เคอรี่ เอ็กซ์เพรส ลุยตลาด C2C เต็มตัว เน้นโมเดล Door to Door หลังอีคอมเมิร์ซเลยช่วงพีก สงครามราคาดุ พร้อมทุ่มพันล้านนำโนว์ฮาวบริษัทแม่ ยกเครื่องเทคฯ โลจิสติกส์ในศูนย์คัดแยกและกระจายสินค้า หวังกลับมากำไรปี 2567
วราวุธ นาถประดิษฐ์ รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ. เคอรี่ เอ็กซ์เพรส (ประเทศไทย) กล่าวว่า ตลอดปี 2566 จนถึงไตรมาส 1/2567 เคอรี่ เดินหน้านำโนว์ฮาวจากบริษัทแม่ (S.F.Holding ) อย่าง เทคฯ โลจิสติกส์ มาปรับใช้กับศูนย์คัดแยกและกระจายสินค้าบางนา (KBLC)
เทคโนโลยีโลจิสติกส์ที่ทางเคอรี่ นำมาปรับใช้กับศูนย์ฯ บางนา พื้นที่ 35,000 ตร.ม. สัดส่วนการรับพัสดุ 500,00-600,000 ชิ้นต่อวัน รับพัสดุได้สูงสุด 30,000 ชิ้นต่อชั่วโมง
- Smart Sorting เทคโนโลยีที่จะช่วยคัดแยกพัสดุได้อย่างแม่นยำ เพื่อจัดส่งไปตามภูมิภาค และจังหวัดต่าง ๆ ทั่วไทย ซึ่งมีความแม่นยำมากขึ้น และช่วยให้คัดแยกพัสดุได้รวดเร็วขึ้นจากเดิม 500-600 ชิ้นต่อชั่วโมง เป็น 1,200 ชิ้น ลดความผิดพลาดจาก Human Error เดิม 2-3% ของจำนวนพัสดุ เป็นไม่ถึง 1%
- Digital Mapping ระบบที่ช่วยระบุที่อยู่ในไทยที่มีความลงลึกในรายละเอียด ผ่านฐานข้อมูลของระบบ ไม่ว่าจะเป็น ตรอก ซอย ฯลฯ มาเป็นหมุดแผนที่ปลายทาง และสามารถแอดไซน์งานให้พนักงานในพื้นที่ส่งเดิม จึงเกิดความชัดเจน ถูกต้อง และตรงต่อเวลา ลดการโทรศัพท์สอบถามเส้นทางจากผู้รับ เพิ่มประสิทธิภาพการจัดส่งพัสดุมากขึ้น 20% จากเดิมรถยนต์ ส่งได้ 100 ชิ้นต่อวัน รถมอเตอร์ไซค์ 150 ชิ้นต่อวัน
Smart Sorting และ Digital Mapping ยังจะเข้ามาช่วยลดปริมาณงาน และระยะเวลาการทำงานของพนักงาน เพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของพนักงานได้อย่างสูงสุด และจะรองรับจำนวนพัสดุจัดส่งที่เพิ่มสูงขึ้นในช่วงดับเบิ้ลเดย์ เทศกาลลดราคาปลายปี ช่วยขับเคลื่อนตลาด SMEs อีคอมเมิร์ซ โซเชียลคอมเมิร์ซ

นอกจากศูนย์ฯ บางนา เคอรี่ ยังมีอีก 3 ศูนย์ฯ ไซซ์ใกล้เคียงกันที่วางโพซิชั่นนิ่งตามภูมิศาสตร์ของกรุงเทพฯ ทั้งตอนเหนือ (โซนปทุมธานี) ตอนล่าง (โซนพระราม 2) ตะวันออก (โซนมีนบุรี) และศูนย์ฯ ต่างจังหวัด 10 แห่ง ที่เตรียมนำเทคฯ โลจิสติกส์ ข้างต้นมาปรับใช้ต่อไป งบลงทุนรวมทุกศูนย์ฯ หลังจากนี้ กว่า 1,000 ล้านบาท
ปัจจุบัน 14 ศูนย์ฯ ของเคอรี่ รับพัสดุ 1.9 ล้านชิ้นต่อวัน มีจุดรับพัสดุ (C2C) 50,000 แห่ง ศูนย์กระจายพัสดุที่เป็น Authorized Distributor กว่า 1,000 แห่งทั่วประเทศ สัดส่วนพนักงานส่งพัสดุกว่า 67% ของทั้งหมด
โมเดลจัดส่งพัสดุของ เคอรี่ ปัจจุบัน
