“จูเนียร์” วัชร วัชรพล : “ต้องกล้าคิด กล้าทำ ไม่อย่างนั้นทุกอย่างจะเหมือนเดิม”

ภาพชายหนุ่มรูปร่างสูงใหญ่ในชุดกางเกงยีนส์ เสื้อยืดแบบเรียบๆ สีดำที่เปิดประตูเข้ามาทักทาย “Marketeer” ด้วยใบหน้ายิ้มแย้มคือ “จูเนียร์” วัชร วัชรพล ประธานกรรมการบริหาร บริษัท ทริปเปิล วี บรอดคาสท์ จำกัด ผู้บริหาร สถานีโทรทัศน์ไทยรัฐทีวี ช่อง 32 HD 

ไทยรัฐทีวี จุดเปลี่ยน “วัชรพล”

วัชร วัชรพล เป็นนักธุรกิจหนุ่มคนหนึ่งที่ไม่ค่อยชอบออกงานสังคม ถ้าไม่ใช่งานบริษัทหรืองานเครือญาติยากที่จะได้เห็น เขาบอกว่าไม่ชอบถ่ายรูป ไม่ชอบมองกล้อง ค่อนข้างอึดอัดและเกร็งเมื่ออยู่ท่ามกลางความสนใจของผู้คน แต่เชื่อว่าในจุดที่เขากำลังยืนอยู่อีกไม่นานความคุ้นชินก็จะเข้ามาแทนที่

วิธีคิดในการสร้างช่องไทยรัฐทีวีที่ใช้เงินในการลงทุนไม่ต่ำกว่า 6 พันล้านบาท สูงที่สุดในประวัติศาสตร์การทำธุรกิจของตระกูล “วัชรพล” หลังจากการลงทุนแท่นพิมพ์ที่ทันสมัยประมาณ 3 พันล้านบาทเมื่อประมาณ 15 ปีก่อนให้เป็นช่องหนึ่งที่อยู่ในใจผู้คนให้เร็วที่สุด ถูกวางแผนไว้อย่างไร   และบทสัมภาษณ์ในครั้งนี้ยังได้เจาะลึกไปถึงตัวตนของวัชร วัชรพลในอีกหลายๆ เรื่องด้วย

 

ธุรกิจครอบครัวที่ไม่ยั่งยืนส่วนหนึ่งเป็นเพราะคนมาที่จะเข้ามาสานต่อธุรกิจในรุ่นหลังๆ เริ่มไม่อยากทำต่อ และมีแนวคิดที่จะไปเป็นเจ้าของธุรกิจของตัวเอง คุณเคยเป็นแบบนี้หรือเปล่า

มีบ้างเหมือนกันครับที่ช่วงวัยรุ่นอยากไปทำอะไรที่เป็นของตัวเอง อยากไปทำหนังทำดนตรีกับเพื่อนก็ได้ไปลองทำบ้างแล้วเหมือนกัน แต่สุดท้ายพอโตมากขึ้นเราก็รู้ว่าธุรกิจของที่บ้านเป็นภาระที่ต้องทำ และพอมาทำเราก็หามุมให้สนุกกับมันได้

อีกอย่างพอจำความได้ผมก็มาวิ่งเล่นเตะบอลกับลูกๆหลานๆของคนในโรงพิมพ์อยู่ที่นี่แล้วล่ะครับ เมื่อก่อนแม่ทำงานวันเสาร์ด้วย วันหยุดผมก็มาทำงานกับแม่   และด้วยความเป็นหลานคนโตที่เป็นผู้ชายทำให้มีโอกาสได้เจอกับคุณตาบ่อย และได้ใกล้ชิดกับคุณตามากที่สุด   เพราะในรุ่น 3 พอหลังจากผมไปคือน้องนิคก็เป็นผู้หญิงที่ห่างจากผมประมาณ 6 ปี   ตอนคุณตาเสียผมอายุประมาณ 14-15 ปี เพียงแต่ว่าก่อนท่านเสียผมอาจจะห่างไปหน่อยหนึ่งเพราะไปเรียนต่อเมืองนอกตั้งแต่อายุ 12-13 ปี

 

ภาพและเรื่องราวอะไรของคุณตาที่ยังติดตาติดใจคุณ

(นิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนที่จะเล่าออกมาช้าๆ) ภาพคุณตานั่งโขกหมากรุกกับคนงาน ภาพแกเตะตะกร้อยังติดตาผม ภาพที่คุณตาพูดคุยกับพนักงานคุยกับคนโน้นคนนี้ เมื่อก่อนเรายังแยกไม่ออกหรอกว่าใครเป็นพนักงาน เป็นคนงาน เพราะเราจะเรียกเขาแบบญาติๆพี่ ป้า น้า อา ทุกคนเลยเหมือนญาติกันไปหมด

