ประเทศสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์เป็นประเทศที่มีเชื้อเพลิงฟอสซิลอยู่มากมายมหาศาล โดยมี ADNOC หรือ Abu Dhabi National Oil Company ซึ่งเป็นบริษัทน้ำมันแห่งชาติ และเป็นหนึ่งในผู้ผลิตไฮโดรคาร์บอนชั้นนำของโลกเป็นผู้ดำเนินการผลิตและจัดจำหน่าย

ช่วงตุลาคมที่ผ่านมา สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์เป็นเจ้าภาพต้อนรับคณะผู้แทนกว่า 140,000 คนในงานชุมนุมน้ำมันและก๊าซที่ใหญ่ที่สุดในโลก ท่ามกลางฉากหลังของวิกฤตพลังงานที่เลวร้ายที่สุดในรอบหลายทศวรรษ สุลต่าน อัล จาเบอร์ ซึ่งเป็นประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ ADNOC เน้นย้ำถึงความสำคัญของการสร้างพื้นที่สีเขียวให้กับอุตสาหกรรมที่มีการทำร้ายสิ่งแวดล้อมมากที่สุดอย่างอุตสาหกรรมน้ำมันและก๊าซธรรมชาตินี้

“ADNOC กำลังทำให้พลังงานสะอาดขึ้นในวันนี้ ในขณะที่ลงทุนในพลังงานสะอาดของวันพรุ่งนี้”

ท่าทีที่เปลี่ยนไปของผู้กุมบังเหียนอุตสาหกรรมน้ำมัน

ในอดีตบรรดาผู้ยิ่งใหญ่ในอุตสาหกรรมพลังงานจำกัดตัวเองอยู่เพียงเพื่อการปกป้องเชื้อเพลิงฟอสซิลเท่านั้น แต่ตอนนี้หลาย ๆ คนอย่างเช่น สุลต่าน อัล จาเบอร์ ยอมรับว่ามีความมุ่งมั่นที่จะลดการปล่อยคาร์บอน ซาอุดีอาระเบียและคูเวตได้ประกาศเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ภายในปี 2060 ส่วนสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์และโอมานตั้งเป้าที่จะทำให้ได้ภายในปี 2050

แต่เดิม กาตาร์ เป็นประเทศที่ไม่ได้มีเป้าหมายที่อยากจะทำให้การปล่อยคาร์บอนสุทธิเป็นศูนย์ แต่ตอนนี้การ์ตาต้องการที่จะลดการปล่อยก๊าซลงให้ได้ 1 ใน 4 ภายในปี 2030 เมื่อเทียบกับสถานการณ์ที่ถือว่าการดำเนินธุรกิจพลังงานยังปกติ แต่ทุกประเทศในอ่าวเปอร์เซียได้ลงนามในข้อตกลง Global Methane Pledge ซึ่งมีความมุ่งมั่นที่จะลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกลง ซึ่งมีสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์เป็นเจ้าภาพจัดการประชุมสุดยอดด้านสภาพอากาศประจำปีในปีหน้า

บางคนอาจสงสัยว่านี่คือการย้อมธุรกิจที่ทำลายสิ่งแวดล้อมให้เป็นสีเขียวหรือไม่ หลังจากหลายปีที่ประเทศเหล่านี้ปฏิเสธที่จะสนใจเรื่องสภาพภูมิอากาศและขัดขวางความพยายามในการจัดการกับภาวะโลกร้อน

มองในอีกมุม นี่คือรัฐบาลของกลุ่มประเทศผู้ค้าน้ำมันพึ่งพารายได้ที่เกิดจากบริษัทพลังงานแห่งชาติมากจนเกินไป ลำพังแค่รายได้จาก ADNOC ก็คิดเป็นงบประมาณส่วนใหญ่ของรัฐแล้ว และพวกเขากำลังซีเรียสกับการลดคาร์บอน และมีเดิมพันกับเทคโนโลยีที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้นในอนาคต

เรื่องนี้หลายฝ่ายกำลังให้ความสนใจ เพราะบริษัทที่อยู่เบื้องหลังความพยายามในการลดคาร์บอนมีความสำคัญนอกเหนือจากในภูมิภาคของตนเอง และบริษัทพลังงานแห่งชาติในส่วนอื่น ๆ ของโลกมองไปที่ยักษ์ใหญ่แห่งอ่าวเปอร์เซีย โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับ ADNOC และ Saudi Aramco ยักษ์ใหญ่ด้านน้ำมันของอาณาจักรอาหรับและบริษัทพลังงานที่ใหญ่เป็นอันดับ 1 ของโลก(https://www.spglobal.com/commodityinsights/top250)  เพื่อที่จะสามารถเดินตามรอยพี่ใหญ่แห่งวงการพลังงานได้อย่างถูกทิศถูกทาง และเมื่อบริษัทพลังงานรายใหญ่ที่สุดของโลกสองแห่งหันมาใช้ทางเทคโนโลยีและการจัดการเชิงกลยุทธ์ บรรดาบริษัทพลังงานที่มีรัฐบาลเป็นเจ้าของ ก็มักจะทำตาม

