ถามคนไทยว่าเชียร์ทีมไหนในฟุตบอลโลก กระแสหลักคงหนีไม่พ้นชาติมหาอำนาจอย่างอังกฤษ บราซิล อาร์เจนตินา สเปน หรือเยอรมนี
แต่ถ้าพูดถึงตัวแทนจากเอเชียที่คนไทยชอบมากที่สุด คงหนีไม่พ้น “ญี่ปุ่น”
หากเทียบกับทีมอื่นในเอเชีย ญี่ปุ่นน่าจะเป็นทีมที่มีคนไทยรู้จัก ติดตาม และเป็นกำลังใจให้มากที่สุดแล้ว
ที่มาที่ไปที่ทำให้คนไทยรู้สึกผูกพันกับญี่ปุ่น ส่วนหนึ่งเป็นเรื่องของวัฒนธรรม หรือ Soft Power
ไทยได้รับอิทธิพลจากญี่ปุ่นในหลายด้าน โดยเฉพาะคนไทยในวัยเด็กที่เติบโตมากับการ์ตูนญี่ปุ่น
หนึ่งในนั้นคือมังงะระดับตำนานอย่าง “กัปตันซึบาสะ” ที่ช่วยจุดประกายความฝันเรื่องฟุตบอลให้กับใครหลายคน
ในด้านของฟุตบอล ญี่ปุ่นก็มีอิทธิพลต่อไทยอยู่ไม่น้อยเหมือนกัน
ด้วยความเป็นทีมจากทวีปเอเชียเหมือนกัน ทำให้ญี่ปุ่นกับไทยเจอกันอยู่ตลอดในรายการระดับทวีป
คนไทยจึงคุ้นหน้าคุ้นตาและรู้จักกับนักเตะญี่ปุ่นเป็นอย่างดี
พอมีนักเตะญี่ปุ่นค้าแข้งในลีกใหญ่ของยุโรป คนไทยก็พร้อมติดตาม สนใจ และให้กำลังใจเป็นพิเศษ
ความผูกพันระหว่างแฟนบอลไทยกับนักเตะญี่ปุ่นมีตั้งแต่ยุคแรกๆ อย่าง ฮิเดโตชิ นากาตะ
เป็นจุดเริ่มต้นที่เป็นสัญลักษณ์ให้เห็นว่า “นักเตะเอเชียก็สามารถไปเล่นลีกใหญ่ได้”
รุ่นต่อมา เช่น ชินจิ คากาวะ, เคสึเกะ ฮอนดะ และชินจิ โอกาซากิ
จนถึงสตาร์รุ่นปัจจุบันอย่าง ทาเคฟุสะ คุโบะ, วาตารุ เอ็นโดะ, ทาคุมิ มินามิโนะ และคาโอรุ มิโตมะ
หนึ่งในเหตุผลที่ทำให้คนไทยรู้สึกใกล้ชิดกับญี่ปุ่นมากเป็นพิเศษ คือญี่ปุ่นไม่ได้เป็นทีมคู่แข่งในสนามอย่างเดียว
เพราะวงการฟุตบอลไทยยังมองญี่ปุ่นเป็น “ต้นแบบ” ที่สำคัญในการพัฒนาลูกหนังบ้านเรา
มีหลายครั้งที่ไทยมองรูปแบบการพัฒนาฟุตบอลของญี่ปุ่นเป็นแบบอย่างและนำมาปรับใช้เข้ากับของไทย
หรือหากนักเตะไทยจะออกไปค้าแข้งต่างประเทศ ไปท้าทาย หรือไปเติบโต หนึ่งในปลายทางอันดับแรกก็จะเป็นลีกของญี่ปุ่น
ตั้งแต่ยุคบุกเบิกอย่าง วิทยา เลาหกุล และนที ทองสุขแก้ว
มาจนถึงยุคที่สร้างปรากฏการณ์อย่าง ชนาธิป สรงกระสินธ์ และธีราทร บุญมาทัน
หรือแม้แต่การจ้างโค้ชญี่ปุ่นมาคุมทีมชาติไทยชุดใหญ่ เช่น อากิระ นิชิโนะ และมาซาทาดะ อิชิอิ
ความรู้สึกของแฟนบอลชาวไทยที่มองญี่ปุ่นจึงมีมากกว่าแค่ติดตามเพราะชอบในฝีเท้าและผลงาน
