ในงานฟอรัมด้านความยั่งยืน ‘EARTH JUMP 2026’ ที่จัดขึ้นต่อเนื่องเป็นปีที่ 4 โดยธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) ได้มีการจัดบรรยายปาฐกถาพิเศษในหัวข้อ ‘A Bridge to Empowered Actions สะพานแห่งความยั่งยืน’

คุณขัตติยา อินทรวิชัย ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธนาคารกสิกรไทย ได้มาแบ่งปันมุมมองและทิศทางเกี่ยวกับกลยุทธ์เพื่อผลักดันภาคธุรกิจสู่ความยั่งยืนอย่างเป็นรูปธรรม ท่ามกลางโลกที่เต็มไปด้วยความผันผวนและความท้าทายรอบด้าน

เริ่มต้นด้วยธีมหลักของงานในปีนี้ คือ ‘A Bridge to Empowered Actions’ หรือสะพานแห่งความยั่งยืน ซึ่งสื่อว่า ‘สะพาน’ คือสัญลักษณ์ของการไม่ยอมแพ้ต่อข้อจำกัดใด ๆ ในโลกธุรกิจปัจจุบัน 

โดยการเดินหน้าขับเคลื่อนองค์กรสู่ความยั่งยืนนั้น เต็มไปด้วยความยากลำบากและความท้าทาย เปรียบเสมือนมนุษย์ที่ต้องใช้เทคโนโลยีและวิศวกรรมสร้างสะพานเพื่อข้ามผ่านอุปสรรคทางธรรมชาติและกฎระเบียบโลกใหม่ที่เข้มงวดขึ้น 

หากลองยกตัวอย่างประเภทของสะพานที่มีอยู่จริง มาเปรียบเทียบกับวิถีการเอาชนะความท้าทายในโลกธุรกิจ 

อย่างเช่น สะพานมีโยในฝรั่งเศส และ สะพานฮ่องกง-จูไห่-มาเก๊าในจีน เป็นตัวแทนของการแก้ปัญหาด้วยการใช้เทคโนโลยีขั้นสูงและการลงทุนขนาดใหญ่เพื่อเอาชนะอุปสรรคธรรมชาติอันยิ่งใหญ่ 

ในขณะที่ ‘สะพานรากไม้’ ในประเทศอินเดีย สะท้อนแนวคิดการเริ่มสร้างจากสิ่งที่มีอยู่ โดยนำรากไม้และกิ่งไม้มาสานพันเข้าด้วยกันเพื่อสู้กับกระแสน้ำเชี่ยว ซึ่งเมื่อเวลาผ่านไป สะพานธรรมชาตินี้จะยิ่งเจริญเติบโตและแข็งแรงขึ้นในทุกวัน 

เช่นกันกับการทำธุรกิจ ซึ่งการทำเรื่องที่ยากลำบาก ต้องไม่ยอมแพ้ต่อข้อจำกัด งานปีนี้ จึงมุ่งมั่นส่งสัญญาณให้ทุกภาคส่วนเข้ามาร่วมเดินทางเพื่อสร้างสะพานที่เป็นแบบฉบับของตนเอง ในการเชื่อมโยงและเปลี่ยนผ่านจากการมีเพียง ‘วิสัยทัศน์’ หรือ ‘คำมั่นสัญญา’ บนหน้ากระดาษหรือหน้าสไลด์ ไปสู่ ‘การลงมือทำอย่างจริงจัง’ เพื่อให้ได้มาซึ่งผลลัพธ์ที่จับต้องได้จริง

ท่ามกลางภาคธุรกิจที่กำลังเผชิญสภาพแวดล้อมที่ท้าทายมากมาย ทั้งเศรษฐกิจที่ชะลอตัว ความเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยี ปัญหาความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ และต้นทุนการผลิตที่เพิ่มขึ้นทุกวัน กติกาด้านสภาพภูมิอากาศและโครงสร้างธุรกิจกำลังถูกเขียนขึ้นใหม่ในทุก ๆ วินาที 