- ธุรกิจส่งถึงบุคคล (B2C) เจาะแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซ มาร์เก็ตแชร์ 52%
- บุคคลส่งถึงบุคคล (C2C) เจาะ Physical Store มาร์เก็ตแชร์ 45%
- ธุรกิจส่งถึงธุรกิจ (B2B) เจาะลูกค้าธุรกิจในภาคอุตสาหกรรม มาร์เก็ตแชร์ 3%
ผลประกอบการ บมจ. เคอรี่ เอ็กซ์เพรส (ประเทศไทย) หรือ KEX
ปี 2562 รายได้ 19,894 ล้านบาท กำไร 1,328 ล้านบาท
ปี 2563 รายได้ 19,010 ล้านบาท กำไร 1,405 ล้านบาท
ปี 2564 รายได้ 18,972 ล้านบาท กำไร 46 ล้านบาท
ปี 2565 รายได้ 17,145 ล้านบาท ขาดทุน 2,829 ล้านบาท
ปี 2566
ไตรมาส 1 รายได้ 3,145 ล้านบาท ขาดทุน 787 ล้านบาท
ไตรมาส 2 รายได้ 2,923 ล้านบาท ขาดทุน 1,047 ล้านบาท
การจะกลับมาทำกำไรได้อีกครั้ง ปี 2567 หลังเซกเมนต์ B2C เน้นเจาะตลาดคอมเมิร์ซ ผ่านจุดที่พีกที่สุด (วิกฤตโรคระบาด) มาแล้ว ตลอดจนการทำสงครามราคาที่ดุเดือดเพื่อแย่งชิงส่วนแบ่งลูกค้าในกลุ่มนี้ ก็ทำให้ผู้ประกอบการขาดทุนต่อเนื่อง

เคอรี่ จึงจะเน้นให้ความสำคัญกับกลุ่ม C2C ที่มียอด Spending จัดส่งพัสดุต่อชิ้นสูงกว่า B2C ถึง 3 เท่า ตั้งเป้าขยายมาร์เก็ตแชร์กลุ่มนี้เป็น 60% ด้วยการเพิ่มโมเดลใหม่ในเซกเมนต์นี้ อย่าง รับพัสดุถึงบ้าน (Door to Door) ตั้งแต่ 1 ชิ้นขึ้นไป ราคาเริ่มต้น 35 บาท
โดยนำเทคฯ Digital Mapping เข้ามาช่วยแอดไซน์งานให้กับพนักงานในเส้นทางที่ต้องไปส่งพัสดุอยู่แล้ว ซึ่งจะช่วยลดต้นทุนการดำเนินงาน อย่าง การขยาย Physical Store ไปในตัว จากการเปลี่ยนต้นทุนไปเป็นค่าคอมมิชชั่นของพนักงาน ที่มีคอร์สน้อยกว่า
วราวุธ กล่าวว่า “การนำเทคฯ โลจิสติกส์ ทั้ง Smart Sorting และ Digital Mapping มาปรับใช้ในศูนย์ฯ หลังจากนี้จะตอบโจทย์ผู้บริโภคกลุ่ม C2C ที่คาดหวังบริการที่มีคุณภาพสูง เนื่องจากจ่ายค่าส่งพัสดุให้กับบริษัทในราคาที่สูงกว่าเซกเมนต์อื่น ๆ ทั้งผลของการช่วยลด Human Error ก็จะดึงดูดให้ C2C เข้ามาในพอร์ตของเคอรี่มากขึ้น”
อนึ่ง เคอรี่ เอ็กซ์เพรส ประเทศไทย ก่อตั้งปี 2549 รวมทำตลาดในไทยมาแล้ว 17 ปี และรักษาตำแหน่งผู้ให้บริการจัดส่งพัสดุด่วนที่ครองใจผู้บริโภค หรือ Marketeer No.1 Brand Thailand 2023 เป็นที่ 6 ติดต่อกัน
ปัจจุบัน บริษัทแม่ของเคอรี่ (ถือหุ้น 52.06%) เป็น Kerry Logistics Network หรือ KLN บริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฮ่องกง ซึ่งมีผู้ถือหุ้นใหญ่เป็น S.F.Holding บริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์เซินเจิ้น ผู้ให้บริการจัดส่งพัสดุด่วนยักษ์ใหญ่ในประเทศจีน มีมูลค่าบริษัท 1.4 ล้านล้านบาท
