ธนาคารปิดสาขา ทั่วโลก ไม่ปรับตัวก็ขาดทุน

เมื่อ 5 ปีที่แล้ว ธนาคารไทยแบรนด์ไหนมีสาขามากที่สุด ขยายมากที่สุด ถือเป็นสัญญาณที่ดี

เพราะมีฐานลูกค้าเยอะ มีการเติบโตที่เข้าถึงประชาชน

แต่ปัจจุบันจำนวนสาขาที่เยอะ หมายถึงภาระค่าใช้จ่ายที่ต้องแบกรับ เพราะคนใช้ธนาคารที่สาขาน้อยลงทุกที

 

– – – ประเทศไทย – – –

จากตัวเลขจะเห็นว่าช่วงปี 2556-2557 จำนวนสาขายังมีการขยายอยู่ แต่ในสิ้นปี 2559 จำนวนสาขาของธนาคารก็ลดลงเป็นครั้งแรก ซึ่งอาจจะยังไม่ชัดเจนเท่าไหร่ แต่พอข้อมูลเมื่อเดือนตุลาคม 2560 จำนวนสาขาลดลงถึง 175 สาขา ในปี 2560 นั่นแสดงให้เห็นว่าเทรนด์การปิดสาขานี้จะยังคงรุนแรงขึ้น

สาเหตุหลักก็คือ การเข้าถึงอินเตอร์เน็ต, การเข้าถึงสมาร์ทโฟน, Cashless Society และ Mobile Banking

แต่ถึงแม้ว่า ธนาคารปิดสาขา แต่จำนวนธุรกรรมกลับเพิ่มมากขึ้น นอกจากนั้นธนาคารยังมีการปรับปรุง ตู้ ATM หรือ Kiosk มาแทนการทำงานของคนมากขึ้นด้วย

 

– – – สหรัฐอเมริกา  – – –

ตั้งแต่วิกฤติเศรษฐกิจปี 2008 ธนาคารในสหรัฐฯ ก็ปิดสาขามากกว่าเปิดสาขา และถึงแม้จะผ่านช่วงวิกฤติมาแล้ว แต่เทคโนโลยีที่เข้ามา ก็ทำให้ธนาคารไม่จำเป็นต้องเปิดสาขาแข่งกันอีกต่อไป

ถ้านับตั้งแต่ช่วงวิกฤติเศรษฐกิจ ธนาคารในสหรัฐฯปิดตัวถึง 10,000 สาขา เฉลี่ย 3 สาขาต่อวัน

ส่วนใน 6 เดือนแรกของปี 2017 มีธนาคารปิดไปแล้ว 869 สาขา

แต่สิ่งที่ต้องจับตามอง!! คือ 5 พื้นที่ที่ประชาชนมีรายได้สูงมากที่สุด ธนาคารปิดสาขาเพียง 3% แต่ใน 5 พื้นที่ที่ประชาชนมีรายได้น้อยที่สุด ธนาคารปิดสาขาถึง 10%

นั่นก็เพราะว่า ธนาคารในแหล่งที่ประชาชนมีรายได้น้อย มีโอกาสในการสร้างรายได้ที่น้อยตาม ผลิตภัณฑ์ที่คนใช้อาจจะมีแค่ 1.เงินฝาก ที่ปัจจุบันแทบไม่สร้างรายได้ให้ธนาคาร 2.สินเชื่อต่างๆ ที่มีความเสี่ยงมากกว่าพื้นที่ที่มีรายได้สูง

นักวิชาการเรียกปรากฏการณ์ ‘Banking Desert’ ที่คนกลุ่มรายได้น้อย จะเข้าถึงธนาคารยากขึ้น

 

– – -สหราชอาณาจักร – – –

ในปี 2015 The British Bankers’ Association รายงานว่าการเข้าใช้สาขาของธนาคาร เฉลี่ยอยู่ที่ 71 ครั้ง/วัน/สาขา (ลดลง 32%) เทียบกับ การล็อคอินเข้า Internet Banking 15 ล้านคนต่อวัน ทั้งจาก Browser และ Mobile App