วันนี้เรื่องความยั่งยืนจึงไม่ใช่โบนัส แต้มบวก หรือการเพิ่มภาระในการทำธุรกิจอีกต่อไป แต่คือ ‘ใบอนุญาต’ ที่จะเป็นตัวตัดสินว่าองค์กรใดจะอยู่รอดและแข่งขันได้ในโลกอนาคต

ข้อมูลตัวเลขจากอัตราความสำเร็จในการพัฒนาเทคโนโลยีสีเขียว สะท้อนให้เห็นว่าความยากของการเปลี่ยนผ่านนั้นมีอยู่จริง โดยในช่วงเริ่มต้นของการวิจัยและพัฒนา จาก 100 โครงการสมมติ จะมีโครงการที่สำเร็จเข้าสู่ระยะกลางเพียง 10 โครงการ และท้ายที่สุดเหลือเพียง 2 โครงการเท่านั้นที่มีความพร้อมที่จะนำไปต่อยอดเชิงพาณิชย์

สภาวะเหล่านี้ชี้ให้เห็นว่าการเอาชนะข้อจำกัดเพื่อก้าวไปสู่ความสำเร็จ ต้องเริ่มต้นจากการลงมือทำ ทำจากสิ่งที่มีอยู่ มีความอดทน และรอเวลาแห่งความสำเร็จ

คุณขัตติยา ได้เสนอแนวคิดการสร้าง ‘สะพาน 4 ประเภท’ หรือ 4 กลยุทธ์สำคัญเพื่อพาก้าวข้ามความท้าทายและนำธุรกิจไปสู่ความสำเร็จแบบยั่งยืน

1.สะพานที่ 1: การเปลี่ยน Mindset

ในยามที่ต้องเผชิญกับวิกฤต การทำธุรกิจเพื่อมุ่งเน้นเพียงการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าเพื่อเอาตัวรอดในระยะสั้นไปวัน ๆ อาจไม่เพียงพอที่จะทำให้ธุรกิจสามารถสู้ต่อไปได้ในระยะยาว ธุรกิจจำเป็นต้องรู้จักเปลี่ยนกรอบความคิดใหม่ทั้งหมด 

กลยุทธ์นี้ คือการเปลี่ยนโฟกัสของธุรกิจ โดยปรับแนวคิดจากการทำธุรกิจเพียงเพื่อความอยู่รอดหรือประคองตัวในระยะสั้น ไปสู่การเตรียมพร้อมสร้างรากฐานที่มั่นคงเพื่อคว้าโอกาสที่ดีกว่าและการเติบโตอย่างยั่งยืนในอนาคต 

พร้อมทั้งเปลี่ยนมุมมองในการแก้ปัญหาด้วยการสร้างโอกาสจากวิกฤต ใช้ช่วงเวลาที่ยากลำบากเป็นจังหวะในการปรับตัวและเตรียมความพร้อมสำหรับโลกใบใหม่ที่มีกติกาใหม่

2.สะพานที่ 2: การเปลี่ยนมุมมองต่อกฎระเบียบ

ภายใต้กติกาโลกใหม่และกฎระเบียบข้อบังคับด้านสิ่งแวดล้อมที่เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ซึ่งดูซับซ้อน เข้มงวด และอาจทำให้ธุรกิจทำงานยากขึ้น 

ธุรกิจส่วนใหญ่มักมองว่าสิ่งเหล่านี้เป็นอุปสรรคและข้อจำกัดในการดำเนินงาน แต่กลยุทธ์นี้เสนอให้เปลี่ยนมุมมองแบบพลิกกลับ โดยมองกฎระเบียบที่เข้มงวดให้เป็นโอกาสในการเอาชนะและสร้างความได้เปรียบทางการแข่งขันในอนาคต 

เพราะเรื่องที่ยากย่อมไม่ใช่ทุกคนที่จะสามารถทำสำเร็จได้ง่าย ๆ หากบริษัทของเราพลิกวิกฤตเป็นผู้นำ พยายามจนสามารถปฏิบัติตามมาตรฐานที่เข้มงวดหรือกติกาใหม่นี้ได้สำเร็จก่อนใคร คนนั้นคือ ‘ผู้ชนะ’ ที่จะคว้าโอกาสในโลกอนาคตไว้ได้ในขณะที่คู่แข่งคนอื่นยังทำไม่ได้