สำหรับพนักงานรุ่นใหม่ ผมก็รู้สึกกับเขาอย่างนั้น เป็นความรู้สึกที่ติดตัวมา แต่ยอมรับว่าวันนี้บริษัทโตเร็วมากบางคนผมเลยไม่คุ้นหน้าและไม่รู้ชื่อ สมัยทำบริษัทออนไลน์อยู่ชั้นนี้ชั้นเดียว นักข่าวมีประมาณ 20 คนโปรแกรมเมอร์มีประมาณ 5-6 คน มาร์เก็ตติ้ง 3-4 คน บัญชีก็อยู่ด้วยกันรวมหมด ประมาณ 50 คนทำให้สนิทกัน รู้จักประวัติหมด คนนี้อะไร อย่างไร ตอนนี้ออนไลน์มีเพิ่มเป็น 100 คน ทีวีประมาณ 410 คน ฝั่งสิ่งพิมพ์ 1,800 คน รวมคนหมดประมาณ 2 พันกว่าคน เป็นองค์กรที่มีทั้งเบบี้บูม Gen X Gen Y   ดังนั้นวัฒนธรรมจะหลากหลายกันมาก และเป็นปัญหาเหมือนกันที่จะให้ทุกคนคิดเหมือนๆ กัน มีเป้าหมายในแนวทางเดียวกัน แต่เป็นเรื่องที่กำลังพยายามทำครับ

                                                                                                             

ในกลุ่มสื่อด้วยกันที่เข้ามาประมูล ไทยรัฐทีวีเป็นกลุ่มเดียวที่เข้าสู่รายการทีวีช้ากว่าคนอื่นๆ เพราะอะไร คิดอย่างไร

เริ่มจากการที่เราเข้ามาทำออนไลน์ก่อน ซึ่งจะมีเทรนด์ของมัลติมีเดียมาด้วย ตอนแรกคิดแค่จะซื้อกล้อง P2 สัก 2 ตัวเพื่อให้มีภาพประกอบเติมเต็มในออนไลน์ หลังจากนั้นเรื่องดาวเทียมก็มา ทีวีดิจิตอลก็มา ก็ต้องยอมรับว่าเป็นทางที่ต้องไป ในต่างประเทศสื่อใหญ่บางรายเขายังพยายามปรับตัวกับออนไลน์อยู่ด้วยซ้ำ แต่ว่าบ้านเราพอดี กสทช. ได้เปิดโอกาสให้ด้วย ตอนนั้นคนอื่นเขาก็เริ่มทำกันแล้ว ผมคิดว่าเมื่อเราตัวใหญ่สุดทางด้านสื่อ แต่มาหลังสุด ดังนั้นถ้าทำเราก็คงต้องลุยทีวีดิจิตอลแล้วล่ะ เพราะดาวเทียมกับดิจิตอลถ้าเป็นฟุตบอลก็ต้องบอกว่าคนละลีกกัน การเข้าถึงคนกลุ่มใหญ่ ความเป็นไปได้ในการสร้างรายได้มันต่างกัน

 

ทำไมเราเลือกประมูลช่อง HD วาไรตี้ ไม่ประมูลช่องข่าวทั้งๆ ที่แบรนด์ไทยรัฐคนจะนึกถึงข่าวก่อนอย่างอื่น

คือเราก็คิดกันหลายตลบครับ ผมก็ซื้อใบอนุญาตไว้ทั้ง 3 แบบ คือข่าว SD และ HD แต่มีกฎว่าถ้าเอา HD ห้ามเอาข่าวต้องเลือกอย่างใดอย่างหนึ่ง เราก็รู้ตั้งแต่ต้นอยู่แล้ว แต่จำเป็นต้องซื้อไว้ก่อนเพราะตอนนั้นทุกอย่างยังไม่ชัด ไม่รู้ว่าต่อไปใครจะลงตรงนี้บ้าง ก็เป็นการซื้อเปิดหน้าไพ่ไว้ก่อนไม่ให้เสียโอกาส ซื้อใบละ 1 ล้านบาท ทั้งๆ ที่รู้ว่าเราต้องทิ้ง 2 ล้านบาทแน่นอน

