SEO Marketing ในธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ โดย ศ. วิทวัส รุ่งเรืองผล
ในกระบวนการการตัดสินใจซื้ออสังหาริมทรัพย์ของลูกค้า ขั้นตอนแรกหลังจากลูกค้าเกิดความต้องการ หรือสนใจซื้อ คือการแสวงหาข้อมูลเพื่อนำมาประกอบการตัดสินใจ ในปัจจุบันการสืบค้นข้อมูลผ่านระบบออนไลน์เป็นวิธีการเริ่มต้นที่ลูกค้าส่วนใหญ่นิยมใช้ ในกลุ่มลูกค้าชาวไทย Google เป็นเครื่องมือในการสืบค้นข้อมูลที่ได้รับความนิยมมากที่สุด
หากโครงการของผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ ปรากฏอยู่ในบรรทัดแรกของการสืบค้นข้อมูล จะช่วยเพิ่มโอกาสในการเป็นตัวเลือกในการตัดสินใจซื้อ แต่ธุรกิจพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ก็มีการแข่งขันรุนแรง ทั้งจากผู้ประกอบการที่เป็นคู่แข่งทางตรง และจากอสังหาริมทรัพย์มือสองและลูกค้าที่จองอสังหาริมทรัพย์ไว้แล้ว นำใบจองมาขายต่อ รวมถึงนายหน้าอสังหาริมทรัพย์ที่มีอยู่อีกเป็นจำนวนมาก
โดยธรรมชาติของลูกค้านิยมสืบค้นข้อมูลโดยใช้ชื่อทำเลและประเภทอสังหาริมทรัพย์ที่สนใจ เช่น “คอนโดมิเนียม เอกมัย” โดยคำค้นในลักษณะดังกล่าวทำให้มีข้อมูลทั้งอสังหาริมทรัพย์มือหนึ่งและมือสองจำนวนมาก ขึ้นมาในหน้าสืบค้น นักการตลาดในธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ หากต้องการให้โครงการ ที่ต้องการขายปรากฏอยู่ในบรรทัดแรกของการสืบค้น การทำ SEO Marketing จึงเป็นคำตอบ
SEO Marketing คืออะไร
SEO มาจากคำว่า Search Engine Optimization คือ กระบวนทางการตลาดดิจิทัลที่ทำให้หน้าเพจที่ผู้ประกอบการสร้างขึ้น ปรากฏในหน้าแรกหรือบรรทัดแรก ๆ ในการสืบค้น เพื่อเพิ่มโอกาสในการถูกพบ และถูกคลิกเข้าไปรับชมข้อมูล ที่ผู้ประกอบการนำเสนอ โดยหวังว่าหรือข้อมูลดังกล่าวจะจูงใจให้ผู้สนใจดำเนินการต่อ ตามที่ผู้ประกอบการออกแบบไว้
เช่น การลงทะเบียนเพื่อเข้าชมโครงการ การติดต่อสอบถาม การเข้าชมโครงการ จนนำมาสู่การขายในที่สุด จึงอาจเรียกได้ว่า SEO Marketing เป็นกระดุมเม็ดแรกของความสำเร็จในการขายอสังหาริมทรัพย์
เข้าใจพฤติกรรมการสืบค้นของลูกค้าด้วย Keyword
การทำ SEO Marketing ได้อย่างมีประสิทธิภาพ และมีความคุ้มค่า ทั้งด้วยการ สืบค้นแบบ Organic Traffic และแบบ Paid Traffic ต้องเริ่มต้นจากการเข้าใจคำค้น (Keyword) ที่ลูกค้าใช้ในการสืบค้นเสียก่อน โดย Keyword สามารถแบ่งออกได้ 3 ประเภท ได้แก่
- Seed keyword เป็นคำกว้าง ๆ ที่ลูกค้าใช้ในการสืบค้นข้อมูล สำหรับสินค้าประเภทนั้น เช่น “บ้านเดี่ยว ปทุมธานี” “อาคารชุด รถไฟฟ้าสายสีเขียว”
- Niche keyword คือคำที่ขยายความ Seed keyword โดยมีลักษณะสำคัญคือ เป็นคำที่บอกถึงกลุ่มหรือหมวดสินค้าที่เจาะจงขึ้น เช่น การระบุทำเลที่แคบลง หรือแบรนด์ของผู้ประกอบการ เช่น “บ้านเดี่ยว แสนสิริ รังสิต” “อาคารชุด ออริจิ้น พหลโยธิน”
- Niche Longtail keyword คือ keyword ที่เฉพาะเจาะจง ระบุชัด โดยอาจระบุแบรนด์ระดับโครงการ ตัวอย่างเช่น “เศรษฐศิริ รังสิต” “คอนโด โนเบิล สถานีคูคต” ซึ่งการระบุคำที่ลงลึกดังกล่าวจะช่วยให้โครงการของผู้ประกอบการมีความเป็นไปได้สูงที่จะปรากฏอยู่ในหน้าแรกของการสืบค้น
