หลังจากที่ราคาน้ำมันดิบโลกปรับตัวลงจาก 100 เหรียญสหรัฐต่อ 1 บาร์เรล มาอยู่ทีประมาณ 40-50 เหรียญสหรัฐ ก็มีการวิเคราะห์ไปหลากหลายรูปแบบ เช่นเศรษฐกิจโลกจะกลับมาฟื้นตัว จากการที่ต้นทุนน้ำมันถูก ผู้บริโภคจะเหลือเงินจับจ่ายใช้สอยมากขึ้น แต่ในความเป็นจริง โลกเศรษฐกิจมันไม่ได้ง่ายขนาดนั้น และธุรกิจที่เกี่ยวข้องโดยตรงอย่าง ธุรกิจสถานีบริการน้ำมัน ก็ได้รับผลกระทบเช่นเดียวกัน

โดยผลกระทบที่ว่ามาในรูปของโอกาสใหม่ๆที่เกิดขึ้น ดังนี้

โดยรัฐบาลทำการปรับลดปริมาณสำรองน้ำมันสำเร็จรูปจาก 6% เหลือ 1% เนื่องจากไม่มีความจำเป็นต้องสำรองน้ำมันสำเร็จรูปในปริมาณสูงในช่วงที่อุปทานน้ำมันดิบในตลาดโลกมีสัดส่วนสูงกว่าความต้องการใช้มาก ทำให้สามารถหาวัตถุดิบได้ง่ายและราคาถูก โดยผู้ประกอบการได้รับผลประโยชน์อย่างมากเนื่องจากสามารถลดต้นทุนค่าใช้จ่ายด้านสินค้าคงคลัง ซึ่งสามารถลดระยะเวลาการเก็บน้ำมันจากเดิม 21 วัน เป็น 4 วัน ทำให้ธุรกิจมีสภาพคล่องที่สูงขึ้น และยังเป็นการเพิ่มโอกาสในการลงทุนขยายธุรกิจอีกต่อหนึ่ง

การลดต้นทุนดังกล่าว ส่งผลให้ธุรกิจมีสภาพคล่องที่สูงขึ้น ทำให้ธุรกิจสามารถนำเงินเหล่านั้นไปสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับปั๊มน้ำมันได้ เช่นการมีร้านอาหาร ร้านกาแฟ ร้าค้าใหม่ๆ ห้องน้ำที่สะอาด รวมไปถึงศูนย์ซ่อมรถต่างๆ

จึงเป็นโอกาสที่ดีที่ผู้เล่นรายอื่นๆที่ยังไม่เคยทำตลาด โฆษณา หรือแคมเปญใหม่ๆ ได้กล้าออกมาช่วงชิงเค้กก้อนนี้มากยิ่งขึ้น ประกอบกับการใช้รถ ใช้ถนน ที่ยังไม่มีแนวโน้มว่าจะลดลง ธุรกิจสถานีบริการน้ำมันยังคงเติบโตได้ดี

ในโอกาสที่เกิดขึ้น ก็ยังมีความเสี่ยงที่ตามมา โดยเฉพาะปั๊มน้ำมัน การบริหารจัดการต้นทุนเป็นสิ่งสำคัญ หากทำการตลาด และโฆษณาเกินควร รวมถึงขยายสาขาเร็วไป อาจประาบปัญหาการขาดทุน และต้องปิดตัวลงในที่สุด

ในไทยจะมีรูปแบบการบริหารสถานีบริการน้ำมันหลักๆ คือ COCO (Company Owned Company Operated) และ DODO (Dealer Owned Dealer Operated) โดย COCO คือ การเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ รวมทั้งบริหารสถานีบริการน้ำมันด้วยตัวเอง ซึ่งรูปแบบนี้เหมาะกับผู้ประกอบการขนาดเล็กถึงกลาง โดยมีจุดเด่นคือ การควบคุมการขยายสาขาที่มีอยู่ไม่มากนักด้วยนโยบายและคุณภาพแบบเดียวกัน เพื่อให้ง่ายต่อการบริหารจัดการ แต่ทั้งนี้ผู้ประกอบการต้องแบกรับความเสี่ยงในการลงทุนเพื่อขยายสาขาและต้อง มีความแข็งแกร่งในส่วนของการบริหารเพื่อให้สามารถครอบคลุมทุกสาขา ซึ่งหากเป็นผู้ประกอบการที่ไม่มีแบรนด์เป็นของตัวเองอาจจะไม่ได้รับความนิยม มากนัก

ในขณะที่ DODO หรือธุรกิจแบบ franchise คือการให้กรรมสิทธิ์แก่ผู้ประกอบการขนาดเล็กในการบริหารสถานีบริการภายใต้แบรนด์ของตน และกำหนดให้ต้องซื้อน้ำมันโดยตรงจากเจ้าของ franchise เท่านั้น ซึ่งรูปแบบนี้เหมาะกับผู้ประกอบการที่มีชื่อเสียงแบรนด์เป็นที่รู้จักในวงกว้าง และต้องการขยายธุรกิจอย่างรวดเร็วแต่มีการลงทุนที่ต่ำ ซึ่งผู้ประกอบการหลักจะรับรู้รายได้จากทั้งค่า franchise และค่าส่วนต่างของการขายน้ำมัน แต่อาจมีความเสี่ยงที่กระทบต่อชื่อเสียงและความน่าเชื่อถือของแบรนด์ที่อาจเกิดจากการบริหารจัดการที่ต่ำกว่ามาตรฐาน

นอกจากนี้ รูปแบบอื่นๆ นอกเหนือจากที่กล่าวมาในข้างต้น ได้แก่ CODO (Company Owned Dealer Operated), JV (Joint-Venture) และ CO-OP (Co-Operative) นั้น ไม่เป็นที่แพร่หลายในการนำมาใช้ในการดำเนินธุรกิจในปัจจุบันมากนัก โดย CODO คือการที่ผู้ประกอบการหลักเป็นเจ้าของสถานีบริการน้ำมันแต่บริหารงานโดยผู้ประกอบการรายเล็ก ซึ่งรูปแบบนี้ส่วนใหญ่จะเกิดขึ้นตอนที่มีการซื้อขายกิจการสถานีบริการน้ำมันระหว่างผู้ประกอบการหลัก ส่วน JV คือการร่วมลงทุนระหว่างผู้ประกอบการหลัก 2 รายขึ้นไป และ CO-OP คือสหกรณ์สถานีบริการน้ำมันในเขตชุมชนต่างๆ

นอกจากการเลือกรูปแบบการทำธุรกิจให้เหมาะสมแล้ว การสร้างแบรนด์อย่างต่อเนื่องก็เป็นสิ่งสำคัญ เนื่องจากสถานีบริการน้ำมัน สร้าง Loyalty ได้ยาก เนื่่องจากการเติมน้ำมันขึ้นอยู่กับเวลาและสถานที่เป็นหลัก การสร้างแบรนด์ให้เป็นที่จดจำจะช่วยดึงลูกค้ารายใหม่ๆเข้ามาได้

 

ที่มา : SCB Economic Intelligence Center

อัพเดตข่าวสารการตลาดทุกวันได้ที่ 
Website : Marketeeronline.co / Facebook : www.facebook.com/marketeeronline



อัพเดตข่าวสารการตลาดทุกวันได้ที่ Website: Marketeeronline.co
Facebook: www.facebook.com/marketeeronline

ติดตาม Marketeer Online ทาง Line@ : @marketeer

เพิ่มเพื่อน