ถึงแม้ว่าในปี 2556 ที่ผ่านมายอดขายของบริษัท เจริญโภคภัณฑ์ อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือ CPF ผู้นำธุรกิจเกษตรอุตสาหกรรมและอาหารของเมืองไทย ไม่สามารถทำรายได้ตามเป้าหมายที่วางไว้ที่ 4 แสนล้านบาท แต่ทำได้เพียง 3.89 แสนล้านเท่านั้น

จากปัญหาของเกิดโรคตายด่วนในกุ้ง (EMS)  ส่งผลกระทบต่อการผลิตและส่งออก และต้นทุนวัตถุดิบอาหารสัตว์ที่อยู่ระดับสูงต่อเนื่องจากปลายปี 2555 รวมทั้งจากภาวะผลผลิตล้นตลาดของไก่และสุกรในประเทศไทย เวียดนาม ตุรกี และอินเดียที่บริษัทได้เข้าไปลงทุน ทำให้ราคาตกต่ำ

อย่างไรก็ตามซีพีเอฟก็ยังสามารถสร้างรายให้เติบโตได้ในปีที่ผ่านมาถึง 9%  ด้วยเหตุผลสำคัญคือปัจจุบันซีพีเอฟสามารถขยายธุรกิจออกไปใน 12 ประเทศครอบคลุมประชากรทั้งหมด  3 พันล้านคน เช่น อินเดีย ฟิลิปปินส์ เวียดนาม และจีน และยังส่งออกจากประเทศไทยไปขายอีก 40 ประเทศทั่วโลกด้วย

อดิเรก ศรีประทักษ์ กรรมการผู้จัดการใหญ่และประธานคณะผู้บริหาร อธิบายว่า  การเติบโตอย่างยั่งยืนขององค์กรถูกขับเคลื่อนด้วยยุทธศาสตร์สำคัญ 2 เรื่อง คือ

1. การเป็นองค์กรนวัตกรรม จากวิสัยทัศน์ของบริษัท คือการเป็นครัวโลกที่ผลิตอาหารที่มีคุณภาพไปป้อนให้กับประชากรของโลก โดยมีนวัตกรรมเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มตลอดเวลาในเรื่องกลุ่มอาหารสัตว์ (Feed) กลุ่มฟาร์มเลี้ยงสัตว์ (Farm) กลุ่มอาหาร (Food)  และอื่นๆ (Tread)  ซึ่งเป็นการทำธุรกิจอย่างครบวงจร รวมทั้งสร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆ ให้เกิดขึ้นในระบบการทำงาน ทั้งเรื่องสินค้าและบริการเพื่อให้สอดคล้องกับความต้องการของผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงตลอดเวลา

2. สามารถเอาเทคโนโลยีที่ทันสมัยทั้งเครื่องจักรและอุปกรณ์และทางด้านไอทีเกี่ยวกับการจัดการบริหารข้อมูลมาใช้ เพื่อให้การทำงานมีประสิทธิภาพสูงสูด

อดิเรกย้ำว่ายุทธศาสตร์จะสำเร็จลงได้เป็นเพราะคนที่เป็นกำลังสำคัญในการผลักดัน

CPF Way คัมภีร์แห่งความสำเร็จ

ปัจจุบันซีพีเอฟมีพนักงานทั้งหมดทั้งในและต่างประเทศประมาณ 1 แสนคน  เป็นคนในประเทศ  7-8 หมื่นคน เป็นคนต่างประเทศ  2-3 หมื่นคน โดยมีคนไทยที่ประจำในต่างประเทศประมาณ  300 คน

ในต่างประเทศจะอยู่ในประเทศจีนมากที่สุด รองลงมาคือ เวียดนาม  ตุรกี ไต้หวัน และอินเดีย แต่ในอนาคตพนักงานในประเทศอินเดียจะเพิ่มขึ้นมาเป็นอันดับ 4 จากการที่ซีพีเอฟเข้าไปลงทุนเพิ่มขึ้น