หากพิจารณาจากกลุ่มคำที่ลูกค้านิยมใช้ในการสืบค้นสำหรับการหาที่อยู่อาศัย จะเห็นได้ว่ากลุ่มคำที่ค่อนข้างกว้างคือ คำที่ระบุย่าน และประเภทอสังหาริมทรัพย์ ส่วนคำที่เฉพาะขึ้น ได้แก่ คำระบุย่านที่เฉพาะเจาะจง
เช่น การระบุชื่อสถานีรถไฟฟ้า และแบรนด์ของผู้ประกอบการ ส่วนคำที่เฉพาะเจาะจงที่สุดคือ ชื่อแบรนด์ย่อย (Sub-Brand) ของโครงการ คำค้นที่เฉพาะเจาะจงมากขึ้น ยิ่งทำให้โครงการนั้น ๆ มีโอกาสขึ้นมาอยู่ในบรรทัดแรก ๆ ด้วยต้นทุนต่ำมากขึ้นเท่านั้น
ในการสืบค้นแบบ Organic Traffic ที่ผู้ประกอบการไม่ได้จ่ายเงินให้กับกูเกิล คำที่กว้าง โอกาสที่เพจจะขึ้นมาเป็นอันดับแรกก็ยิ่งต่ำ เนื่องจากมีการแข่งขันสูง มีผู้ประกอบการจำนวนมากที่ใช้คำเดี่ยวกันเป็นจำนวนมาก โอกาสที่การใช้คำกว้าง ๆ และติดขึ้นมาเป็นอันดับต้น ๆ ส่วนใหญ่ต้องใช้ Paid Traffic คือการจ่ายเงินให้กับกูเกิล โดยจะนับเป็นจำนวนครั้งของการขึ้นมาเป็นอันดับแรก ตามงบประมาณที่จ่าย เช่น 100,000 ครั้งสำหรับงบประมาณ50,000 บาท ซื้อคำว่า “บ้านเดี่ยวปทุมธานี” สำหรับโครงการบ้านเดี่ยวย่านบางพูน
ด้วยคำที่ครอบคลุมทั้งจังหวัด โอกาสที่โควตา 100,000 ครั้งอาจใช้หมดภายใน 2 สัปดาห์ และเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายที่ไม่สนใจทำเลดังกล่าวเป็นจำนวนมาก ทำให้เป็นการยิงโฆษณาเกิดความสิ้นเปลือง การซื้อคำว่า “บ้านเดี่ยวบางพูน” สำหรับโครงการพื้นที่บางพูน
เพจก็จะปรากฏขึ้นเฉพาะลูกค้าที่สืบค้นด้วยคำดังกล่าว การเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายที่ไม่ตรงความต้องการก็จะลดลง แต่ก็อาจพบปัญหาว่าคำแคบเกินไปและเป็นคำที่ลูกค้าไม่นิยมใช้ เนื่องจากคำว่าบางพูนเป็นย่านที่คนไม่ค่อยรู้จัก และการซื้อบ้านเดี่ยวในย่านนี้ส่วนใหญ่ลูกค้าจะใช้คำว่า “รังสิต” ในการสืบค้น หากผู้ประกอบการพบพฤติกรรมดังกล่าว ก็อาจต้องซื้อคำค้น ทั้งคำว่า “บางพูน” และ “รังสิต” เพื่อให้มีโอกาสในการเข้าถึงกลุ่มลูกค้าได้ดีขึ้น
กลยุทธ์ ในการทำ SEO Marketing
การทำ SEO Marketing ให้มีประสิทธิภาพ สามารถดำเนินการได้ใน 2 ลักษณะ คือ
1. SEO On-Page เป็นการออกแบบเพจให้มีเนื้อหา ข้อความ สอดคล้องกับคำค้น ที่ลูกค้านิยมสืบค้น ในกระบวนการการหาข้อมูลในการตัดสินใจซื้ออสังหาริมทรัพย์ โดยคุณภาพและความน่าสนใจของเนื้อหา ที่เมื่อลูกค้าเข้าชมแล้วจะอยู่กับเพจดังกล่าวเป็นเวลานาน และมีลูกค้าจำนวนมากเข้าชม
ระบบการสืบค้นของกูเกิลจะพิจารณาว่าเพจดังกล่าวเป็นเพจที่มีคุณภาพ โดยระดับคะแนนคุณภาพจะมีผลต่อการจัดอันดับการปรากฏในบรรทัดแรก ๆ ของการสืบค้น โดยเนื้อหาในเพจส่วนใหญ่จะประกอบด้วย ข้อความ ภาพ คลิปวิดีโอ รวมถึงอาจมีบทความที่ให้ความรู้กับลูกค้าในเรื่องที่เกี่ยวข้อง เช่น เทคนิคการเตรียมเอกสารประกอบการกู้ซื้อบ้าน นอกจากเนื้อหาคุณภาพที่มีข้อความ สอดคล้องกับคำค้นหลัก ที่เชื่อว่าลูกค้าใช้ประกอบการสืบค้นแล้ว การเขียนโค้ดหลังบ้านในโครงสร้างของเพจก็เป็นอีกเทคนิคหนึ่งที่ช่วยให้เพจนั้นมีโอกาสปรากฏในการสืบค้นสูงขึ้น