การที่เราเอา HD เพราะเป็นอีกลีกหนึ่งเหมือนกัน เป็นลีกท็อปในทีวีดิจิตอล ผมเชื่อมั่นว่าคนที่ดู HD แล้วจะชอบและติดใจจนไม่อยากกลับไปดู SD อีกแล้วล่ะ อีกอย่างเทคโนโลยีของโลกก็มุ่งไปทาง HD อยู่แล้วด้วย

วิธีคิดอีกมุมหนึ่งคือถ้าเข้าไปอยู่ในกลุ่มข่าว เราก็คงไม่โดดเด่นออกมาเพราะกลุ่มนี้มีผู้เล่นที่แข็งแรงทั้งนั้น ส่วนกลุ่ม HD วาไรตี้ก็จะมีจุดแข็งเรื่องของบันเทิง พอเราฉีกมาตรงนี้เราก็เลยกลายเป็นสำนักข่าวเจ้าเดียวที่อยู่บน HD วาไรตี้ และเอาข่าวมานำบันเทิง วาไรตี้ ตอนนี้เราวางสัดส่วนข่าวกับบันเทิงไว้ที่ 50-50 แต่ต่อไปเราสามารถปรับเพิ่มหรือลดลงได้ ขึ้นอยู่กับการตอบรับโดยไม่ผิดกฎ กสทช. ที่กำหนดให้ช่องวาไรตี้ต้องมีข่าว 25%

 

คุณกล้าเอาช่วงข่าว “ไทยรัฐนิวส์” ชนกับช่วงละครของช่องอื่นๆ อะไรคือความมั่นใจในเรื่องข่าว

คือจากที่เราทำวิจัยมาพอคนได้ยินชื่อไทยรัฐก็จะนึกไปถึงหนังสือพิมพ์ทันทีเป็นอย่างแรก อย่างที่สองคือไทยรัฐคือข่าว เลยทำให้จำเป็นต้องเอาจุดเด่นเดิมของเราไปต่อยอด ยอมรับว่าเราไม่เก่งวาไรตี้เท่าไร ส่วนในช่อง HD อื่นๆ ก็มีข่าว แต่ไม่ได้ให้ความสำคัญเท่าเราแน่

จากผลวิจัยอีกเหมือนกันที่ทำให้เชื่อว่ายังมีกลุ่มคนจำนวนมากที่ต้องการดูข่าวในช่วงเวลาที่เปิดไปดูช่องอื่นมีแต่เรื่องละคร และเรื่องบันเทิง เป็นการนำเสนอรูปแบบที่ต่างออกไป และทำให้น่าดูเพิ่มขึ้นจากเทคนิค และเทคโนโลยีที่เราลงทุนไป

          ผมเชื่อว่าเรื่องของข่าวในช่องข่าวเองแต่ละช่องก็ต้องเหนื่อยกันหมด อีกอย่างข่าวกระแสเวลามีมาก็เหมือนๆ กันหมด แต่จะนำเสนอให้ต่างอย่างไรเป็นเรื่องที่ยากเหมือนกัน เพราะฉะนั้นวิธีการการย่อยเนื้อหาข่าวให้ฟังได้ง่ายและเข้าใจ จะเป็นเรื่องที่สำคัญและผมเชื่อว่าแต่ละช่องก็มีวิธีคิดในการจับตลาดคนดูของตัวเอง เช่น บางช่องอาจจะฮาร์ดนิวส์ไปเลยหรือบางช่องอาจจะซอฟท์นิวส์ก็แล้วแต่ ส่วนไทยรัฐเองรูปแบบของเราจะเหมือนกับหนังสือพิมพ์ คือ Everything

 

ไทยรัฐนิวส์โชว์ที่เป็นช่วงไฮไลท์ของช่องรูปแบบจะเป็นอย่างไร

จะเป็นรายการข่าวที่ไม่มีรูปแบบตายตัว คือเรื่องนี้เราคุยกันเยอะมาก รูปแบบรายการที่โปรดิวเซอร์นำมาเสนอ เบรก 1 เป็นอย่างนี้เบรก 2 เป็นอย่างนี้ ดูแล้วก็ไม่ใช่ ปรับกันหลายครั้ง แล้วก็มาตกผลึกกันที่ว่าดูหนังสือพิมพ์สิ แต่ละวันแต่ละกรอบ หรือเลย์เอ้าท์หน้า 1 ไม่เห็นเหมือนกันเลย พาดหัวบางวันแบบนี้ บางวันอีกแบบ เลยบอกว่ารายการทีวีเองก็ไม่ต้องมีรูปแบบตายตัวได้ไหม ให้เหมาะสมกับสถานการณ์ เลยกลายเป็นที่มาของความคิดที่ว่าเป็นรายการข่าวที่ไม่มีรูปแบบตายตัว

