6 กุมภาพันธ์ – วันชาเขียว (Green Tea Day) หากมองมายังเส้นทางของตลาดชาพร้อมดื่มในไทย ตลอดช่วงทศวรรษที่ผ่านมา มูลค่าตลาดเคยพุ่งทยานไปแตะระดับ 2 หมื่นล้านบาท ในช่วงปี 2013-2016 ซึ่งเป็นยุคเฟื่องฟูของสงครามโปรโมชั่นแจกทอง แจกรถของสองแบรนด์เจ้าตลาด

ก่อนจะดิ่งลงอย่างรุนแรงในช่วงปี 2017-2021 จากผลกระทบของภาษีสรรพสามิต และภาษีความหวาน ซ้ำร้ายด้วยวิกฤตโควิด-19 ส่งผลให้ผู้ประกอบการแบกรับต้นทุนไม่ไหว ต้องปรับโครงสร้างราคาสินค้าใหม่ ทั้งแบรนด์จำเป็นต้องเร่งปรับสูตรลดปริมาณน้ำตาล จนทำให้รสชาติความหวานกลมกล่อมที่คนไทยคุ้นเคยผิดเพี้ยนไป ทั้งหมดส่งผลให้มูลค่าตลาดหดตัวต่อเนื่อง จนเหลือเพียงราว 1 หมื่นล้านบาทในช่วงปี 2020 

ตลาดชาพร้อมดื่ม กลับมาโต 20,000 ล้าน

พลังสูตรน้ำตาล 0% และแฟนด้อมซีรีส์วาย

ปี ค.ศ. มูลค่าตลาด / ล้านบาท
2016 18,878
2017 16,500
2018 15,968
2019 11,951
2020 10,786
2021 11,214
2022 13,229
2023 16,500
2024 16,835
2025 18,000
2026 (คาดการณ์) 20,000
ที่มา : Marketeer รวบรวม อ้างอิงนีลเส็นและการคาดการณ์ของแบรนด์กลุ่มผู้นำตลาด

อย่างไรก็ตาม ตั้งแต่ปี 2022 เป็นต้นมา ตลาดได้ส่งสัญญาณการฟื้นตัวอย่างชัดเจน ผ่านตัวเลขมูลค่าตลาดชาพร้อมดื่มในปี 2024 ซึ่งอยู่ที่ 16,835 ล้านบาท และในปี 2025 ที่ผ่านมา อยู่ที่ราว 18,000 ล้านบาท ปัจจัยหนุนสำคัญยังคงเป็นสภาพอากาศที่ร้อน และผู้บริโภคเริ่มคุ้นชินกับชารสชาติไม่หวานหรือหวานน้อยประกอบกับการฟื้นตัวของภาคการท่องเที่ยวที่ดึงดูดกำลังซื้อจากต่างชาติกลับเข้ามา

เมื่อเราลองเจาะลึกลงไปในโครงสร้างตลาดชาพร้อมดื่ม มูลค่า 18,000 ล้านบาท จะพบว่า ชาเขียว คิดเป็นสัดส่วนใหญ่สุดของตลาดที่ราว 70% ส่วนที่เหลืออีกประมาณ 30% เป็นพื้นที่ของเซกเมนต์รองลงมา ได้แก่ ชาสมุนไพร, ชาดำ, ชาผลไม้ ซึ่งแม้จะมีสัดส่วนน้อยกว่า แต่ก็เป็นกลุ่มที่มีการเติบโตอย่างน่าจับตาจากเทรนด์เครื่องดื่มเพื่อสุขภาพที่กำลังมาแรง

ทั้งนี้ ภายใต้การกลับมาเติบโตของตลาดชาพร้อมดื่ม โดยเฉพาะอย่างยิ่ง กลุ่มชาเขียว มาจากการที่สองกลุ่มผู้นำตลาดอย่าง “โออิชิ” และ “อิชิตัน” ต่างงัดกลยุทธ์เข้าเชือดเฉือนกันแบบหมัดต่อหมัด

