เคยเป็นไหม…ไม่ได้คิดที่จะซื้อสกินแคร์ ของที่มีก็ไม่ได้ใกล้หมด และไม่ได้มีปัญหาผิวอะไรเป็นพิเศษ

แต่วันหนึ่งเลื่อนฟีดแล้วเห็นแบรนด์ที่ชอบกำลังลดราคา 30% ถัดไปอีกสามวันก็เห็นโฆษณาเดิม ผ่านไปอีกสัปดาห์ก็ยังเห็นโปรเดิม พร้อมข้อความว่า “เหลืออีก 2 วัน”

สุดท้าย…กดสั่ง จ่ายตังค์ ทั้งที่ขวดเดิมก็ยังใช้ไม่หมด

หลายคนอาจคิดว่าเป็นเพราะ “โดนโปรโมชั่นตก” แต่ความจริงแล้ว โปรโมชั่นอาจไม่ใช่ตัวการหลัก เบื้องหลังจิตวิทยาการตลาด แบรนด์อาจใช้กลยุทธ์มากกว่านั้น

สมมติเปลี่ยนจากแบรนด์ที่ชอบเป็นแบรนด์ที่เราไม่เคยรู้จัก ต่อให้ลดราคาเท่ากัน ก็อาจจะเลื่อนผ่านเหมือนเดิม

นั่นแปลว่า สิ่งที่ทำให้การตัดสินใจซื้อครั้งนี้เกิดขึ้น อาจเริ่มต้นขึ้นนานก่อนหน้าวันที่เห็นโปรโมชั่นเสียอีก

นักจิตวิทยา Robert Zajonc อธิบายเรื่องนี้ไว้ในทฤษฎีที่ชื่อว่า Mere Exposure Effect หรือ “ยิ่งเห็นบ่อย ยิ่งรู้สึกดี”

ทฤษฎีนี้บอกว่า มนุษย์มีแนวโน้มจะชอบสิ่งที่คุ้นเคย โดยไม่จำเป็นต้องมีเหตุผลมารองรับเสมอไป

แบรนด์ที่ผ่านตาบ่อย ๆ ไม่ว่าจะจากโฆษณา รีวิว อินฟลูเอนเซอร์ที่เราเชื่อถือ เพื่อนหรือคนใกล้ตัวพูดถึงบ่อยๆ จะค่อย ๆ เปลี่ยนสถานะจาก “แบรนด์หนึ่งในตลาด” กลายเป็น “แบรนด์ที่รู้สึกไว้ใจ” ซึ่งความรู้สึกนี้เกิดขึ้นอย่างช้า ๆ จนเราแทบไม่รู้ตัว

เราอาจไม่ได้ตั้งใจจำโลโก้ ไม่ได้ตั้งใจดูโฆษณาจนจบ แต่สมองกำลังบันทึกข้อมูลเหล่านี้อยู่ตลอดเวลา

เมื่อเห็นซ้ำมากพอ ความคุ้นเคยจะค่อย ๆ ถูกแปลความหมายเป็นความรู้สึกเชิงบวก นั่นจึงเป็นเหตุผลว่าทำไมหลายครั้ง เราถึงรู้สึกดีกับแบรนด์ ทั้งที่ไม่เคยทดลองหรือเปรียบเทียบกับคู่แข่งอย่างจริงจังเลยด้วยซ้ำ

รู้ตัวอีกทีก็แค่รู้สึกว่า “แบรนด์นี้น่าเชื่อถือ” ไปแล้ว

 

เมื่อความรู้สึกดีเกิดขึ้น แบรนด์ก็จะเริ่มสะสมสิ่งที่นักการตลาดเรียกว่า Brand Equity หรือคุณค่าของแบรนด์ในใจผู้บริโภค

Brand Equity ไม่ได้หมายถึงการเป็นแบรนด์ดังระดับโลกเพียงอย่างเดียว แต่คือการที่ชื่อของแบรนด์สามารถสร้างความมั่นใจได้ทันทีที่เห็น

เพราะฉะนั้น วันที่แบรนด์ประกาศลดราคา สิ่งที่เกิดขึ้นจึงไม่ใช่การเริ่มต้นสร้างความอยากซื้อ แต่เป็นการเปิดประตูให้ความอยากที่สะสมไว้ก่อนหน้านั้น… เดินออกมา

