Travis Kalanick : Phoenix Inside

ความแกร่งของคนวัดจากอะไร? หากคำตอบคือการไม่ยอมแพ้ต่ออุปสรรค โชคชะตา รวมไปถึงผู้มีอำนาจ ก็นับได้ว่า Travis Kalanick คือคน “ธาตุแกร่ง” อย่างไม่ต้องสงสัย เพราะตลอดเส้นทางการเป็นผู้ประกอบการ บททดสอบทั้ง 3 นี้ก็โถมเข้าใส่เขานับไม่ถ้วนและยิ่งหนักหนาขึ้นเมื่อนั่งเก้าอี้ CEO ของ Uber แอพเรียกแท็กซี่ชื่อดังซึ่งแม้จะทำให้ท้อบ้างแต่ก็ไม่สามารถทำให้เขาถอยเลยสักครั้ง เหมือนนกฟินิกซ์ที่ไม่ว่าจะเจอเปลวไฟร้อนแรงเผาไปกี่ครั้ง ก็กางปีกบินออกมาจากกองเถ้าถ่านได้ทุกครั้งไป

“วิหคเพลิงแห่งวง Sharing Economy” เกิดเมื่อ 6 สิงหาคม 1976 ในย่าน Northridge ของนคร Los Angeles รัฐ California สหรัฐฯ มีพ่อเป็นวิศวกร ส่วนแม่เป็นฝ่ายขายของ Los Angeles Daily News หนังสือพิมพ์ยักษ์ใหญ่ของรัฐบ้านเกิด ความสามารถด้านการคำนวนและการโน้มน้าวใจคนทำให้เขาหาเงินใช้เองได้ตั้งแต่เด็กผ่านการเป็น Salesman ขายมีดทำครัวแบบเคาะประตูตามบ้าน ถัดมาในวัย 18 ปีเป็นเจ้าของกิจการครั้งแรกด้วยการเปิดคอร์สเพิ่มคะแนนสอบความถนัดทางการศึกษา (SAT) ในชื่อ New Way Academyซึ่งรับประกันว่าผู้เข้าเรียนจะมีคะแนน SAT เพิ่มขึ้นอย่างแน่นอน โดยนักเรียนคนแรกมีคะแนนเพิ่มขึ้นถึง 400 คะแนน

แม้มีทักษะที่เอื้อประโยชน์ต่องานขายจนเพื่อนวัยเรียนเชื่อว่า “เขาคงเอาดีได้แน่หากเป็น Salesman” แต่หลังจบมัธยมปลาย Kalanick กลับเลือกศึกษาต่อคณะคอมพิวเตอร์ มหาวิทยาลัย University of California Los Angeles (UCLA) และที่นี่เอง เขาได้ตั้งโปรเจค Scour เว็บไซต์ค้นหาข้อมูล (Search Engine) แบบแบ่งปันไฟล์สื่อบันเทิงร่วมกับ Micheal Todd และ Vince Busam เพื่อนร่วมชั้นเรียนเมื่อปี 1998ซึ่งมีแววรุ่งจนเจ้าตัวตัดสินใจหันหลังให้วงการศึกษาเพื่อต่อยอดเป็นบริษัท ทว่าการถูกสมาคมผู้ประกอบกิจการบันทึกเสียงแห่งอเมริกา (RIAA) และองค์กรผู้จัดพิมพ์สื่อดนตรีแห่งชาติ (NMPA) ร่วมกันฟ้องร้องทำให้บริษัทต้องปิดตัวลงในอีก 2 ปีถัดมาพร้อมคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์จากศาลและการล้มละลาย

หนุ่มแคลิฟอร์เนียผมสีดอกเลาไม่ปล่อยให้ความท้อกัดกินกำลังใจนาน โดยในปี 2001 เจ้าตัวร่วมกับทีมวิศวกรจาก Scour และ Toddตั้ง Red Swoosh บริษัทซอฟท์แวร์ด้านเครือข่ายที่ใช้ขยายความกว้างของช่องสัญญานอินเตอร์เน็ต (Bandwidth) เพื่อประโยชน์ในการถ่ายโอนข้อมูลขนาดใหญ่รวมไปถึงไฟล์เพลง แต่ปัญหาสารพัดที่ถาโถมเข้ามา ทั้งการเสียชีวิตของนักลงทุนรายใหญ่ระหว่างเหตุวินาศกรรม 11 กันยายนปี 2001 ความขัดแย้งของฝ่ายบริหารและการขาดเงินทุนหมุนเวียนทำ ให้ในปี 2007 Kalanick ต้องตัดสินใจขาย Red Swoosh ให้ Akamai Technologies อย่างเจ็บปวดด้วยเงิน 1.2 ล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 38.4 ล้านบาท) โดยหลังหักลบกลบหนี้ทำให้ส่วนแบ่งราว 900,000 เหรียญสหรัฐฯ (ราว 28.8 ล้านบาท) ที่เขาได้เหลือเพียง 300,000 เหรียญสหรัฐฯ (ราว 9.6 ล้านบาทเท่านั้น)