 

ส่วนใหญ่คนหน้าจอไทยรัฐทีวีเป็นคนรุ่นใหม่จะมีปัญหาหรือเปล่า ในขณะที่อีกหลายๆ ช่องเขามีซูเปอร์สตาร์หรือคนข่าวที่คนดูคุ้นหน้าคุ้นตายู่แล้ว

ยอมรับว่าผู้ประกาศเป็นหน้าใหม่ทั้งหมด แต่เราก็มีคุณมิลค์ เขมสรณ์ หนูขาว ผู้ประกาศข่าวจากช่อง 5 เข้ามา แต่ที่จริงแล้วผู้ประกาศใหม่หลายคนเคยมีประสบการณ์ผ่านหน้าจอมาบ้างแล้ว แต่ก็อาจจะไม่ใช่ช่องใหญ่เลยไม่ค่อยเป็นที่รู้จัก คนใหม่เป็นเรื่องที่เลี่ยงไม่ได้เพราะช่องเพิ่มขึ้นแต่คนทำทีวีที่มีประสบการณ์มีเท่าเดิม เราก็ต้องเอาผู้มีประสบการณ์มาคอยแนะนำ และก็มาเข้าคอร์สอบรมเทรนนิ่งเพื่อให้เขามีความเป็นคนของไทยรัฐคิดไปในแนวทางเดียวกับเรา

รายการข่าวเราเลือกที่จะสร้างกอง บก. ขึ้นมา แล้วผลิตข่าวตัวเองทั้งหมดเพื่อควบคุมคุณภาพ และให้เป็นไปตามแนวทางที่เราวางไว้

 

สโลแกนที่ว่า “คิดต่าง” ก็ว่าเป็นโจทย์ที่ยากแล้ว แต่ยังต้อง “เข้าใจ” อีกคือต้อง “จับใจ” คนดูให้ได้ จะทำได้อย่างไร

ผมว่าอย่าดูถูกคนดู ผมเชื่อว่ามีทางไป แต่ต้องกล้าคิด กล้าทำ ไม่อย่างนั้นแล้วทุกอย่างจะเหมือนเดิมสโลแกน “คิดต่างอย่างเข้าใจ” จึงเริ่มมาจากความเข้าใจก่อน เราเชื่อว่าหนังสือพิมพ์ไทยรัฐที่อยู่คู่กับคนไทยมากว่า 60 ปี มีความเข้าใจผู้บริโภคว่า เขาต้องการจะเสพอะไร อยากรู้อะไรเราก็จะเลือกนำเสนอข่าวนั้นๆ แล้ว ค่อยมานำเสนอด้วยรูปแบบใหม่ๆ ที่แตกต่าง

ดังนั้น ไทยรัฐนิวส์โชว์ เราจะไม่มีรูปแบบตามตัวเช่น เบรก 1 ฮาร์ดนิวส์ เบรก 2 เป็น ทอล์ค เบรก 3 เป็นกีฬา เบรก 4 เป็นบันเทิง ไม่ใช่หรอกครับเรารื้อหมด อย่างถ้าวันนี้ข่าวบันเทิงเป็นข่าวใหญ่ เราสามารถเอาข่าวบันเทิงมาเล่นเป็นข่าวแรกได้เลย หรือถ้าเกิดพลิกล็อกในการแข่งขันกีฬาอะไรสักอย่าง เราก็เอาข่าวกีฬามารายงานเลยเป็นข่าวแรก หรืออาจจะเก็บเป็นช่วงสุดท้ายก็ได้ หรือข่าวที่ขึ้นแรกก็ไม่จำเป็นต้องเป็นข่าวใหญ่ที่สุดมันแล้วแต่ ข่าวใหญ่ที่สุดอาจจะอยู่ช่วงหลัง หรือช่วงกลางก็ได้ ก็เป็นเรื่องที่ทดลองทำดูกันอยู่ แต่อย่างไรก็ตามจะพยายามไม่ให้อยู่ในกรอบเดิมๆ แน่นอน

         

ในช่องอนาล็อกเดิมที่มีมานานในบ้านเราต้องยอมรับกันว่าสร้างแบรนด์ผ่านละคร ไทยรัฐทีวีมีความคิดในเรื่องการทำละครอย่างไร ละครของไทยรัฐทีวีต้องเป็นแบบไหน