RBS Group รายงานว่า ตั้งแต่ปี 2010 ยอดการทำธุรกรรมง่ายๆ ลดลง 43% ตั้งแต่ปี 2010 ในขณะที่การทำธุรกรรมผ่านมือถือเพิ่ม 400%

อีกปัจจัยหนึ่ง ก็คือ ไปรษณีย์ของสหราชอาณาจักร (Post Office Limited) มีการให้บริการทางการเงินไม่ต่างจากธนาคาร ไม่ว่าจะเป็น การฝาก การถอน สินเชื่อ บัตรเครดิต ประกัน การลงทุน และอื่นๆ อีกมาก เรียกว่าเป็นสถาบันการเงินที่มีสาขามากที่สุดในสหราชอาณาจักร ประมาณ 11,000 สาขา เทียบกับอันดับ 2 Barclays Bank ที่เป็นธนาคารดั้งเดิม มี 1,464 สาขา

 

Llyod Van Service

ส่วน Lloyd ถึงแม้จะปิดสาขาไป 279 สาขาตั้งแต่ปี 2015 แต่พวกเขาก็ไม่ได้นิ่งนอนใจ สร้าง Llyods Mobile Van รถตู้เคลื่อนที่ที่ให้บริการทางการเงินในซอยที่คนเข้าไม่ถึง โดยตั้งเป้าว่าจะมี 20 คันในสิ้นปี 2017 และอีกทางรอดหนึ่งคือสร้าง Micro Branch ที่ขนาดเล็กลงไปอีก (เท่า Studio Apartment) และใช้พนักงานเพียง 2 คนเท่านั้น

 

– – – ทางเลือกของ ธนาคารในปัจจุบัน – – –

1.ปิดสาขาที่ไม่จำเป็น : ธนาคารบางสาขาถึงแม้จะตั้งอยู่ในพื้นที่ที่คนพลุกพล่าน แต่คนกลับไม่ได้เข้าไปใช้บริการเยอะขนาดนั้น เพราะ ATM อย่างเดียวก็เพียงพอ

2.เปิดสาขาที่จำเป็น : ถึงแม้จะมีจำนวนสาขาที่ลดลง แต่ก็มีบางพื้นที่ที่จำเป็นต้องเปิดเพิ่ม อย่างเช่น ห้างสรรพสินค้าที่เกิดใหม่ ชุมชนที่ธนาคารยังเข้าไม่ถึง เป็นต้น แต่สาขาที่เกิดใหม่เหล่านี้อาจไม่ได้ใหญ่เหมือนในอดีต

3.พัฒนาให้หรูหรา : ธนาคารในห้างสรรพสินค้า Hi-End จะมีการพัฒนาสาขาให้ดูทันสมัย และหรูหรามากยิ่งขึ้น เพราะลูกค้าที่มาใช้บริการ ไม่ได้มาเพื่อเปิดบัญชีเงินฝากออมทรัพย์ แต่มาเพื่อลงทุน และเสิรมความมั่งคั่งในเงินหลักล้าน

4.ลดขนาด เปลี่ยนรูปแบบ : จำนวนสาขาของธนาคารไทยอาจไม่ได้ลดลงจาก 7,000 ไปเหลือ 700 แต่อาจจะลดไปเหลือ5,000 สาขา ที่เป็นสาขาที่เล็กลง และเปลี่ยนรูปแบบมากขึ้น อย่างเช่น รถตู้ของ Llyod หรือ SCB Express ที่เป็นสาขาอัตโนมัติ

 

เป็นที่แน่ชัดแล้วว่าบริการของธนาคารใน Mobile Banking จะมีมากขึ้นเรื่อยๆ

แต่สาขาก็ยังจำเป็นอยู่ทั้งในเรื่องของ Branding, การมีปฏิสัมพันธ์กับลูกค้า และบริการที่เป็นการให้คำแนะนำต่างๆ

หากธนาคารไหนไม่ปรับตัว และนำเทคโนโลยีมาใช้ให้เกิดประโยชน์ บอกเลยว่าอยู่ยากในยุค Mobile is Everything

 

ที่มา : The Economist, Which, Financial Times และ The Guardian