SME Think Tank/ดร. เกษม พิพัฒน์เสรีธรรม 

         

การประชุมผู้นำเขตเศรษฐกิจเอเปกครั้งที่ 29 ที่ประเทศไทยเป็นเจ้าภาพ ซึ่งปิดฉากไปเมื่อ 19 พ.ย. นับว่าผ่านพ้นไปด้วยดี เกิดผลลัพธ์ที่ดีในด้านภาพลักษณ์และการเผยแพร่ศิลปวัฒนธรรม อาหาร การท่องเที่ยว ที่ในปัจจุบันต้องรวมเรียกกันตามกระแสว่า Soft Power

รัฐบาลไทยเสนอแนวคิดและแนวทางพัฒนาประเทศและสังคมโลก ตามแนว BCG และมีคำย่อที่ตามมาอีก 2-3 ตัว  วันนี้ผมขอสาธยายในรายละเอียดเพื่อความเข้าใจเบื้องต้นของท่านผู้อ่านที่รัก

ก่อนอื่นมาดูความเป็นมาของแนวคิดและแนวปฏิบัตินี้

ปัญหาสภาพอากาศแปรปรวน จากกิจกรรมในชีวิตประจำวันของมนุษย์ที่ปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกขึ้นสู่ชั้นบรรยากาศอย่างต่อเนื่อง ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศมากขึ้น รวมถึงการตัดไม้ทำลายป่า เกิดไฟป่า ส่งผลให้ก๊าซ CO2 พุ่งสูงสุดขึ้น สหภาพสากลว่าด้วยการอนุรักษ์ ให้ข้อมูลว่า อุณหภูมิโลกที่สูงขึ้นส่งผลให้สิ่งมีชีวิตอย่างน้อย 1 ใน 4 จะสูญพันธุ์

การอุปโภค-บริโภคอย่างสิ้นเปลือง ส่งผลให้ทรัพยากรธรรมชาติทั่วโลกเข้าสู่สภาวะขาดแคลน

จากการสูญเสียสมดุลทางชีวภาพ นักวิชาการบางท่านคำนวณไว้ว่า หากเราต้องการให้มีทรัพยากรอย่างเพียงพอเราต้องมีโลกถึง 3 ใบ

ปัญหาความเหลื่อมล้ำในสังคม สถานการณ์โควิด-19 ได้ ยิ่งซ้ำเติมให้ปัญหาดังกล่าวขยายวงกว้างขึ้น องค์การแรงงานระหว่างประเทศ หรือ ไอแอลโอ รายงานว่า คนตกงานทั่วโลกจะเพิ่มขึ้นราว 205 ล้านคน

ปัญหาเหล่านี้เราชาวโลกรับรู้กันมานานพอสมควร และส่งผลกระทบเป็นวงกว้างจนทุกประเทศได้รับผลกระทบกันหมดไม่ว่าทางตรงหรือทางอ้อม หนักหรือเบา เท่านั้น

ESG-BCG เชื่อมโยงกันอย่างไรกับความยั่งยืนของโลกและของธุรกิจ

ในปัจจุบันเราตระหนักกันแล้วว่า ธุรกิจมีความเสี่ยงจากการผันผวนของเศรษฐกิจที่เป็นผลกระทบมาจากปัญหาสิ่งแวดล้อม ปัญหาสังคม และปัญหาสิทธิมนุษยชน

ผู้ลงทุนจากสถาบันทั่วโลกที่ชื่อว่า UN PRI (Principles for Responsible Investment)

ภายใต้การสนับสนุนขององค์การสหประชาชาติ ได้สนับสนุนหลักปฏิบัติสำหรับการลงทุนอย่างมีความรับผิดชอบโดยเน้นการนำ ประเด็นด้าน ESG ซึ่งตั้งอยู่บนพื้นฐานที่ว่า ธุรกิจควรเติบโตควบคู่ไปกับการคำนึงถึง 3 ปัจจัยหลัก