เป็นคำถามที่เจอบ่อยมากครับ ทุกคนถามหมดว่าไทยรัฐจะมีละครไหม เพราะที่จริงนอกจากจากข่าว ยอดไลค์นิยายไทยรัฐในเว็บก็สูงมากเหมือนกัน มีครับมีแน่ แต่ตามแผนที่วางไว้จะประมาณกลางปีหน้า เพราะละครจะต้องใช้เวลาในการผลิต และก็เราอยากจะตกผลึกกันให้มากกว่านี้ว่าละครควรจะเป็นแบบไหน เท่าที่สรุปกันคร่าวๆ คือต้องมีความสมจริงมากขึ้น ทั้งการแต่งหน้าแต่งตัวรวมทั้งบทละคร ผมเชื่อว่าโปรดักชั่นเฮ้าส์ในเมืองไทยกล้าที่จะทำ แต่ว่าเขาเองก็โดนล้อมกรอบไว้เหมือนกัน ผมเชื่อว่าถ้าเราจะทำแล้วเปิดโอกาสให้ผู้จัดมานั่งคุยกันผมเชื่อว่าเราเปลี่ยนแปลงได้ แต่ก็ต้องเกิดทั้ง 2 ฝ่ายทางสถานี Open ผู้ผลิตก็ต้อง Open ด้วย   เพราะบางเจ้าก็อาจจะอีโก้สูงบอกว่าฉันทำมาดีแล้ว ทำมาตั้งนานเรทติ้งก็ดี เปลี่ยนไม่ได้ มันก็ไม่เกิด

ละครของไทยรัฐที่คิดๆ ไว้ก็มีหลายแบบ แต่ที่แน่ๆ คือละครเราต้องไม่น้ำเน่าแน่นอน ละครรักๆ ต้องมีอยู่แล้ว ชีวิตคนเราต้องมีความรัก แต่มันต้องเป็นมุมไหน ตอนนี้ยอมรับครับแนวทางยังกว้างๆ ยังถกเถียงกันอยู่ ไม่ตกผลึก

 

สนใจค่ายไหนเป็นพิเศษ

เราคุยได้หมดครับ ก็มีบ้างที่คิดไว้ว่าอยากได้ แต่ส่วนใหญ่โดนช่องเก่าเอาไปหมดแล้ว (หัวเราะ) คือเรื่องละครพูดจริงๆ เลยผมไม่ดูละคร นี่เป็นจุดอ่อนของผมเลย ไม่เคยดูมาแต่ไหนแต่ไรแล้ว เรื่องละครอยากให้คุยกับน้องนิค น้องนิคเขาจะมีข้อมูลเรื่องละครมาก เป็นคนดูละคร อย่างเขาจะบอกว่า เรื่องลำยองของคุณพงษ์พัฒน์น่าสนใจนะ เพราะอะไรจะอธิบายได้เป็นฉากๆ

 

50% ที่เป็นบันเทิงวางสัดส่วนละครกับรายการต่างๆ ไว้อย่างไร

          อีก 50% ยังไม่ชัดเจนครับว่าเป็นอย่างไร ตอนนี้ช่วงหลังข่าวก็จะเป็นวาไรตี้บันเทิง เช่น เกมโชว์ นอกจากข่าวเราจะมีช่วงซูเปอร์โปรแกรมที่ให้ทางผู้ผลิตข้างนอกผลิตมาเช่นกับโพลีพลัสจะมี ทอล์ค ทะลุดาว รายการหอยเจอลี่ ของเสนาหอย รายการ Nake And The City ทอล์คโชว์สไตล์น้าเน็ก ทีวีธันเดอร์ก็จะเป็นสิงห์สนามหลวง   มีปริศนาฆาตเกมของคุณจ๊อบ นิธิ และยังมีรายการของกันตนาที่ซื้อรายการจากยุโรปมา

          คือตอนนี้ผู้ผลิตเองก็คงต้องดูช่องเหมือนกัน ช่องไหนเป็นอย่างไร เขาเองก็มีโอกาสเลือกช่องที่ดีที่สุดให้กับรายการของเขา หรือเช่าช่วงเวลาไปทำประโยชน์ต่อเหมือนกัน

 

ระหว่างการตั้งทีมงาน การหาคอนเท้นท์ หรือการเรียนรู้เรื่องเทคโนโลยี อะไรที่ยากที่สุดสำหรับคุณ