โออิชิ ภายใต้เครือไทยเบฟเวอเรจ มุ่งมั่นในการสร้างภาพลักษณ์ของแบรนด์พรีเมียม ทำให้สามารถสร้างเม็ดเงินและกำไรต่อหน่วยได้สูง พร้อมเดินหน้าขยายตลาดส่งออกโดยเฉพาะในกลุ่ม CLMV (Cambodia, Laos, Myanmar, Vietnam)

โออิชิยังให้ความสำคัญกับการวางตำแหน่งผลิตภัณฑ์สู่ Sustainability ด้วยการเป็นแบรนด์ที่ใช้ฝาขวดแบบยึดติดกับคอขวดเพื่อป้องกันการสูญหาย ลดขยะพลาสติกชิ้นเล็ก เพิ่มประสิทธิภาพในการรีไซเคิล

ตลอดจน การใช้ประโยชน์จากการทำงานร่วมกันในเครือไทยเบฟกระจายสินค้าโออิชิเข้าสู่ธุรกิจร้านอาหาร ทำให้แบรนด์อยู่ในสายตาผู้บริโภคตลอดเวลา

ในขณะที่ “อิชิตัน” ภายใต้การนำของ คุณตัน ภาสกรนที เลือกใช้กลยุทธ์ที่เน้นความคล่องตัว เจาะผู้บริโภคกลุ่มแมส ควบคู่กับการหนีการแข่งขันที่สูงในตลาดชาเขียวพร้อมดื่ม มุ่งสู่กลุ่ม Non-Tea มากขึ้น พร้อมเปลี่ยนกำลังการผลิตส่วนเกินให้เป็นรายได้ที่มั่นคงผ่านงานรับจ้างผลิต

อีกจุดแข็งสำคัญของอิชิตัน คือการยึดครองพื้นที่ขายในตู้แช่ของร้านโชห่วยทั่วประเทศด้วยการทำราคาที่เข้าถึงได้ง่าย และยังมีการปรับพอร์ตสินค้าใหม่ ๆ ให้ทันกระแสอยู่เสมอ

ส่วนของเกมการตลาดในช่วงหนึ่งถึงสองปีที่ผ่านมา โออิชิ เลือกเจาะกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่ใส่ใจสุขภาพและฐานแฟนคลับกลุ่มซีรีส์วายไปพร้อมกันด้วยการดึงคู่จิ้น “จิมมี่ – ซี” มาเป็นพรีเซนเตอร์หลักในการเปิดตัวสินค้า โออิชิ กรีนที กลิ่นข้าวโพดฮอกไกโด น้ำตาล 0% 

ทางฝั่ง อิชิตัน ก็มีการดึงคู่จิ้นจากซีรีส์วายระดับปรากฏการณ์อย่าง “หลิง-ออม” มานั่งแท่นพรีเซนเตอร์ให้กับสินค้าหลักของแบรนด์อย่าง “อิชิตัน กรีนที รสเก๊กฮวยผสมน้ำผึ้ง” หวังใช้กระแสความนิยมเจาะฐานแฟนคลับทั้งในไทยและต่างประเทศ พร้อมสร้างแรงกระเพื่อมให้แบรนด์กลับมาอยู่ในสปอตไลท์และขยายฐานลูกค้าคนรุ่นใหม่ให้กว้างขึ้น

โดยความเคลื่อนไหวของสองแบรนด์ผู้นำตลาด สะท้อนชัดเจนว่าหลังจากนี้ พื่อให้การทำการตลาดมีประสิทธิภาพสูงสุด ตลาดชาพร้อมดื่มจะตั้งอยู่บนการแข่งขันในสนาม Functional Benefit ที่นำเสนอคู่กับ Emotional Benefit และจะผลักดันให้ตลาดกลับมาขยายตัวแตะ 20,000 ล้านบาทได้อีกครั้งในปีนี้