ในช่วงอุตสาหกรรมรถยนต์กำลังตกต่ำอย่างต่อเนื่อง แต่ในขณะภาคการแข่งขันกลับยังเร่งสปีดแข่งขันเพื่อสร้างยอดขายชนิดไม่มีแบรนด์ไหนยอมถอยแม้แต่ก้าวเดียว
โดย Segment ที่โดนผลกระทบรุนแรงมากที่สุดนั้นคือกลุ่มรถยนต์นั่งส่วนบุคคล ที่ได้รับ Effect จากสภาวะเศรษฐกิจตกต่ำบวกกับนโยบายรถคันแรกในปี 2012 ที่ยังคงส่งแรงกระเพื่อมให้ผู้บริโภคชะลอการตัดสินใจซื้อรถคันใหม่
สถานการณ์เช่นนี้เองที่ทำให้ค่ายรถยนต์ส่วนใหญ่ต่างมียอดขาย “ติดลบ” เกือบทุกปี แต่กลับมีแบรนด์หนึ่งโดดเด่นอยู่ท่ามกลางวิกฤติที่เกิดขึ้นนั้นคือ HONDA
การเติบโต สวนสภาวะตลาดของ HONDA
สะท้อนจากตัวเลขยอดขาย ของ HONDA ในปี 2014 มียอดขาย 106,482 คัน แต่เมื่อเวลาเดินทางมาถึงสิ้นปี 2015 HONDA กลับสร้างเซอร์ไพรส์ ด้วยการมียอดขาย 112,178 คัน (นับรวมฮอนด้า ซีอาร์-วี และเอชอาร์-วี)
คำถามสั้นๆ แต่ตรงประเด็นนั้นคืออะไร ? ที่ทำให้ HONDA สามารถเติบโตท่ามกลางสภาวะตลาดที่ตกต่ำอย่างต่อเนื่อง
“นั่นเพราะเราได้รับการยอมรับ และความเชื่อมั่นจากลูกค้าชาวไทยที่ให้ความไว้วางใจในผลิตภัณฑ์และยนตรกรรมกรรมอันหลากหลายรุ่นของฮอนด้ามาอย่างต่อเนื่องพิสูจน์ได้จากยอดขายของเราที่เติบโตต่อเนื่อง โดยเฉพาะในปี 2015 ที่ผ่านมาที่เรามียอดขายเติบโตถึง 5.3%” พิทักษ์ พฤทธิสาริกร ประธานเจ้าหน้าที่บริหารปฏิบัติการบริษัท ฮอนด้า ออโตโมบิล (ประเทศไทย) จำกัด บอกถึงเหตุผลหลักที่ทำให้ HONDA ประสบความสำเร็จในเรื่องยอดขาย
นอกจากการเป็นแบรนด์ที่ได้รับความเชื่อมั่นไว้วางใจจากลูกค้าชาวไทย สิ่งหนึ่งที่ทำให้ HONDA ดูโดดเด่นเหนือกว่าแบรนด์คู่แข่งในตลาดรถยนต์ นั้นคือการคิดค้นรถยนต์คันใหม่ๆ ที่ตรงตามความต้องการของลูกค้าชาวไทยมากที่สุด นั้นเพราะทีมวิศวกรของ HONDA พยายามศึกษาความต้องการและรูปแบบการใช้ชีวิตของลูกค้าคนไทยที่เปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา โดยมีเป้าหมายก็เพื่อสร้างยนตกรรมที่ตอบสนองความต้องการของลูกค้าให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้
แชมป์แห่งตลาดรถ SUV
Case Study ล่าสุดในปี 2015 ที่ผ่านมานั้นคือการนำเสนอรถรุ่น HONDA HR-V ซึ่งเป็นรถประเภท Crossover หรือศัพท์อย่างเป็นทางการคือ SUV ระดับ Sub compact ที่ได้รับการตอบรับจากตลาดอย่างน่าเหลือเชื่อ ยิ่งเมื่อบวกกับรถยอดนิยมรุ่นพี่ที่อยู่ใน Segment SUV ก่อนหน้านี้อย่าง HONDA CR-V ยิ่งทำให้ HONDA สร้างยอดขายได้อย่างน่าประทับใจในตลาดรถ SUV ในเมืองไทย
จึงไม่ใช่เรื่องแปลกอะไรเลยที่ในปี 2015 ที่ผ่านมา HONDA จะก้าวสู่การเป็น “แชมป์” ใน Segment SUV ได้สำเร็จ สะท้อนจากตัวเลขยอดขายของรถ 2 รุ่นนี้รวมกันอยู่ที่ 34,219 คัน โดยแบ่งเป็น (HR-V 26,417 คัน และ CR-V 7,802 คัน) ในขณะที่ตลาดรวม SUV ในปีที่ผ่านมามีมูลค่าอยู่ที่
56,760 คัน และในปี 2016 น่าจะเป็นเพียง Segment เดียวในตลาดรถยนต์เมืองไทยที่จะเติบโตซึ่งถูกคาดการณ์ว่าจะมีมูลค่าเกิน 60,000 คัน
วิกฤติที่ทำให้ “แข็งแกร่ง”