ยากหมดทุกอย่างครับ เพราะทุกอย่างเป็นสิ่งใหม่มากสำหรับเรา ตอนนี้เรื่องระบบก็ยังไม่นิ่ง   แล้วการบริหารงานที่ว่ายาก บริหารคนยิ่งยากกว่า คนมาจากหลากหลายทำให้การปรับจูนมายด์เซ็ทให้ไปในทิศทางเดียวกันขององค์กรยากมาก อย่างของเราส่วนใหญ่ช่วงแรกเป็นทีมจากสปริงนิวส์ แต่ผมเชื่อว่าทุกคนเป็นมืออาชีพ เมื่อมาทำที่นี่แล้วก็ต้องทุ่มเทให้องค์กร คือพอคนมาจากหลายที่ก็จะมีคนบอกว่าแล้วจะเป็นไทยรัฐเหรอ เขามาจากช่องข่าวอีกช่อง แล้วจะมาทำให้เราจะเต็มที่หรือเปล่า ซึ่งผมมองว่าคิดแบบนั้นก็แย่ ไปไม่ถึงไหน เหมือนเวลาคุณซื้อตัวนักบอลมาคุณก็ต้องเล่นให้เต็มที่กับทีมใหม่ แม้ต้องไปแข่งกับทีมเดียวกันก็เถอะ คุณเตะเข้าประตูทีมเก่าคุณก็ต้องดีใจ

 

คนของไทยรัฐทีวีที่คุณต้องการเป็นคนอย่างไร มีวิธีคิดแบบไหน

ต้องคิดถึงคนดูเป็นหลักและพยายามยึดมั่นในแนวทางทางของเราให้ได้ อย่างเช่นเวลาเสนอข่าวเราบอกว่าแตกต่างอย่างเข้าใจ ดังนั้นเวลานำเสนอข่าวก็ต้องไม่โยนข้อมูลทั้งหมดให้เขา แต่ต้องคิด วิเคราะห์ และย่อยข่าวให้เขาด้วย และทุกคนต้องยึดเรื่องพวกนี้เป็นหลัก อย่างผู้ประกาศเราก็ไม่ต้องการคนที่มานั่งอ่านอย่างเดียว แต่ต้องเป็นคนข่าวด้วยรู้ที่มาที่ไปของข่าวด้วย

 

ตอนนี้คนอ่านไทยรัฐต่อวันจำนวนเท่าไร โจทย์สำคัญในการเปลี่ยนคนอ่านไทยรัฐมาเป็นคนดูไทยรัฐวางไว้อย่างไร

ยอดคนซื้อไทยรัฐ 1 ล้านฉบับต่อวัน แต่ความจริง 1 ฉบับคนอ่านมากกว่า 1 คน ข้อมูลจากเอเยนซี่จะบอกเราว่า 1 ฉบับคนอ่านประมาณ 4 คน แต่ มีการเคลมรีดเดอร์ชิพคนอ่านถึง 9 คนต่อวัน ต้องดึงคนกลุ่มนี้มาอ่านไทยรัฐตอนเช้า เย็นดูไทยรัฐทีวี ในช่วง 1 เดือนแรกเราเลยมีกิจกรรมต่อยอดยอดคนอ่านกับคนดู ภายใต้แคมเปญ “เช้าอ่านสิบ เย็นหยิบแสน” ด้วยการตัดชิ้นส่วนจากหนังสือพิมพ์ไทยรัฐส่งชิงโชคทองคำราคา 1 แสนบาท ประกาศรายชื่อผู้โชคดี ในช่วงข่าวของไทยรัฐทีวีทุกวัน

ต่อไปเราก็ยังจะมีกลยุทธ์ของ Second Screen หรือ Connected TV ซึ่งมาจากพฤติกรรมของคนดูทีวีสมัยนี้ ที่ดูไปเล่นไลน์เล่นเฟซบุ๊คไปพร้อมๆ กัน ไม่ได้อยู่หน้าจอเดียวแล้ว สิ่งที่เราจะทำก็คือจะเชื่อมโยงช่องทีวีของเราให้ไปอยู่ในเครื่องมือสื่อสารหน้าจอของผู้ชมเหล่านั้นทั้งหมด น่าจะเริ่มได้ในไตรมาสที่ 4 ของปีนี้ พอถึงวันนั้นเราคงมีแอพพลิเคชั่นสนุกๆ ให้เล่นกันครับ

 

คุณเคยบอกว่า ความเป็นสื่อสิ่งพิมพ์ของไทยรัฐคาดว่า 20 ปี ถึงจะลดบทบาทลง นานไปหรือเปล่าคะ