“บุคลากรทั้งหมดจะต้องถูกหล่อหลอมในเรื่องวัฒนธรรมของเราที่เรียกว่า CPF Way ซึ่งทุกคนต้องยึดถือเป็นกรอบแล้วเข้าใจตรงกันทั้งพนักงานในประเทศไทยและพนักงานในอีก 12 ประเทศทั่วโลก

 

CPF Way ประกอบไปด้วย

1. หลักปรัชญา 3 ประโยชน์สู่ความยั่งยืนเพื่อประเทศชาติ ประชาชน และบริษัท คนของซีพีเอฟจะถูกปลูกฝังว่าจะทำอะไรก็ตามต้องเห็นต่อส่วนรวมก่อนเรื่องส่วนตัวหรือบริษัท

2.  ต้องให้ทุกคนตัดสินใจเร็ว ปฏิบัติงานเร็ว และมีคุณภาพ

3. ทำเรื่องยากให้เป็นเรื่องง่าย คือต้องการที่จะบอกว่าในองค์กรไม่ควรทำอะไรที่ซับซ้อน พยายามลดขั้นตอนในการทำงานเพราะมันจะหมายถึงประสิทธิภาพและต้นทุนในการทำงานด้วย

4. ยอมรับการเปลี่ยนแปลง เพราะโลกเปลี่ยนตลอดเวลา เทคโนโลยีเปลี่ยนลูกค้าเปลี่ยน ตลาดเปลี่ยนการแข่งขันเปลี่ยนดังนั้นเราต้องปรับตัวให้ทันกับการเปลี่ยนแปลงในทุกเรื่อง จะไม่มานั่งภาคภูมิใจในความสำเร็จที่เกิดขึ้นในอดีต แต่ต้องเตรียมรับมือกับสิ่งใหม่ๆ ที่จะเข้ามาด้วย

5. สร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆ ตัวอย่างเช่นเครื่องมือเครื่องจักรสำเร็จรูปที่ซื้อเข้ามาต้องเอามาดัดแปลงให้เหมาะสมและเกิดประโยชน์สูงสุดกับธุรกิจ

“ไม่ใช่เราซื้อของสำเร็จรูปแล้วใช้ได้เลย อย่างใครจะมาทำเกี๊ยวกุ้งด้วยเครื่องจักรไม่มีใครคิด  ดังนั้น เราต้องเอาเครื่องจักรส่วนหนึ่งมาจากต่างประเทศ  แล้วให้คนของเราดัดแปลงให้เป็นเครื่องที่ผลิตเกี๊ยวกุ้งได้ ทุกอย่างต้องเป็นเรื่องที่มาจากนวัตกรรมภายในของเราที่จะสร้างสรรค์สินค้า และระบบในการจัดการและบริการ

6. มีคุณธรรม ความซื่อสัตย์ และรู้จักตอบแทนบุญคุณ

อดิเรกยอมรับว่า เรื่องที่ยังทำได้ยากแล้วยังไม่พึงพอใจ คือในเรื่องของการยอมรับการเปลี่ยนแปลง เพราะบางคนอาจจะยังยึดติดอยู่กับโครงสร้างและวิธีการแบบเดิมๆ อีกเรื่องหนึ่งคือเรื่องนวัตกรรมที่ต้องจัดให้มีการประกวด “CPF CEO Awards”  ต่อเนื่องเป็นปีที่ 5 เพื่อเป็นการกระตุ้นให้ทุกหน่วยงานเกิดการคิดค้นและแข่งขันในการทำสิ่งที่ดีกว่ามานำเสนอ  ในเรื่องนี้ถือว่าประสบความสำเร็จระดับหนึ่ง แต่ยังไม่ได้ดีที่สุด

 

เดินหน้าเลี้ยงคนทั้งโลก

สำหรับในปี 2557 บริษัทตั้งเป้าหมายยอดขายที่ 4.5 แสนล้านบาท หรือมียอดขายโตขึ้นไม่ต่ำกว่า 10% ขึ้นไป และเป็นอัตราการเติบโตเฉลี่ยที่จะต้องทำให้ได้ตลอดเวลา 5 ปี