แต่…กว่าจะถึงวันนี้วันที่ HONDA แข็งแกร่งได้อย่างครบเครื่อง ต้องบอกว่า HONDA ฝ่ามรสุมอันหนักหน่วง เพราะหากใครยังจำกันได้ วิกฤตอุทกภัยในปี 2554 ได้ทำให้โรงงานผลิตรถยนต์ในส่วนอุตสาหกรรมโรจนะ จ.อยุธยา น้ำท่วม ได้รับความเสียหาย และต้องหยุดการผลิตไปนานหลายเดือน
“ด้วยความร่วมมือร่วมใจของพนักงานฮอนด้า และพันธมิตรทางธุรกิจ รวมถึงการสนับสนุนจากภาครัฐ จึงทำให้เรากลับมาเดินสายการผลิตได้อีกครั้งเมื่อเดือนมีนาคม 2555 ที่น่าสนใจคือฮอนด้ากลับมาได้อย่างแข็งแกร่งกว่าเดิม ด้วยการเปิดตัวรถใหม่ถึง 12 รุ่น พร้อมสร้างความมั่นใจในคุณภาพของรถฮอนด้าให้กับลูกค้าชาวไทย”
จะเห็นได้ว่าเมื่อ HONDA เจอปัญหาไม่ได้ท้อแท้และนิ่งเฉย แต่กลับมองว่านั้นคือความท้าทาย และพร้อมกับแก้ไขปัญหาได้อย่างรวดเร็ว พร้อมกับการกลับมาได้ดีกว่าเดิม ด้วยการมียอดขายที่เติบโตต่อเนื่องในสภาวะตลาดรถยนต์ที่ตกต่ำ
“การแก้ปัญหาจึงนับเป็นประสบการณ์ในการทำงานอันล้ำค่าอย่างหนึ่ง ที่ทำให้เราได้เรียนรู้ และเป็นบทเรียนที่ทำให้เราสามารถนำไปประยุกต์ใช้ในอนาคตได้”
2016 สปีดของ HONDA ยัง “เร็ว แรง”
แน่นอนสิ่งที่ใครหลายคนอยากรู้นั้นคือในปี 2016 แผนการดำเนินธุรกิจของ HONDA จะเร่ง Speed ได้ร้อนแรงขนาดไหน ? โดยเฉพาะรถรุ่นใหม่ๆ ที่ใครหลายคนต่างเฝ้ารอคอย
ทำให้ได้เห็น HONDA เริ่มต้นปีนี้ในเดือนมกราคมด้วย HONDA BRV ที่เข้ามาเติมเต็มตลาดรถยนต์สปอร์ตอเนกประสงค์ ตามมาด้วย New Accord ที่เปิดตัวเมื่อกลางเดือนกุมภาพันธ์ และล่าสุด กับการเปิดตัวรถที่ใครหลายคนต่างรอคอยนั้นคือ All New Civic ที่จะมากระตุ้นตลาด C Segment
และก็เป็นไปตามคาดเพราะเมื่อผ่านพ้นไปแค่ 10 วันนับจากมีการเปิดตัว All New Civic อย่างเป็นทางการสามารถสร้างยอดจองรถคันนี้ถึง 3,000 คัน
นั้นเพราะ All New Civic ถูกตกแต่งดีไซน์สไตล์ พรีเมียมสปอร์ต พื้นที่ภายในห้องโดยสารกว้างขวางสะดวกสบายใกล้เคียงกับรถยนต์ในระดับ D-Segment พร้อมกับขุมพลังเครื่องยนต์ 1.8 ลิตร และ 1.5 ลิตร VTEC TURBO ใหม่ ซึ่งให้สมรรถนะที่ทรงพลังเทียบเท่าเครื่องยนต์ 2.4 ลิตร และอัตราการประหยัดน้ำมันที่ดีเยี่ยมเทียบเท่าเครื่องยนต์ 1.8 ลิตร
จะเห็นได้ว่าทุกการขับเคลื่อนด้านเทคโนโลยีของ HONDA มีอัตราความเร็วที่เต็มไปด้วยความร้อนแรง ขณะเดียวกันในภาคการบริการลูกค้าก็เรียกได้ว่ามาแบบ “จัดเต็ม” ทุกมิติ
“ทุกอย่างที่ทำ เพราะเรามีเป้าหมายที่จะดำเนินธุรกิจให้ได้ตามแผนที่วางไว้ โดยที่ไม่ได้ยึดติดที่เป้าหมายในการจะได้เป็นที่หนึ่งในตลาดรถยนต์นั่ง แต่ HONDA ต้องการได้รับความชื่นชอบจากลูกค้า และเป็นแบรนด์อันดับ 1 ในใจลูกค้านั้น ทำให้เรารู้สึกภูมิใจมากกว่าการเป็นแบรนด์อันดับหนึ่งในด้านยอดขาย นั่นคือจุดที่เราวาง Brand Positioning ของเราเอาไว้”
และนี้คืออีกหนึ่งแบรนด์รถยนต์ในเมืองไทยที่ไม่มีใครปฎิเสธว่า เพราะไม่ว่าเวลาจะผ่านไปนานแค่ไหน? ชื่อของ HONDA ยังเป็นตัวเลือกอันดับแรกๆ ในการเลือกซื้อรถยนต์ของคนไทยอย่างไม่เคยเปลี่ยนแปลง