ที่จริงผมอยากให้อยู่นานกว่านี้อีกนะครับ (หัวเราะ) แต่เราก็ไม่รู้ว่าเทรนด์ของผู้บริโภคจะไปเร็วอย่างไร แค่ไหน เราก็จะรักษาไว้ให้นานที่สุด ยอมรับว่าในกรุงเทพฯ หรือต่างจังหวัดหัวเมืองอาจจะไปเร็วกว่านี้ และนี่ก็คือเหตุผลสำคัญหนึ่งในการที่ต้องมาเตรียมพร้อมในการทำทีวี

 

พอใจกับยอดออนไลน์ตอนนี้แค่ไหน และมีทิศทางต่อจากนี้อย่างไร

ยอดออนไลน์ของเราตอนนี้ก็ประมาณ 2 ล้านเพจวิวต่อวัน จากทรูฮิตที่เขานับเว็บไทยทั้งหมดรวมทั้งสนุก กระปุก M ไทย ช้อปปิ้ง ก็จะเด้งอยู่ที่ อันดับ 7 – 8 – 9 -10 แล้วแต่วัน แล้วแต่ข่าว แต่ถ้าในหมวดข่าวเอเอสทีวีมากที่สุด แล้วเราเป็นที่ 2 ตอนนี้เรากำลังปรับปรุงเว็บใหม่อยู่ยังไม่เข้าที่ ยังมีอะไรให้พัฒนาอีกเยอะครับ ก็มีน้องที่เขามาเป็นจีเอ็มช่วยรับผิดชอบหลัก แต่อย่างทุกเช้าวันจันทร์ผมจะประชุมออนไลน์ บ่ายจะเป็นไทยรัฐทีวี เราจะให้ความสำคัญกับสื่อทุกช่องทางเท่าเทียมกันหมด หนังสือพิมพ์ ไทยรัฐทีวี ไทยรัฐออนไลน์ ซึ่งพอมีทีวีมาเสริมก็จะมีมัลติมีเดียเพิ่มขึ้นเช่น คลิปก็จะไปฝังในข่าวได้

จริงๆ สโลแกนเราเต็มๆ คือ เช้าอ่านไทยรัฐ กลางวันอ่านไทยรัฐออนไลน์ เย็นดูไทยรัฐทีวี และอยู่ข้างนอกก็อ่านไทยรัฐโมบาย แต่มันยาวไปเลยตัดออก (หัวเราะ)

 

Brand Personality ของไทยรัฐทีวีคืออะไร

คือคนรุ่นใหม่ไม่ใช่เด็กเกินไปหรือผู้ใหญ่เกินไป 30 ปีปลายๆ เข้าถึงคนได้ดูเป็นมิตร คนกล้าที่จะเข้าหามีความรู้ ชอบคิดต่างแต่เข้าใจคนไม่หยิ่งยโส

 

กลยุทธ์ในการขายโฆษณาของไทยรัฐถูกวางไว้อย่างไร

ในช่วงแรกเราอยากจะให้ทุกตัวเดินด้วยตัวเองก่อนแต่เราก็พร้อมที่จะปรับเปลี่ยน ซึ่งน่าจะเป็นอะไรที่แอดเวอร์ไทเซอร์ชอบเรามีมีเดียพอร์ตโฟลิโออยู่ 3 ตัว ซึ่งเราจะทำให้แข็งแรงและไปด้วยกัน ทั้งออนไลน์ หนังสือพิมพ์ และทีวี และเราก็ยินดีที่จะทำแพ็คเกจว่าเอาตัวไหนกับตัวไหนอย่างไร

ราคาโฆษณาตอนนี้เฉลี่ยในช่วงไพร์มไทม์ คือช่วงไทยรัฐนิวส์โชว์ กับช่วงข่าววาไรตี้ ประมาณ 1 แสนบาท ตอนนี้ทุกช่องตั้งราคาไว้สูงหมด แต่จะลดหลั่นอย่างไรก็ต้องดูกันอีกทีครับ

 