E- Environment ธุรกิจที่ไม่สร้างผลกระทบและรักษาสิ่งแวดล้อม

S- Social ธุรกิจที่สร้างผลลัพธ์ที่ดีให้กับชุมชนและสังคม บริหารทรัพยากรบุคคลอย่างเป็นธรรมและเท่าเทียม รวมถึงดูแลความปลอดภัย และอาชีวอนามัย ตั้งแต่พนักงานของบริษัทไปจนถึงลูกค้า ชุมชน และผู้ที่ทำงานตลอดห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain)

G- Governance ธุรกิจที่มีการบริหารงาน กำกับดูแลอย่างซื่อสัตย์โปร่งใส รวมถึงการปฏิบัติตามกฎระเบียบ ต่อต้านการทุจริต รวมถึงมีวิธี การดำเนินงานที่มีวิธีจัดการความเสี่ยงในด้านต่าง ๆ ตลอดจนดูแลผลประโยชน์ผู้มีส่วนได้เสีย

ปัจจัยทั้งสามสิ่งนี้ ทั้งสิ่งแวดล้อม สังคม และบรรษัทภิบาล มีความเชื่อมโยงและเกื้อหนุนกัน พร้อมช่วยสนับสนุนธุรกิจให้เติบโต ส่งเสริมให้ภาคธุรกิจมีการเปิดเผยข้อมูลอย่างเป็นรูปธรรม เพื่อให้ผู้ที่เกี่ยวข้องและผู้ลงทุนมั่นใจได้ว่ามีส่วนร่วมสนับสนุนบริษัทที่ดำเนินธุรกิจอย่างมีความรับผิดชอบและเพื่อความยั่งยืนอย่างแท้จริง

SDG (Sustainable Development Goals) เป็นแนวทางให้แต่ละประเทศ ดำเนินการร่วมกัน โดยมีปัจจัยที่เชื่อมโยงกันใน 5 มิติ (5P) ได้แก่ 1. การพัฒนา (People) 2. การดูแลสิ่งแวดล้อม (Planet) 3. การสร้างเศรษฐกิจและความมั่งคั่ง (Prosperity) 4. การสร้างสันติภาพและความยุติธรรม (Peace) 5. ความเป็นหุ้นส่วน การพัฒนา (Partnership) ที่เกิดจากความร่วมมือของทุกภาคส่วนในการขับเคลื่อนวาระการพัฒนาที่ยั่งยืน

การพัฒนาที่ยั่งยืน (Sustainable Development) ถูกนำมาใช้เพื่อแก้ปัญหาและวิกฤตโลกที่เกิดขึ้น เป็นแนวทางการพัฒนาที่ตอบสนองความต้องการของคนรุ่นปัจจุบัน โดยไม่ลิดรอนความสามารถในการตอบสนองความต้องการของคนรุ่นหลัง

ประเทศสมาชิกองค์การสหประชาชาติได้ร่วมลงนามรับรองวาระการพัฒนาที่ยั่งยืน ค.ศ. 2030 (2030 Agenda for Sustainable Development) เป็นกรอบการพัฒนาของโลกเพื่อร่วมกันบรรลุการพัฒนาทางสังคม เศรษฐกิจ และสิ่งแวดล้อม อย่างยั่งยืน

ESG จึงเป็นตัวตัวชี้วัดและแนวทางการปฏิบัติงานในมิติด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และบรรษัทภิบาล ซึ่งครอบคลุมตามแนวทางการพัฒนาที่ยั่งยืน มีการดำเนินงาน รวมทั้งประเมินผลเป็นรูปธรรม และเป็นมาตรฐานของทุกธุรกิจ

สำหรับภาครัฐ การสนับสนุนแนวคิด ESG จะมีส่วนสำคัญในการขับเคลื่อนโมเดลเศรษฐกิจแห่งการพัฒนาอย่างยั่งยืน (Bio-Circular-Green Economy: BCG Model) ให้เกิดผลเป็นรูปธรรม มีกลยุทธ์ กระบวนการ ตัวชี้วัด ที่เชื่อมโยงกัน ทุกภาคส่วน