ทิศทางในอนาคตของผู้ค้านำมันแห่งอาหรับ

แนวทางของยักษ์ใหญ่ด้านน้ำมันแห่งอ่าวเปอร์เซียตั้งอยู่บน 2 เสาหลัก อย่างแรกได้ชื่อว่าเป็น

“กลยุทธ์สีน้ำตาลเข้ม” ซึ่งเกี่ยวข้องกับการเพิ่มกำลังการผลิตน้ำมันและก๊าซเป็นสองเท่า ซึ่งบริษัทพลังงานในภูมิภาคนี้ได้รับแรงหนุนจากราคาน้ำมันดิบที่สูงขึ้น จึงลงทุนอย่างหนักเพื่อขยายกำลังการผลิต รายจ่ายในด้านต้นทุนของ Saudi Aramco ในปี 2022 จึงอยู่ในระดับสูงที่ 40,000-50,000 ล้านดอลลาร์

โดยคาดว่าจะได้รับผลตอบแทนเป็นเงินก้อนโตมากขึ้นในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า เนื่องจากพวกเขามีเป้าหมายที่จะเพิ่มกำลังการผลิตน้ำมันจากประมาณ 12 ล้านบาร์เรลต่อวัน เป็น 13 ล้านบาร์เรลต่อวันภายในปี 2027

ส่วน ADNOC เองก็ใช้เงินไปไม่น้อยกว่า 150,000 ล้านดอลลาร์ในโครงการลงทุนเพิ่มสำหรับการขยายขอบเขตการลงทุนไปจนถึงปี 2027  ด้วยเป้าหมายในการเพิ่มขีดความสามารถในการเพิ่มกำลังการผลิตน้ำมันจากประมาณ 4  ถึง 5  ล้านบาร์เรลต่อวัน โดยมีรายงานว่าบริษัทพลังงานสัญชาติการ์ตาจะใช้จ่ายเงินถึงปีละ 80,000 ล้านดอลลาร์ในช่วงของปี 2022-2025 เพื่อขยายการผลิตก๊าซธรรมชาติ (LNG) เพิ่มอีก 2 ใน 3 ภายในปี 2027

แพทริค เฮลเลอร์ แห่งสถาบันธรรมาภิบาลทรัพยากรธรรมชาติ ซึ่งเป็นองค์กรไม่แสวงผลกำไรของอเมริกาให้ข้อสังเกตว่า  โดยปกติแล้วการที่บริษัทพลังงานส่วนใหญ่เพิ่มกำลังการผลิตเชื้อเพลิงฟอสซิลเป็น 2 เท่าในช่วงเปลี่ยนผ่านสู่โลกที่จำกัดการปล่อยคาร์บอนถือเป็นความเสี่ยงทางด้านการเงิน เนื่องจากบริษัทน้ำมันระดับชาติทุกแห่งในโลก “ต้องการเป็นที่พึ่งสุดท้าย”

โดยธรรมชาติแล้ว “ไม่ใช่ทุกคนที่จะเป็นได้” ยักษ์ใหญ่ในอ่าวอาหรับที่มีทุนสำรองมหาศาลและต้นทุนต่ำมีแนวโน้มที่จะไปได้รอดกับโปรเจกต์ลดการปล่อยคาร์บอนนี้ และด้วยเหตุนี้การลงทุนมหาศาลในการผลิตใหม่อาจช่วยได้ แม้ว่าความต้องการในการใช้เชื้อเพลิงฟอสซิลทั่วโลกจะมีแนวโน้มลดลงอย่างมากในอีกหลายปีข้างหน้าก็ตาม” การเดิมพันในครั้งนี้ของยักษ์ใหญ่ด้านน้ำมันชี้ให้เห็นว่าพวกเขาไม่ต้องจมอยู่กับแค่มรดกจากผืนทะเลทรายอีกต่อไป เพราะพวกเขารู้ดีเกี่ยวกับอนาคตของอุปสงค์น้ำมันในอนาคตข้างหน้า