ทั้งมองเป็นคู่แข่งที่น่ากลัวเวลาต้องเจอกันเอง
ให้กำลังใจเป็นพิเศษเวลามีนักเตะญี่ปุ่นเล่นในลีกใหญ่ หรือทีมชาติญี่ปุ่นเล่นในฟุตบอลโลก
และมองเป็นต้นแบบและมาตรฐานในการพัฒนาวงการฟุตบอล
สาเหตุหลักที่ญี่ปุ่นมาไกลในระดับโลกได้ขนาดนี้ ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ หรือเกิดจากใครคนใดคนหนึ่ง
แต่เกิดจากความตั้งใจ การวางรากฐานตั้งแต่ระดับเยาวชน ทำอย่างมีวินัย อดทน และแน่วแน่ตามแผนยุทธศาสตร์ระยะยาว
สะท้อนให้เห็นถึงแนวคิดของญี่ปุ่นที่คิดจะทำอะไรต้องทำอย่างเป็นระบบและอดทน ไม่เปลี่ยนไปเปลี่ยนมาจนกลายเป็นไร้ทิศทาง
ขณะเดียวกันยังมาพร้อมกับความอ่อนน้อมถ่อมตนและความใส่ใจผู้อื่นตามแบบฉบับของญี่ปุ่น
ทุกครั้งที่ญี่ปุ่นไปแข่งขันทัวร์นาเมนต์ใหญ่ นอกจากเรื่องผลงานในสนามแล้ว มีอีกสิ่งหนึ่งที่สื่อต่างประเทศและทั่วโลกต่างพากันสนใจและชื่นชมเป็นอย่างมาก
คือ “ห้องแต่งตัวที่สะอาดเอี่ยม” ของนักเตะญี่ปุ่นหลังจากใช้งานเสร็จ
ทุกอย่างกลับคืนสู่สภาพใหม่เอี่ยมเหมือนไม่เคยมีใครมาใช้งาน พร้อมกับข้อความ “ขอบคุณ” เจ้าภาพในทุกครั้งที่ลงเตะ
นอกจากนี้ยังมีภาพ “แฟนบอลญี่ปุ่นช่วยกันเก็บขยะ” บนอัฒจันทร์หลังจบเกม ไม่ว่านัดนั้นผลของทีมจะออกมาเป็นแพ้หรือชนะก็ตาม
สะท้อนให้เห็นถึงวัฒนธรรมญี่ปุ่นที่เรียกว่า “Omotenashi” หรือศิลปะแห่งการใส่ใจจากผู้ให้โดยผู้รับไม่ต้องร้องขอ
ในที่นี้ก็คือการให้เกียรติสถานที่ ให้เกียรติเจ้าภาพ และให้เกียรติพนักงานทำความสะอาดสนาม โดยไม่ต้องให้ใครมาร้องขอ
สิ่งเหล่านี้ที่ญี่ปุ่นทำให้เห็นคือการแสดงภาพลักษณ์ของประเทศตัวเองออกมาในเวทีระดับโลก
เป็นสิ่งที่ได้พื้นที่หน้าสื่อไปแบบฟรีๆ ไม่ต้องเสียเงินทำแคมเปญโปรโมท และที่สำคัญคือได้รับคำชื่นชมจากคนทั่วโลก สร้างเป็นภาพลักษณ์ที่ดีให้กับประเทศ
ท้ายที่สุดแล้ว สิ่งที่ทำให้หลายคนเชียร์ญี่ปุ่นอาจไม่ใช่เพราะอยากเห็นตัวแทนเอเชียชนะฝรั่ง
แต่กำลังเชียร์ “ทัศนคติ” เชียร์ “ความพยายาม” และเชียร์ “วัฒนธรรม” ของญี่ปุ่นให้ผงาดในเวทีระดับโลก
แม้ว่าญี่ปุ่นอาจจะยังไม่ได้ไปถึงรอบชิงชนะเลิศในฟุตบอลโลก หรือตำแหน่งแชมป์โลก
แต่หากดูในด้านภาพลักษณ์ที่สื่อออกไปให้คนทั่วโลกได้เห็น ญี่ปุ่นถือว่าประสบความสำเร็จอย่างสูงในแบบที่ไม่น่ามีใครทำได้ดีกว่านี้อีกแล้ว