B-Bio economy การนำทรัพยากรชีวภาพมาผลิตให้คุ้มค่ามากที่สุดโดยใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรม

C-Circular economy ระบบเศรษฐกิจหมุนเวียน การใช้ทรัพยากรให้คุ้มค่าที่สุด การนำกลับมาใช้ใหม่และมีของเสียน้อยที่สุด

G-Green economy ระบบเศรษฐกิจสีเขียวใช้นวัตกรรมและเทคโนโลยี จัดการระบบเศรษฐกิจที่มีผลต่อสภาพแวดล้อมน้อยที่สุด

เป็นอย่างไรครับ คงพอเห็นภาพคร่าว ๆ ว่าเจ้าตัวย่อทั้งสามตัวสัมพันธ์กันอย่างไร และมีผลอย่างไรต่อการทำธุรกิจในปัจจุบันและอนาคต

หลายท่านอาจจะนึกขัดแย้งว่า ไม่จำเป็นต้องทำตามแนวนี้ก็สามารถอยู่ได้ ไม่เดือดร้อน ทำธุรกิจแบบเดิม ๆ ไม่ห่วงใยสังคมและสิ่งแวดล้อม

ความจริงมันฝืนต่อไปไม่ได้ในการทำธุรกิจ เพราะต้นทุนการผลิตของท่านจะสูงกว่าจนแข่งขันไม่ได้

สังคมและลูกค้าไม่ยอมรับ ไม่ซื้อสินค้าหรือบริการของท่าน และกฎหมาย กติกาบ้านเมือง ภาษีจะบังคับให้ท่านต้องทำตามในที่สุด

ผมคงไม่ต้องยกตัวอย่างให้ท่านเห็นการทำธุรกิจตามแนวทางนี้มากนัก เพราะปัจจุบันบริษัทใหญ่ในบ้านเรา อย่าง SCG หรือเครือ CP ได้ดำเนินธุรกิจตามแนวทางนี้ ลองเข้าไปดูเว็บไซต์ของบริษัทเหล่านี้ดูครับ

ความจริงหลักการสากลที่ผมเล่าไปให้ฟังพอสังเขป พอมาดูกันลึก ๆ แล้วพบว่าต่างอยู่บนหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงที่พ่อหลวงรัชกาลที่ 9 ทรงวางเป็นหลักการให้เราชาวไทยได้ปฏิบัติตาม

คงพอจำกันได้นะครับว่าปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงประกอบด้วย 1. การพอประมาณ 2. การมีเหตุผล และ 3. การมีภูมิคุ้มกันที่ดี

โดยใช้ความรู้และคุณธรรมมาทำธุรกิจหรือการดำรงชีวิตตามแนวปรัซญาเศรษฐกิจพอเพียง

เพื่อพัฒนาอย่างสมดุลปรับตัวตามความเปลี่ยนแปลงทั้งในด้าน เศรษฐกิจ สังคม วัฒนธรรม และสิ่งแวดล้อม

ผมขอสรุปให้ภาพความเชื่อมโยงของหลักการทั้งหมดที่เล่าสู่กันฟังดังนี้

พยายามเปลี่ยนความกดดันและความผันผวนของสภาพเศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม ให้เป็นโอกาสใหม่ ๆ ในการทำธุรกิจ นำหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงมาเป็นพื้นฐาน ทำธุรกิจตามแนวทาง ESG และสอดคล้องกับเป้าหมายและแนวทางของประเทศไทย BCG ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการแข่งขันและสร้างผลตอบแทนที่ยั่งยืนตามเป้าหมายความยั่งยืนของโลก SDG

ธุรกิจสามารถเติบโตควบคู่ไปกับสังคมและสิ่งแวดล้อมได้อย่างยั่งยืน



อัพเดตข่าวสารการตลาดทุกวันได้ที่ Website: Marketeeronline.co
Facebook: www.facebook.com/marketeeronline

ติดตาม Marketeer Online ทาง Line@ : @marketeer

เพิ่มเพื่อน