พวกเขาตระหนักดีว่าลูกค้าที่ดีที่สุดในโลกที่พัฒนาแล้วกำลังจะปราบปรามการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ Mariam Al-Shamma จาก S&P Global ซึ่งเป็นบริษัทวิจัยกล่าวว่า นโยบายต่าง ๆ เช่น ภาษีคาร์บอนของสหภาพยุโรป ซึ่งประเทศสมาชิกเพิ่งอนุมัติไปเมื่อวันที่ 18 ธันวาคม 2022 ที่ผ่านมา เป็นสัญญาณของสิ่งต่าง ๆ ในอนาคต

“หากต้องการเป็นผู้ผลิตรายสุดท้าย คุณต้องมีมากกว่าต้นทุนที่ต่ำที่สุด” Mariam Al-Shamma กล่าว เพื่อให้มั่นใจถึงการมีอยู่ต่อไปของบริษัทน้ำมันเหล่านี้ บริษัทน้ำมันแห่งอ่าวเปอร์เซียยังมุ่งมั่นที่จะเป็นผู้ผลิตเชื้อเพลิงฟอสซิลที่สะอาดที่สุดอีกด้วย

Olga Savenkova จากบริษัทวิจัย Rystad Energy กล่าวว่า พวกเขามีความได้เปรียบโดยธรรมชาติ ปริมาณสำรองไฮโดรคาร์บอนของพวกเขาเป็นหนึ่งในกลุ่มที่มีคาร์บอนเข้มข้นน้อยที่สุดในการสกัด สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์และซาอุดีอาระเบียพยายามลดความเข้มข้นของคาร์บอที่สกัดได้ให้เหลือน้อยลงอีก ด้วยเทคโนโลยีที่เพิ่มประสิทธิภาพในการให้พลังงานที่สูงและการลุกเป็นไฟของก๊าซที่ต่ำกว่าเดิม

ADNOC ทุ่มเงินไปกว่า 3.6 พันล้านดอลลาร์ไปกับสายไฟใต้ทะเลและชุดอุปกรณ์อื่นๆ เพื่อทดแทนก๊าซธรรมชาติที่ถูกเผาในโรงงานนอกชายฝั่งด้วยพลังงานสะอาดจากบนบกแทน นี่จึงเป็นทั้งธุรกิจที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและอาจเป็นธุรกิจที่ดี คุณ Mariam Al-Shamma คิดว่าเกรดของน้ำมันดิบที่ผลิตขึ้นโดยมีการปล่อยมลพิษน้อยลงจะได้เป็นสินค้าที่มีคุณภาพ ซึ่งเป็นแนวโน้มที่พบเห็นได้ในตลาดก๊าซ LNG แล้ว

เดิมพันครั้งใหญ่เพื่อความอยู่รอดในอนาคต

เสาหลักที่ 2 ของกลยุทธ์นั้นน่าสนใจกว่า เพราะมันเกี่ยวข้องกับการลงทุนที่เกี่ยวกับเทคโนโลยีพลังงานสะอาดเพื่ออนาคต รัฐบาลของภูมิภาคนี้กำลังวางเดิมพันครั้งใหญ่ที่สุดของโลกในการดักจับและกักเก็บคาร์บอน พลังงานหมุนเวียนและไฮโดรเจน ว่ากันว่า “กระแสของโครงการคาร์บอนต่ำกำลังก่อตัวขึ้นในตะวันออกกลาง”

“ซาอุดีอาระเบียมีข้อได้เปรียบที่สำคัญในด้านการลดคาร์บอน” Jim Krane แห่งมหาวิทยาลัยไรซ์ในเทกซัสกล่าว เขาพูดถึงผืนดินอันกว้างใหญ่ที่ว่างเปล่าและมีแสงแดดพร้อมธรณีวิทยาที่สร้างขึ้นมาโดยเฉพาะสำหรับกักเก็บคาร์บอนที่ปล่อยออกมาในพื้นที่อุตสาหกรรมพลังงานที่อยู่ติดกัน

Saudi Aramco วางแผนที่จะพัฒนาศักยภาพในการดักจับ จัดเก็บ และใช้ประโยชน์จากคาร์บอนไดออกไซด์ซึ่งมีปริมาณสูงถึง 11 ล้านตันต่อปี และติดตั้งพลังงานลมและพลังงานแสงอาทิตย์ 12 กิกะวัตต์ (gw) ภายในปี 2035

โดยรวมแล้ว ซาอุดีอาระเบียตั้งเป้าที่จะสร้างกำลังการผลิตพลังงานหมุนเวียน 54 กิกะวัตต์ภายในปี 2032 ส่วนสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์เองก็ตั้งเป้าที่จะผลิตพลังงานหมุนเวียนให้ได้ 100 กิกะวัตต์ภายในปี 2030 ทั้งในประเทศและต่างประเทศ เพิ่มขึ้นจากการลงทุนที่สะสมไว้ที่ 15 กิกะวัตต์ในปี 2021