“ผมเชื่อว่าจากปีที่ 5 ขึ้นไปอัตราการเติบโตของเราจากฐานที่อยู่ในต่างประเทศจะขยายตัวเร็วกว่าในประเทศ ถึงเวลานั้นเชื่อว่าสัดส่วนรายได้ของซีพีเอฟจะมาจากต่างประเทศสูงถึงถึง 75% นี่คือเป้าหมายที่เราวางไว้”

สำหรับปัจจัยหลักที่จะช่วยผลักดันการเติบโตเป็นไปตามเป้าหมายคือ

1. ธุรกิจสัตว์บกทั้งไก่ และสุกร เริ่มเห็นการฟื้นตัวตั้งแต่ปีที่แล้ว

2.  ธุรกิจสัตว์น้ำในส่วนของกุ้งเริ่มฟื้นตัวดีขึ้น และจะเห็นเด่นชัดในครึ่งหลังของปีนี้

3. มีข่าวดีกรณีที่ญี่ปุ่นได้ยกเลิกการนำเข้าไก่สดแช่แข็งจากไทย ซึ่งซีพีเอฟเป็นบริษัทแรกที่ส่งไก่สดชิพเมนต์แรกในรอบ 10 ปีไปญี่ปุ่นเรียบร้อยแล้ว

4. การเข้าไปซื้อกิจการเพื่อต่อยอด และสร้างมูลค่าเพิ่มในธุรกิจอาหารให้มากขึ้น ซึ่งในช่วงปี 2556 จนถึง ณ ปัจจุบัน ซีพีเอฟได้เข้าไปซื้อกิจการทั้งหมด 4 รายการ คือ การลงทุนในซีพี-เมจิ 60% การลงทุนธุรกิจสุกรในรัสเซีย (RPBI) โดยเข้าไปถือหุ้น 69.7%  และการลงทุนในธุรกิจโรงงานแปรรูปเนื้อสัตว์ที่ทันสมัยในเบลเยียม (Tops Foods) 80%  และล่าสุดได้ประกาศเข้าร่วมลงทุนในธุรกิจการค้าในประเทศสวีเดน (BHJ) 29%

5.  การเข้าไปลงทุนในประเทศที่มีประชากรอาศัยอยู่เป็นจำนวนมาก

6.  มุ่งส่งออกไปยังประเทศที่ไม่ได้เข้าไปลงทุน แต่ยังสามารถหาซื้อสินค้าของซีพีเอฟได้

7. การเข้าไปลงทุนในประเทศมียังมีโอกาสที่จะบริโภคโปรตีนจากเนื้อสัตว์มากขึ้น

40 ปีข้างหน้าคาดการณ์ว่า โลกเราจะมีประชากรอยู่ไม่น้อยกว่า 9 พันล้านคน จากปัจจุบันที่มีอยู่ 7 พันล้านคน เท่ากับอีก 40 ปีข้างหน้าโลกใบนี้จะมีผู้คนเพิ่มขึ้นอีก 2 พันล้านคนและนั่นก็คือโอกาสที่ไม่รู้จบสำหรับซีพีเอฟ ในการก้าวไปเป็นครัวของโลก อดิเรก กล่าวย้ำอย่างมั่นใจ

 

Marketeer เดือนมีนาคม 2557

เรื่อง : อรวรรณ บัณฑิตกุล

อัพเดตข่าวสารการตลาดทุกวันได้ที่ 
Website : Marketeeronline.co / Facebook : www.facebook.com/marketeeronline



อัพเดตข่าวสารการตลาดทุกวันได้ที่ Website: Marketeeronline.co
Facebook: www.facebook.com/marketeeronline

ติดตาม Marketeer Online ทาง Line@ : @marketeer

เพิ่มเพื่อน