เข้าสู่ช่วงต้นปี 2026 บรรยากาศในแวดวงอุตสาหกรรมเครื่องใช้ไฟฟ้าในบ้านของไทยกลับมาคึกคักอีกครั้ง เมื่อผู้เล่นรายหลักในหลากหลายกลุ่ม ต่างทยอยประกาศแผนธุรกิจและทิศทางการตลาดประจำปี 

สัญญาณที่ส่งออกมาอย่างชัดเจนคือ การเตรียมพร้อมรับมือกับการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญ ทั้งในแง่ของเทคโนโลยี พฤติกรรมผู้บริโภคที่ซับซ้อนขึ้น การขยับตัวครั้งนี้จึงไม่ได้เป็นเพียงการเปิดตัวสินค้าใหม่ แต่เป็นการปรับกระบวนทัพเพื่อชิงความได้เปรียบในตลาดที่มีมูลค่าสูง การแข่งขันรุนแรง และความท้าทายจากภาวะเศรษฐกิจ

 

Major & Small appliance โจทย์การตลาดที่ต่างกัน

ของตลาดเครื่องใช้ไฟฟ้าในบ้าน 8.4 หมื่นล้าน

ตลาดเครื่องใช้ไฟฟ้าภายในบ้านไทย มูลค่าตลาด / ล้านบาท
ปี 2025 84,000 ล้านบาท

แบ่งเป็น Major appliance (ไม่รวมทีวี) 66,000 ล้านบาท

Small appliance 18,000 ล้านบาท

กลุ่มเครื่องใช้ไฟฟ้าชิ้นใหญ่ 

(Major appliance) 

มูลค่าตลาด / ล้านบาท
แอร์ 34,000
เครื่องซักผ้า 16,000
ตู้เย็น 16,000
กลุ่มเครื่องใช้ไฟฟ้าชิ้นเล็ก 

(Small appliance) 

มูลค่าตลาด / ล้านบาท
พัดลม 8,000
หม้อหุงข้าว 4,000
เตารีด 2,000
กลุ่มอื่น ๆ อาทิ เครื่องทำน้ำอุ่น, ไมโครเวฟ, เครื่องฟอกอากาศ 4,000
Marketeer FYI : ภาพรวมมูลตลาดเครื่องใช้ไฟฟ้าในบ้านไทย ปี 2025 เป็นส่วนแบ่งแบรนด์ญี่ปุ่นและเกาหลีใต้ รวมกันราว 50% และแบรนด์จีนราว 50%
ที่มา : Marketeer รวบรวม อ้างอิงจากบริษัทวิจัยตลาด GfK (Growth for Knowledge) ซึ่งเผยแพร่และมีการคาดการณ์เพิ่มเติมโดยกลุ่มแบรนด์ผู้นำตลาด, กุมภาพันธ์ 2026

ภาพรวมมูลค่าตลาดเครื่องใช้ไฟฟ้าในบ้านของไทย อยู่ที่ราว 83,000 ล้านบาท (ไม่รวมทีวี) ประเมินว่าปีนี้จะกลับมาเติบโตในระดับตัวเลขหลักเดียว จากปัจจัยส่งเสริมอย่างสภาพอากาศที่คาดการณ์ว่าจะร้อนขึ้นและร้อนยาวนานกว่าปีก่อน ซึ่งส่งผลบวกต่อยอดขายกลุ่มชิ้นใหญ่อย่างแอร์และตู้เย็น กลุ่มชิ้นเล็กอย่างพัดลม

ทั้งพฤติกรรมผู้บริโภคเปลี่ยนเครื่องใช้ไฟฟ้าเร็วขึ้น จากเดิม 7-8 ปี เหลือ 5-6 ปี ซึ่งประจวบเหมาะกับรอบการซื้อสินค้าครั้งใหญ่ไปในช่วงวิกฤตโรคระบาด ทำให้เริ่มเข้าสู่รอบการเปลี่ยนสินค้าใหม่ในปีนี้

ตลอดจนกระแสความต้องการในเครื่องใช้ไฟฟ้าที่ตอบโจทย์ด้าน AI และการเชื่อมต่อแบบ IoT (Internet of Things) ควบคู่ไปกับเทรนด์ความยั่งยืนที่ผู้ซื้อให้ความสำคัญกับการประหยัดพลังงานและความเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้น ซึ่งปัจจัยเหล่านี้ได้กลายเป็นตัวกำหนดกติกาการแข่งขันใหม่สำหรับผู้ประกอบการทุกราย

เมื่อเราลองเจาะลึกลงไปในโครงสร้างตลาด กลุ่มสินค้าเครื่องใช้ไฟฟ้าชิ้นใหญ่ หรือ Major appliance ยังคงทำหน้าที่เป็นเส้นเลือดใหญ่ที่หล่อเลี้ยงอุตสาหกรรม นำโดยแอร์, ตู้เย็น, เครื่องซักผ้า 