นั่นจะทำให้ Masdar ซึ่งเป็นหน่วยงานที่พัฒนาด้านพลังงานสะอาดที่ควบคุมโดยรัฐ และ ADNOC ถือหุ้นอยู่กลายเป็นผู้พัฒนาพลังงานสะอาดรายใหญ่อันดับ 2 ของโลก ซึ่งก่อนหน้านี้ ADNOC ก็เพิ่งซื้อบริษัทที่พัฒนาเทคโนโลยีการเก็บพลังงานสัญชาติอังกฤษมาเข้าพอร์ต

ACWA Power ซึ่งเป็นบริษัทสาธารณูปโภคของซาอุดีอาระเบีย ใกล้จะเสร็จสิ้นการระดมเงินทุนสำหรับโครงการไฮโดรเจนสีเขียวมูลค่ากว่า 5 พันล้านดอลลาร์ โอมานซึ่งมีน้ำมันสำรองน้อยกว่าและมีค่าใช้จ่ายสูงกว่าประเทศเพื่อนบ้านที่มีขนาดน้ำมันสำรองใหญ่กว่า กำลังพูดถึงการลงทุนมูลค่า 3 หมื่นล้านดอลลาร์ซึ่งอาจจะเป็นการลงทุนในพลังงานไฮโดรเจนที่ใหญ่ที่สุดในโลก นอกจากนี้ โอมานยังได้เปิดตัวกิจการไฮโดรเจนของรัฐเพื่อเสนอสัมปทานโครงการไฮโดรเจนที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมในเขตเศรษฐกิจพิเศษของตัวเองเพื่อให้ผู้สนใจในโครงการดังกล่าวเข้ามาลงทุน

ทั้งซาอุฯ และ UAE ต่างก็กำลังมองหาลู่ทางการลงทุนในตลาดต่างประเทศ อย่าง Masdar ของ ADNOC  ก็กำลังจะลงทุนในธุรกิจไฮโดรเจนมูลค่า 1 หมื่นล้านดอลลาร์ในอียิปต์ รวมถึงการพัฒนาโครงการไฮโดรเจนและพลังงานหมุนเวียนขนาด 4gw ในอาเซอร์ไบจาน และได้ลงทุนในบริษัทที่ทำงานด้านไฮโดรเจนที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมทางตอนเหนือของอังกฤษ

ส่วน ACWA Power ของซาอุฯ กำลังจับตามองโครงการไฮโดรเจนสีเขียวมูลค่าหลายพันล้านดอลลาร์ในอียิปต์ แอฟริกาใต้ และไทย ภายในปี 2030 ทั้งสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์และซาอุดีอาระเบียต้องการควบคุมตลาดส่งออกไฮโดรเจนสะอาดทั่วโลกประมาณ 1 ใน 4 หรือมากกว่านั้น

Ben Cahill จากศูนย์ยุทธศาสตร์และการศึกษาระหว่างประเทศ มองว่าทั้งสองประเทศเคลื่อนไหวอย่างจริงจังเกี่ยวกับไฮโดรเจนและแอมโมเนีย พวกเขาต้องการได้รับข้อได้เปรียบจากผู้ยื่นข้อเสนอรายแรกด้วยการทำข้อตกลงกับผู้ซื้อจากเอเชียและยุโรป ยักษ์ใหญ่แห่งกาตาร์จะทุ่มเงินกว่า 1 พันล้านดอลลาร์เพื่อสร้างโรงงานผลิต “แอมโมเนียสีน้ำเงิน” จากก๊าซธรรมชาติ

ซึ่งมีกำหนดจะเปิดใช้งานภายในปี 2026 หากเศรษฐกิจไฮโดรเจนเริ่มต้นขึ้น ธุรกิจนี้จะสามารถสร้างรายได้ต่อปีได้ถึง 120,000 ถึง 200,000 ล้านดอลลาร์ภายในปี 2050 ซึ่งน้อยกว่าที่พวกเขาทำได้จากน้ำมันและแก๊สในปัจจุบันมาก

เพราะ Saudi Aramco เพียงบริษัทเดียวก็มียอดขายมากกว่า 300,000 ล้านดอลลาร์ในช่วงแค่ครึ่งปีแรกของปี 2022 แต่เมื่อพิจารณาถึงความเสี่ยงที่แท้จริงของการหยุดใช้น้ำมันในอนาคตแล้ว ก็แสดงให้เห็นว่าสิ่งที่ยักษ์ใหญ่ที่สุดของโลกกำลังพยายามทำก็เป็นสิ่งที่ถูกต้องและเหมาะสมแล้ว

 

อ้างอิง

https://www.economist.com/business/2022/12/19/why-the-gulfs-oil-powers-are-betting-on-clean-energy