ด้วยเงินจำนวนนี้ทำให้อดีตนักศึกษา UCLA เจ้าเสน่ห์ที่เคยมาใช้ชีวิตช่วงหนึ่งอยู่ในไทยเพื่อประหยัดลดค่าครองชีพ เสาะหาช่องทางทำธุรกิจอีกครั้งซึ่งที่สุดก็มาลงเอยกับ Uber หลังเขาและ Gareett Camp จำใจเดินกลับที่พักในคืนหิมะตกหนักของกรุง Parisระหว่างไปร่วมฟัง LeWeb การสัมนา Start Up ด้านเทคโนโลยีเมื่อปี 2008 เพราะหาแท็กซี่ไม่ได้เลย โดยในอีก 2 ปีบริษัทก็เป็นรูปเป็นร่างและเปิดให้บริการในนคร San Francisco เป็นที่แรก โดยในส่วนของการบริการผู้ใช้ที่มีบัญชีบัตรเครดิต เพียงโหลดแอพ Uber จาก App Store หรือ Google Play แล้วกดเรียกแท็กซี่ ซึ่งพิกัด GPS ของ Smartphone จะช่วยให้พลขับพารถมายังพิกัดของผู้ใช้ในเวลาไม่นาน และหลังใช้บริการทั้งคนขับและผู้ใช้ยังสามารถให้บริการกันและกันเพื่อประโยชน์ของทั้ง 2 ฝ่ายด้วย

ปัจจุบัน Uber มีให้บริการอยู่ตาม 200 เมืองใน 53 ประเทศทั่วโลก มียอดเรียกใช้กว่า 1 ครั้งต่อวัน ทำรายได้เข้าสู่องค์กรถึง 20 ล้านเหรียญสหรัฐฯ (ราว 640 ล้านบาท) ต่อสัปดาห์จนมูลค่าบริษัทสูงถึง 18,000 ล้านเหรียญสหรัฐฯ (ราว 576,000ล้านบาท) แต่ปัญหาก็เพิ่มขึ้นมากมายเป็นเงาตามตัว โดย CEO วัย 38 ปีก็ใช้วิธีจัดการกับปัญหาต่างๆแบบดุดัน เช่น ให้ Brand Ambassador เรียกแท็กซี่ผ่านแอพของ Lyft บริษัทคู่แข่ง แต่เมื่อรถมาถึงกลับไม่ขึ้นแล้วหันไปใช้บริการของ Uber แทน พร้อมทวิตข้อความเย้ยหยันอย่างเจ็บแสบว่า “คงเป็นได้แค่ของปลอมทำเหมือน (Clone)” หรือการไม่ยี่หระต่อการประท้วงของสมาคมคนขับแท็กซี่ในแต่ละประเทศเพราะมั่นใจว่ารายได้ที่สูงกว่าทำให้มีคนอีกมากที่อยากมาเป็นพลขับของ Uber เห็นได้จากพลขับในสังกัดประจำมหานคร New York ทำงานเพียง 40 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ก็มีรายได้เฉลี่ยถึง 90,000 เหรียญสหรัฐฯ (ราว 2.8 ล้านบาท) ต่อปีต่างจากรายได้เฉลี่ยของคนขับแท็กซี่เมืองนี้ซึ่งอยู่ที่เพียง 38,000 เหรียญสหรัฐฯ (ราว 1.2 ล้านบาท) เท่านั้น รวมไปถึงการเดินหน้าทำธุรกิจในแต่ละประเทศโดยไม่ขออนุญาตรัฐบาลเพราะเห็นว่าฝ่ายปกครองในประเทศต่างๆ มักออกกฏที่ปิดกั้นความก้าวหน้าในการทำธุรกิจ

สำหรับวิสัยทัศน์ในอนาคต Kalanick ซึ่งปัจจุบันครองตำแหน่งบุคคลรวยสุดอันดับที่ 290 ของสหรัฐฯ ด้วยมูลค่าทรัพย์สิน 3,000 ล้านเหรียญสหรัฐฯ (ราว 96,000 ล้านบาท) ตามการจัดอันดับของนิตยสาร Forbes เผยว่า อยากพัฒนา Uber ให้เป็นระบบขนส่งมวลชนที่ทำงานได้ราบรื่น ตามกลไกของระบบเศรษฐกิจที่สร้างความพึงใจให้ผู้ใช้ได้ในทันที (Instant Gratification Economy) รองรับการใช้ชีวิตแบบ Remote Control ที่สินค้และบริการทุกอย่างมาอยู่ตรงหน้าเพียงแค่กดปุ่ม นอกจากนี้ยังต้องการขยายองค์กรให้ใหญ่ขึ้นจนเทียบเท่าบริษัทชั้นนำในอุตสาหกรรมเทคโนโลยี อย่าง Google Amazon หรือ Ebay อีกด้วย

ที่มา : vanityfair.com ,businessinsider.com ,wikipedia.com