กุนซือคนสำคัญเบื้องหลังของไทยรัฐทีวี                                  

ที่จริงแล้วผู้ใหญ่ทุกคนที่ไทยรัฐให้ความช่วยเหลือหมด แต่ถ้าให้ระบุชัดๆ ต้องพี่ซัน (ฉัตรชัย ตะวันธรงค์) ที่มีประสบการณ์ทั้งการเป็นนักหนังสือพิมพ์แล้วมาทำทีวี รุ่นบุกเบิกที่ไอทีวี ซึ่งเขาจะเข้าใจธรรมชาติของคนหนังสือพิมพ์ที่เป็นตัวตนของเราด้วย พี่ซันได้เข้ามาช่วยตั้งแต่ช่วงแรกๆ ส่วนคุณแม่ก็จะให้อิสระในการทำงานกับเรามากเลย คือท่านให้เน้นในเรื่องเหตุและผล ถ้าเราสามารถอธิบายชัดว่าทำแล้วต่อไปเป็นอย่างไร เขาก็ยอมรับฟัง

 

สิ่งที่คุณแม่ห่วงที่สุดในวันนี้น่าจะเป็นเรื่องอะไร

(นิ่งคิดครู่หนึ่ง) น่าจะเป็นเรื่องคน เพราะตอนนี้คนจะเข้ามาหาเราเยอะมาก ทั้งคนทำงาน ทั้งคู่ค้า ก็ต้องดูว่าคนไหนเป็นอย่างไร รู้หน้าไม่รู้ใจนะ เพราะคนมากันเร็วและมากหน้าหลายตา จริงๆ คำสอนของคุณตาที่ถูกถ่ายทอดผ่านคุณแม่จะมีเรื่องต่างๆ เช่น เวลาทำงานก็ทำให้เต็มที่ อย่ากลัวปัญหา ปัญหามีไว้แก้ อย่าทำงานพร้อมกันหลายอย่าง โฟกัสอย่างเดียวเลยให้ทำให้ดีที่สุด อย่างเรามีไทยรัฐหัวเดียวมาตลอด การขยายกิจการก็จะต่อเนื่องกับที่ทำ ทีวีเป็นเรื่องที่เลี่ยงไม่ได้ ถ้าคุณตาอยู่ผมเชื่อว่าคุณตาก็ต้องตัดสินใจทำแบบนี้เพราะโลกเปลี่ยนแล้วจริงๆ มีคนถามว่าทำไมทีวีเราไม่เอา 2 ช่อง ไม่ล่ะ เราเอาช่องเดียว แต่ทำให้ดีสุดๆ ไปเลย

 

มีวิธีการตั้งรับกับปัญหา และงานต่างๆ ที่ประดังเข้ามาได้อย่างไร

ใช่ครับ ปัญหาเยอะมาก จุกจิกมากต่างคนต่างใหม่ เราเลยพยายามเตือนตัวเองตั้งมายด์เซ็ทว่าปัญหามีไว้แก้ ทุกเรื่องต้องมีทางออก อย่างแรกคือต้องตั้งสติให้ได้ก่อน อย่าสติแตกไปกับมัน แล้วพยายามหาเวลาว่างบ้าง เครียดไปก็ไม่ไหว เวลาว่างจริงๆ จะไปเล่นไคท์เซิร์ฟ ไคท์บอร์ดที่หัวหิน เลยหน้าดำ ปีที่แล้วลดเยอะ ตอนนี้ขึ้นมาหน่อยแล้วครับ ไม่ก็ดูหนังฟังเพลงเล่นเกม ข้อเสียอย่างหนึ่งคือพอเครียดแล้วกินเยอะ ไทย จีน ญี่ปุ่น ชอบหมด (หัวเราะ) เพลงนี่แทบไม่ได้ทำเลย แต่ตอนนี้ว่างก็ต้องดูทีวีครับ ทั้งที่บ้านที่ทำงาน มีอะไรที่ต้องแก้ไขบ้าง ดูทีวีที่บ้านก็คือทำงาน พอเห็นอะไรไม่ใช่ก็ไลน์หาลูกน้องทันทีเลย บางทีก็ไลน์คุยในกลุ่มผู้บริหารเลย

เป็นการทำงานหนักเพื่อให้สามารถทำรายได้ปีละ 500 ล้านบาทและสามารถคืนทุนได้ในเวลา 7 ปี ตามที่วางแผนไว้ เป็นภาระบนบ่าของคน Gen 3 ที่ต้องอดทน และเหนื่อยไม่น้อยทีเดียวถึงแม้ใบหน้า วัชร วัชรพล จะยังคงยิ้มแย้มอยู่ก็ตาม

Marketeer เดือนพฤษภาคม 2557 / เรื่อง : อรวรรณ บัณฑิตกุล

อัพเดตข่าวสารการตลาดทุกวันได้ที่ 
Website : Marketeeronline.co / Facebook : www.facebook.com/marketeeronline