- SEO Off-Page การทำ SEO ภายนอกเพจ โดยที่มีลิงก์จากเพจอื่น อ้างอิงข้อมูลจากเพจของเรา หรือที่เรียกกันว่า Backlink ยิ่งเพจที่มีผู้เข้าชมเป็นจำนวนมากและมีเนื้อหาสอดคล้องเกี่ยวข้องกับเรื่องนั้น ๆ เช่น กรณีที่เราเป็นเพจขายโครงการอสังหาริมทรัพย์แล้วเพจภายนอกเป็นเพจเกี่ยวกับการรีวิวอสังหาฯ หรือเป็นกูรูด้านธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ที่มีผู้ติดตามเป็นจำนวนมาก อ้างอิง หรือปะลิงก์เพจของเรา ระบบของ Google จะให้คะแนนคุณภาพเพจของเราสูง ทำให้มีโอกาสที่จะปรากฏในการสืบค้นมากขึ้น
เครื่องมือสำหรับช่วยในการทำ SEO Marketing
ในการทำ SEO Marketing มีเครื่องมือหรือโปรแกรมที่ช่วยให้การทำงานมีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยสามารถจำแนกประเภทของเครื่องมือได้ดังนี้
- SEO Keyword เป็นเครื่องมือที่ช่วยสำรวจความนิยมหรือแนวโน้มของคำค้น ที่คู่แข่งในธุรกิจเดียวกันนิยมใช้ และข้อความที่ลูกค้านิยมใช้ในการสืบค้น โดยโปรแกรมที่เป็นตัวช่วยมีทั้งโปรแกรมฟรีและโปรแกรมที่มีค่าใช้จ่าย เช่น Google Keyword Planner, Google Trend, Ubersuggest เป็นต้น
- Backlink Tools เป็นเครื่องมือตรวจสอบคุณภาพของลิงก์ภายนอก ที่มีการอ้างอิงหรือเชื่อมต่อมาสู่เพจขององค์กรว่า มีคุณภาพดีมากน้อยเพียงใด โปรแกรมที่เป็นตัวช่วย ได้แก่ Google Search Console, AHREFS
- SERP Rank Tracking เป็นเครื่องมือที่ช่วยวัดประสิทธิภาพและความนิยมของคำค้น เพื่อดูว่าคำค้นนั้น ๆ ได้รับความนิยมอยู่ในลำดับใด ในช่วงเวลานั้น ๆ โปรแกรมที่เป็นตัวช่วย ได้แก่ Google Search Console, Ubersuggest
- On-Page Analysis เป็นเครื่องมือในการตรวจสอบเพจของเราว่า มีการใส่คำค้นสำคัญไว้มากน้อยเพียงใด เนื้อหามีความยาวเหมาะสมหรือไม่ โปรแกรมที่เป็นตัวช่วย ได้แก่ MOZ, Similar Web, Pagespeed Insight
- SEO Audit เป็นเครื่องมือในการตรวจสอบคุณภาพของเพจว่า ทำงานอย่างมีประสิทธิภาพหรือไม่ หากระดับคุณภาพในการขึ้นสู่หน้าแรกลดลง จะได้นำมาปรับปรุงเพื่อให้รักษาลำดับในหน้าแรกของการสืนค้น โปรแกรมที่เป็นตัวช่วยได้แก่ Screaming Frog, GTmetrix, Google Search Console
จะเห็นได้ว่า การทำการตลาดออนไลน์ ช่วยกันสร้างเนื้อหาผ่านเพจหรือเว็บไซต์ ให้ลูกค้าเข้าถึง ซึ่งเป็นกลยุทธ์หลักในการสื่อสารการตลาด ในธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ยังต้องมีทั้งกลยุทธ์และเทคนิคเพิ่มประสิทธิภาพในการเข้าถึงลูกค้า ท่ามกลางการแข่งขันกับเพจของคู่แข่งที่มีอยู่เป็นจำนวนมาก
นอกจากเนื้อหาที่ดีแล้วกลยุทธ์และเทคนิคด้าน SEO Marketing ก็มีความสำคัญเป็นอย่างมาก วิธีการนี้ทำให้ผมนึกถึงสมัยค่ายเพลงที่ต้องจ้างดีเจ สถานีวิทยุดังให้เปิดเพลงของศิลปินที่ต้องการโปรโมต ภายใต้แนวคิดที่ว่า “ฟังครั้งแรกยังไม่โดน แต่พอได้ยินบ่อย ๆ ก็เพราะไปเอง” การตลาดออนไลน์ก็ไม่ต่างกันครับ โครงการดีไม่ดียังไม่รู้ โครงการใดที่ทำให้ลูกค้าคลิกเข้าไปชมก่อนย่อมได้เปรียบ
–
อัพเดตข่าวสารการตลาดทุกวันได้
Website : Marketeeronline.co /