ในขณะที่ กลุ่มเครื่องใช้ไฟฟ้าชิ้นเล็ก หรือ Small appliance มีสินค้าพื้นฐานอย่างพัดลมและหม้อหุงข้าวเป็นตัวขับเคลื่อนปริมาณการขายหลัก แต่สิ่งที่น่าจับตาคือการที่ผลิตภัณฑ์เริ่มขยับตำแหน่งสู่การเป็นกลุ่มสินค้าไลฟ์สไตล์เต็มตัว เพื่อเข้ามาตอบโจทย์การใช้ชีวิตของคนเมืองและคนรุ่นใหม่ ซึ่งกำลังขยายตัว

ความท้าทายที่สุดของแบรนด์ในปีนี้ ไม่ใช่เพียงแค่การขายสินค้า แต่คือการบริหารจัดการกลยุทธ์การตลาดที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิงระหว่าง “ชิ้นใหญ่” และ “ชิ้นเล็ก” ถึงแม้ทั้งสองกลุ่มจะมีจุดร่วมในเรื่องของการมุ่งสู่เทคโนโลยี AI และการประหยัดพลังงานเหมือนกันก็ตาม 

สำหรับกลุ่มชิ้นใหญ่ ถือเป็นเกมที่มีความซับซ้อนในเชิงปฏิบัติการ เพราะเป็นสินค้าประเภท High Involvement ที่ผู้บริโภคใช้เวลาตัดสินใจนานและต้องการความเชื่อมั่นสูงสุด 

ทำให้หลายแบรนด์ต้องงัดกลยุทธ์พรีเซนเตอร์ มาร์เก็ตติ้ง โดยดึงศิลปินหรืออินฟลูเอนเซอร์ระดับแม่เหล็กมาเป็นตัวกลางในการการันตีคุณภาพและเชื่อมโยงสินค้าให้เข้าถึงผู้บริโภคได้ง่ายขึ้น เพื่อสร้างความไว้วางใจตั้งแต่ด่านแรก

ทว่า การจะสร้างผลลัพธ์ที่มีประสิทธิภาพในตลาดสินค้าชิ้นใหญ่ ไม่ได้หยุดอยู่แค่การใช้พรีเซนเตอร์ เพราะความท้าทายยังอยู่ที่การบริหารจัดการ “พื้นที่จัดวางสินค้า” ที่ต้องใช้สเปซจำนวนมากในการโชว์ศักยภาพสินค้า จึงมาพร้อมกับต้นทุนหน้าพื้นที่ขายที่สูง 

อีกทั้งยังต้องพึ่งพาพนักงานขายที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะทาง ในการอธิบายการใช้งาน และที่สำคัญที่สุดคือ ระบบโลจิสติกส์และการติดตั้ง ที่ต้องมีความเป็นมืออาชีพ 

เพราะสินค้าชิ้นใหญ่ยังมีบริการหลังการขายและการติดตั้งที่เป็นหัวใจสำคัญซึ่งแบรนด์ใช้สร้างกำแพงแห่งความเชื่อมั่น และทำให้เป็นสิ่งที่ผู้เล่นหน้าใหม่เจาะตลาดเข้ามาได้ยาก

ในด้าน ตลาดสินค้าชิ้นเล็ก เป็นสมรภูมิที่วัดกันด้วยความเร็วและภาพลักษณ์ สินค้ากลุ่มนี้มีความซับซ้อนด้านการติดตั้งน้อยกว่า เป็นแบบ Plug & Play ที่ซื้อแล้วใช้งานได้เลย 

ความท้าทายในการทำการตลาดของสินค้ากลุ่มชิ้นเล็ก สามารถมองได้ในสองมิติ คือการแข่งขันด้านราคาในตลาดต่างจังหวัดที่แบรนด์ท้องถิ่นครองความได้เปรียบ และการแข่งขันด้านไลฟ์สไตล์สำหรับตลาดในกรุงเทพฯ 

ซึ่งจุดนี้เองที่ทำให้การรุกคืบของแบรนด์จีน ที่เริ่มมาลุยตลาดชิ้นเล็กอย่างเต็มตัว ได้เปลี่ยนเกมจากการนำเสนอความคุ้มค่าด้านผลิตภัณฑ์ และใช้วิธีแบบป่าล้อมเมืองในตลาดชิ้นใหญ่ มาเป็นการขายดีไซน์และภาพลักษณ์ผลิตภัณฑ์ที่สะท้อนตัวตนผู้ใช้อย่างมีรสนิยม และเลือกเจาะกลุ่มเป้าหมายคนเมืองเป็นหลัก สำหรับสินค้าชิ้นเล็ก

ทั้งทิศทางการทำการตลาดของสินค้ากลุ่มชิ้นเล็กในแทบทุกแบรนด์ข้ามชาติ มองว่าจะได้เห็นการใช้วิธีดึงศิลปินหรืออินฟลูเอนเซอร์มาสร้างภาพลักษณ์สินค้าให้เป็นเหมือนของแต่งบ้าน มากกว่าแค่เครื่องใช้ไฟฟ้า และปรับตำแหน่งไปสู่การเป็นสินค้า Emotional เพื่อดึงดูดให้ผู้บริโภคยอมจ่ายเพื่อความดูดีในการนำมาจัดวางภายในบ้าน ไม่ใช่เพียงแค่ซื้อมาสำหรับใช้งานทั่วไปเท่านั้น