ทั้งที่ยังไม่จำเป็นต้องใช้ แล้วทำไมถึงต้องเรารีบซื้อ? นี่ร่างกายเราเป็นอะไรเนี่ย

แนวคิดเศรษฐศาสตร์พฤติกรรมที่ชื่อว่า Loss Aversion หรือ ธรรมชาติของมนุษย์ เกลียดการ “เสียโอกาส” มากกว่าชอบการ “ได้ของ” คือคำตอบ
 
ยกตัวอย่าง สมมติได้ 1,000 บาท เรารู้สึกดีใจ แต่ๆๆๆๆ ถ้าเราทำเงินหาย 1,000 บาท เราจะรู้สึกเสียใจมากกว่า คือแม้มูลค่าจะเท่ากัน แต่ความรู้สึกมันไม่เท่ากัน

นั่นทำให้ประโยคอย่าง “ลดถึงสิ้นเดือน” “โปรสุดท้าย” “ซื้อวันนี้คุ้มกว่า”
ไม่ได้ทำให้รู้สึกว่าได้กำไรเท่านั้น แต่จี้จุดให้รู้สึกว่า ถ้าไม่คว้าไว้ตั้งแต่วันนี้ เราจะเสียบางอย่างไป

ทั้งที่ความจริง เราไม่ได้เสียอะไรเลย ของก็ยังไม่จำเป็น ครีมขวดเก่าก็ยังเหลือ

แต่สมองกลับตีความไปแล้วว่า “การปล่อยให้โปรผ่านไป” คือความสูญเสีย

จึงไม่แปลกที่หลายคนจะพูดปลอบใจตัวเองว่า “ซื้อเก็บไว้ก่อน เดี๋ยวก็ได้ใช้” เป็นเหตุผลที่สมองเพิ่งสร้างขึ้นมา “หลังจาก” ที่อารมณ์ตัดสินใจไปแล้ว

 

ถ้าลองคิดดีๆ จะพบว่าการซื้อครั้งนี้ไม่ใช่ผลลัพธ์ของโปรโมชั่นเพียงอย่างเดียว แต่เป็นผลลัพธ์ของกระบวนการที่ใช้เวลาสะสมอย่างแยบยล

เริ่มจากการสร้างแบรนด์ผ่านการสื่อสารอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นโฆษณา คอนเทนต์ รีวิว หรืออินฟลูเอนเซอร์ จนผู้บริโภคเห็นแบรนด์ซ้ำ ๆ เกิดความคุ้นเคย ความคุ้นเคยพัฒนาเป็นความไว้วางใจ ความไว้วางใจสะสมเป็นคุณค่าของแบรนด์ และเมื่อมีโปรโมชั่นเข้ามาในเวลาที่เหมาะสม มันก็กลายเป็นแรงผลักสุดท้ายที่ทำให้การตัดสินใจเกิดขึ้น

นี่จึงเป็นเหตุผลว่าทำไมแบรนด์ต่างๆ ถึงทำแคมเปญโฆษณาหรือสร้างแบรนด์อย่างต่อเนื่อง ตัวแบรนด์ไม่ได้หวังให้ผู้บริโภคซื้อในวันนั้นทันที แต่ทำเพื่อสร้าง การรับรู้ ความผูกพัน ความรู้สึกดี ให้เกิดขึ้นล่วงหน้า

เพราะวันที่ผู้บริโภคกดสั่งซื้อจริง ๆ สิ่งที่มีอิทธิพลมากที่สุด อาจไม่ใช่ป้ายลดราคา แต่มันคือความคุ้นเคยที่ถูกสร้างขึ้นมาอย่างเงียบ ๆ ตลอดหลายเดือนหรือหลายปีที่ผ่านมา

และเมื่อความคุ้นเคยนั้น เดินทางมาพบกับคำว่า “ลดราคา” การซื้อของที่ไม่จำเป็น… ก็กลายเป็นเรื่องที่สมองอธิบายให้ตัวเองฟังได้อย่างสมเหตุสมผลเสียอย่างนั้น