3.สะพานที่ 3: การขยายผลสู่ห่วงโซ่อุปทาน และ SME

เดิมทีเรื่องความยั่งยืน มักถูกมองว่าเป็นโจทย์หรือหน้าที่ขององค์กรขนาดใหญ่เท่านั้น แต่ในความเป็นจริง การดำเนินธุรกิจเพียงลำพังไม่สามารถนำพาองค์กรให้รอดพ้นอุปสรรคในโลกยุคใหม่ได้ 

กลยุทธ์นี้จึงเน้นย้ำความสำคัญของการขับเคลื่อนไปด้วยกันทั้งระบบ โดยองค์กรใหญ่ต้องทำหน้าที่ผลักดันและช่วยให้ธุรกิจ SME ในห่วงโซ่อุปทานทั้งหมดปรับตัวและเปลี่ยนผ่านสู่คาร์บอนต่ำไปด้วยกัน 

สาเหตุสำคัญมาจากการตรวจสอบย้อนกลับอย่างเข้มงวดในปัจจุบัน ที่ผู้ซื้อหรือคู่ค้าจะตรวจสอบลึกไปถึงแหล่งที่มาว่าวัตถุดิบมาจากไหน ปล่อยคาร์บอนสุทธิเป็นศูนย์หรือไม่ และมีการใช้แรงงานอย่างไร ดังนั้นหากคู่ค้าหรือซัพพลายเชนไม่สามารถปรับตัวให้รอดได้ บริษัทใหญ่ก็จะไม่รอดเช่นกัน

4.สะพานที่ 4: การเปลี่ยนจากวิสัยทัศน์สู่การลงมือทำ

การมีเพียงวิสัยทัศน์ หรือคำมั่นสัญญาที่สวยหรูอยู่บนหน้ากระดาษแต่เพียงอย่างเดียว ไม่สามารถสร้างผลลัพธ์หรือการเปลี่ยนแปลงที่จับต้องได้จริง 

กลยุทธ์นี้ คือการเปลี่ยนสถานะไปสู่ ‘การลงมือปฏิบัติจริง’ โดยสามารถเริ่มต้นได้ทันทีด้วยการลดความสูญเปล่า ธุรกิจ SME สามารถทำได้เลยด้วยการสำรวจและจัดการกระบวนการทำงานจากทรัพยากรที่มีอยู่ตามความเป็นจริง

อย่างเช่น การลดสินค้าไม่ได้มาตรฐาน ลดขั้นตอนเอกสารที่ซ้ำซ้อน และลดการผลิตเกินความต้องการจนเกิดสต๊อก โดยไม่จำเป็นต้องรอความพร้อมที่สมบูรณ์แบบหรือรอการลงทุนขนาดใหญ่ 

นอกจากนี้ ธุรกิจยังสามารถใช้ประโยชน์จากตัวช่วยอย่างธนาคารกสิกรไทย ที่พร้อมรับบทบาทเป็นสะพานเชื่อมโยงผู้ประกอบการไปสู่แหล่งเงินทุน ความรู้ เครื่องมือ และเทคโนโลยีที่จำเป็น เพื่อสนับสนุนให้ลูกค้าทุกกลุ่ม ทุกขนาด ก้าวสู่เป้าหมาย Net Zero ในปี 2050 ได้อย่างเป็นรูปธรรม

ท้ายที่สุดแล้ว การบรรยายครั้งนี้ตอกย้ำว่า วิกฤตเกิดขึ้นแล้วก็ผ่านไป เราเลือกไม่ได้ว่าจะให้เกิดขึ้นเมื่อไร แต่เราเลือกได้ว่าจะตอบสนองกับมันอย่างไร การมีสติ รู้จักเริ่มต้นลงมือทำจริงจากสิ่งที่มี ขยายผลดึงพาร์ทเนอร์ในห่วงโซ่อุปทานให้รอดไปด้วยกัน และมีโครงสร้างการสนับสนุนที่ดี จะเป็นกุญแจสำคัญที่ทำให้พลิกเกมธุรกิจให้อยู่รอดได้อย่างมั่นคงและยั่งยืน