เซติโอรินิ พนักงานกระทรวงรายหนึ่งของอินโดนีเซียเผยว่า การคว้าตั๋วคอนเสิร์ตของวงบีทีเอสได้ถึง 2 รอบ ทั้งในสิงคโปร์และจาการ์ตา ถือเป็นช่วงเวลาที่ตื่นเต้นที่สุดในชีวิต 

อย่างไรก็ตามความสุขนี้เธอมีราคาต้องจ่าย โดยมันแลกมาด้วยเงิน 3 ล้านรูเปียห์ (ประมาณ 6,000 บาท) ซึ่งถือว่าสูงเมื่อเทียบกับเงินเดือนของเธอ จนเธอต้องเลือกผ่อนจ่ายผ่านบัตรเครดิตและวางแผนออมเงินถึง 30% ของเงินเดือนล่วงหน้านาน 4 เดือน 

ด้าน อนิสา เทียรอนิ ชาวจาการ์ตาวัย 30 ปี ที่เพิ่งควักเงินกว่า 2 ล้านรูเปียห์ (ประมาณ 3,700 บาท) ซื้อสินค้าแฟชั่นในงานเฟสติวัล โดยเธอบอกว่ายอมจ่ายเพราะงานนี้รวมแบรนด์ท้องถิ่นดีๆ ไว้ครบในที่เดียว 

พฤติกรรมการทุ่มเงินหลักล้านรูเปียห์ไปกับความบันเทิงและแฟชั่นเช่นนี้ เกิดขึ้นท่ามกลางสถานการณ์เศรษฐกิจของอินโดนีเซียที่กำลังวิกฤต ทั้งด้วยค่าเงินรูเปียห์ อ่อนค่าลงใกล้จุดต่ำสุดเป็นประวัติศาสตร์เมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐ 

ขณะที่ในปีนี้ ดัชนีตลาดหุ้นของอินโดนีเซีย ร่วงลงไปแล้วเกือบ 30% สวนทางกับค่าน้ำมันที่แพงและดอกเบี้ยพุ่งขึ้น อันจะส่งผลกระทบต่อเงินกู้บ้านและสินเชื่อผู้บริโภคในอนาคต 

แต่ถึงอย่างนั้นตั๋วคอนเสิร์ตก็ขายหมดเกลี้ยง เช่นตั๋วคอนเสิร์ตวงเอ็กโซขายหมดในเวลาไม่ถึง 1 ชั่วโมง 

ส่วน แคมเปญ 6.6 ของลาซาด้า ที่ผ่านมายอดใช้จ่ายเฉลี่ยต่อคนของชาวอินโดนีเซียพุ่งขึ้น 52% โดยสินค้าแฟชั่นยอดขายโตถึง 6 เท่า และเครื่องใช้ไฟฟ้าโต 4 เท่า 

ภีมา ยูธิสทิรา นักวิชาการด้านเศรษฐกิจการเงินในอินโดนีเซียชี้ว่า พฤติกรรมนี้สะท้อนถึงปรากฏการณ์ลิปสติก (Lipstick Effect) และดัชนีลิปสติก (Lipstick Index) ที่เริ่มใช้กันแพร่หลายหลังจากเหตุการณ์ 9/11 

โดยผู้คนจะหันมาซื้อ “ความสุขเล็กๆ น้อยๆ” เช่น ลิปสติก, ตั๋วคอนเสิร์ต, เสื้อผ้าใหม่ เท่าที่คิดว่าพอจ่ายไหว เพื่อเยียวยาจิตใจและหลบหนีจากความจริงที่หดหู่

เนื่องจากพวกเขาเริ่มท้อแท้กับการเก็บเงินก้อนใหญ่เพื่อซื้อสินทรัพย์ระยะยาว เช่น บ้าน หรือรถยนต์ ที่นับวันจะเอื้อมถึงยากขึ้นทุกที 

นี่สอดคล้องกับตัวเลขทางเศรษฐกิจในอินโดนีเซีย อย่าง ยอดขายอสังหาริมทรัพย์เพื่อการอยู่อาศัยในไตรมาสแรกของปี 2026 หดตัวลงถึง 25.67% 

ขณะที่ยอดขายรถยนต์ลดลงอย่างต่อเนื่อง เนื่องจากราคารถยนต์แพงขึ้นเฉลี่ยปีละ 7.5% แต่รายได้ของผู้ซื้อกลับโตขึ้นเพียง 3% เท่านั้น

ข้อมูลที่สะท้อนถึงความฝืดเคืองทางเศรษฐกิจของอินโดนีเซียยังไม่หมดแค่นั้น โดยสมาคมโรงแรมและภัตตาคาร ตั้งข้อสังเกตว่า ค่าเงินที่อ่อนตัวทำให้คนรวยเปลี่ยนมาเที่ยวในประเทศแทน 

ทว่าเม็ดเงินกลับกระจุกตัวอยู่แค่ในเกาะชวาและบาหลี ส่วนภูมิภาคอื่นๆ เช่น สุมาตรา หรือปาปัว กลับเงียบเหงาจนโรงแรมหลายแห่งต้องลดชั่วโมงทำงานของพนักงาน 

แต่ฝั่งผู้บริโภคมองว่านี่คือรางวัลชีวิต โดย เซติโอรินิ กล่าวว่าเพลงของบีทีเอส ช่วยประคองเธอในวันที่เหนื่อยล้า การซื้อตั๋วจึงเป็นการให้รางวัลตัวเองหลังจากทำงานหนักมาหลายปี ส่วน อนิสา ระบุว่าเธอมีการจัดสรรเงินส่วนนี้ไว้โดยเฉพาะ จึงไม่กระทบกับเงินลงทุน 

อย่างไรก็ตาม นักเศรษฐศาสตร์เตือนว่า ความคึกคักในห้างหรือยอดขายตั๋วคอนเสิร์ต ไม่ได้แปลว่าเศรษฐกิจดี และยิ่งน่ากังวลขึ้นไปอีก

เพราะเทรนด์ซื้อก่อนจ่ายทีหลัง (Buy Now Pay Later) ในภาคธนาคารที่พุ่งสูงถึง 37.29% มีบัญชีผู้ใช้บริการทะลุ 31.76 ล้านบัญชี ซึ่งสะท้อนถึงพฤติกรรมการเงินที่อาจสร้างปัญหาหนี้สินในอนาคต 

ดังนั้นผู้บริโภคชาวอินโดนีเซียจึงไม่ควรใช้เงินเกินตัว และรัฐบาลจึงควรเร่งวิเคราะห์หาทางแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจโดยด่วน / cna