาร Cosmeticorexia มักจะแสดงพฤติกรรมที่น่าเป็นห่วง เช่น การปฏิเสธที่จะออกจากบ้านหากไม่ได้แต่งหน้า หรือการใช้เวลาเกือบทั้งหมดไปกับการติดตามอินฟลูเอนเซอร์สายบิวตี้จนละทิ้งความสนใจในกิจกรรมอื่นๆ 

นักจิตวิทยามองว่านี่อาจเป็นสัญญาณเริ่มต้นของโรคไม่ชอบรูปร่างตัวเอง (Body Dysmorphic Disorder – BDD) ซึ่งเป็นความผิดปกติที่บุคคลจะจดจ่ออยู่กับจุดบกพร่องเล็กน้อยบนร่างกายของตนเองจนเกิดความทุกข์ทรมานอย่างแสนสาหัส 

ปัจจัยสำคัญที่เร่งให้เกิดวิกฤตนี้คือการตลาดที่มุ่งเป้าสู่เด็กและอัลกอริทึมของโซเชียลมีเดีย โดยในออสเตรเลียและยุโรปเริ่มมีการเรียกร้องให้ตรวจสอบแบรนด์บิวตี้ที่ใช้นักแสดงอายุน้อยหรือแพ็กเกจสีสันสดใสเพื่อดึงดูดใจเด็กๆ จนกระตุ้นให้เด็กเรียนรู้ที่จะกลัวแก่ทั้งที่ยังไม่เริ่มเข้าสู่วัยรุ่นด้วยซ้ำ 

แม้ว่าพ่อแม่บางส่วนจะมองว่าเป็นเรื่องปกติที่เด็กสาวจะอยากสวยเหมือนรุ่นพี่ แต่พ่อแม่อีกกลุ่มใหญ่ก็แสดงความกังวล เพราะความจริงที่แฝงอยู่คือเด็กๆ กำลังถูกกดดันให้ก้าวไปสู่มาตรฐานความงามที่สร้างขึ้นจากฟิลเตอร์และ AI ซึ่งไม่มีอยู่จริงหรือผิดเพี้ยนไปจากโลกความเป็นจริง 

Cosmeticorexia คือสัญญาณเตือนภัยที่สะท้อนถึงความเปลี่ยนแปลงของค่านิยมทางสังคมในยุคดิจิทัล เมื่อความไร้เดียงสาของเด็กถูกแทนที่ด้วยความกังวลเรื่องริ้วรอยก่อนวัยอันควร 

การแก้ปัญหานี้จึงไม่ใช่เพียงการห้ามเด็กซื้อเครื่องสำอาง แต่เป็นการสร้างภูมิคุ้มกันทางความคิดให้พวกเขารู้เท่าทันการตลาดและการใช้โซเชียลมีเดีย 

ดังนั้นพ่อแม่และผู้เชี่ยวชาญจำเป็นต้องร่วมมือกันส่งเสริมความมั่นใจจากภายใน และย้ำเตือนให้เด็กๆ เห็นว่าความสมบูรณ์แบบไม่ได้มาจากสารสกัดในขวดราคาแพง แต่มาจากสุขภาพกายและใจที่แข็งแรงตามวัยที่ควรจะเป็น 

เพราะผิวพรรณที่สวยที่สุดของวัยเยาว์ คือผิวพรรณที่ปล่อยให้เติบโตไปตามธรรมชาติโดยไม่ถูกเร่งรัดด้วยสารเคมีหรือความคาดหวังที่เกินจริง 

อีกประเด็นน่าสนใจจาก Cosmeticorexia คือความเชื่อมโยงกับคนอีกรุ่นและตลาดเครื่องสำอาง โดย Gen Alpha ถือเป็นคนรุ่นที่สืบทอดความกลัวแก่มาจาก Gen Z ทั้งจากการที่เป็นลูกหรือเป็นน้องของฝ่ายหลัง 

ซึ่งแบรนด์เครื่องสำอางก็ทราบเรื่องนี้ดีจึงเริ่มหันมาทำการตลาดกับ Gen Alpha นำมาสู่การคาดการณ์ที่ว่าตลาดเครื่องสำอางและผลิตภัณฑ์บำรุงผิวสำหรับ Gen Alpha ทั่วโลกจะเติบโตต่อเนื่องปีละ 7.71% 

จนปี 2028 มูลค่าตลาดจะเพิ่มเป็น 380 ล้านดอลลาร์ (ประมาณเกือบ 13,000 ล้านบาท) และเมื่อถึงปีนั้นจำนวน Gen Alpha ทั่วโลกจะอยู่ที่ราว 160 ล้านคน / theguardian