เมกะโปรเจกต์ ดันตลาดวัสดุตกแต่งบ้านยังโต แต่ผู้ประกอบการยังต้องรอบคอบ จับตาเทรนด์บ้านลักชัวรีส่งมิกซ์ยูส ขยายตัว โดยแกรนด์โฮมมาร์ท ลุยขยายกลุ่มลูกค้าใหม่ลักชัวรี เป้ารายได้ปีนี้ 4 พันล้านบาท ปรับโฉมโชว์รูม 4 แห่ง เจาะรีเทล มุ่งพอร์ตรายได้กลุ่มรายย่อยมาร์เก็ตแชร์มากขึ้น
นายพีระพล ทยานุวัฒน์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ สายงานขายโครงการและผลิตภัณฑ์ต่างประเทศ บริษัท แกรนด์โฮมมาร์ท จำกัด กล่าวว่า 3 กลุ่มธุรกิจของแกรนด์โฮม ผู้นำเรื่องกระเบื้องและวัสดุตกแต่งบ้านมายาวนาน 43 ปี ดังนี้
1. ขายโครงการ (Project) ส่วนแบ่งยอดขาย 79% ตั้งแต่เจ้าของโครงการ ผู้รับเหมาโครงการ สถาปนิก ดีไซเนอร์ ทั้งกลุ่มบริษัทอสังหาริมทรัพย์ที่จดทะเบียนอยู่ในตลาดหลักทรัพย์ และเป็นพอร์ตกลุ่มเรสซิเดนเชียล 80%
2. ธุรกิจขายปลีก (Retail) ส่วนแบ่งยอดขาย 20%
3. อีคอมเมิร์ซ (E-Commerce) ส่วนแบ่งยอดขาย 1%
ผลประกอบการ บริษัท แกรนด์โฮมมาร์ท จำกัด
ปี 2565 อยู่ที่ 3,749 ล้านบาท
ปี 2566 (คาดการณ์) 4,050 ล้านบาท เติบโต 8%
ปี 2567 (คาดการณ์) 4,252 เติบโต 5%
นายพีระพล ทยานุวัฒน์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ สายงานขายโครงการและผลิตภัณฑ์ต่างประเทศ กล่าวว่า แผนการดำเนินงานให้บริษัทเติบโตได้ตามเป้าของปี 2566-67 ยังให้ความสำคัญกับการดำเนินงานอย่างระมัดระวัง รอบคอบด้านบริหารจัดการหนี้เสีย ยังคงรักษามาตรฐานและให้ความสำคัญกับกลุ่มลูกค้าเดิมที่มีอยู่
โดยเฉพาะกลุ่ม Project ผ่านการจัดกิจกรรมการตลาด อาทิ โอเพน เฮาส์ ที่สาขาของแกรนด์โฮม เพื่อสร้างสายสัมพันธ์ที่ดีกับกลุ่มกลุ่ม Project ต่อเนื่อง ไม่ว่าจะในส่วนของกลุ่มลูกค้าธุรกิจอสังหาริมทรัพย์เพื่อการพาณิชย์ (Retail & Commercial Building) กลุ่มธุรกิจโรงแรมและการบริการ (Hospitality) ควบคู่ไปกับการขยายกลุ่มลูกค้าใหม่ในกลุ่มลักชัวรี (Luxury) เพิ่มมากขึ้น
และยังเน้นการคัดสรรผลิตภัณฑ์คุณภาพด้วยนวัตกรรมที่โดดเด่นตอบโจทย์ทุกการใช้งาน และเป็นผลิตภัณฑ์ ESG ซึ่งเป็นเทรนด์ของผลิตภัณฑ์ที่สำคัญและสอดคล้องกับแนวทางการพัฒนาที่ยั่งยืนของโลก
นายพีระพัฒน์ ทยานุวัฒน์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการสายงานบริหารและค้าปลีก กล่าวว่า กลุ่ม Retail ปัจจุบันแกรนด์โฮมมีโชว์รูมอยู่ 6 แห่ง สาขางามวงศ์วาน ปรับโฉมเรียบร้อย และทยอยปรับสาขา บางนา, รามอินทรา, รัตนาธิเบศธ์ เพื่อให้สัดส่วนกลุ่ม Retail ขยายตัวเป็น 30-40% ในอนาคตจากปัจจุบันอยู่ที่ 20% ส่วนสาขาสำหรับผู้รับเหมา มี 2 สาขาคือ บางบัวทอง และศรีนครินทร์
กลุ่ม E-Commerce นำเทคโนโลยีระบบดิจิทัลมาใช้ทั้งภายในและภายนอกองค์กร ตั้งเป้าดำเนินงานเพื่อรองรับลูกค้าทั้งกลุ่ม B2B และ B2C โดยช่องทางมาร์เก็ตเพลส เติบโตได้ดีทั้งใน NocNoc, Shopee, Lazada
ส่วนช่องทาง D2C ได้ปรับโฉมเว็บไซต์ grandhomemart สร้างฟีเจอร์ Virtual Showroom ต่อยอดมาจากการสร้างประสบการณ์ผู้ใช้งานช่วงวิกฤตโรคระบาด และแอปฯ Grand Home Family ซึ่งจะเปิดใช้งานเป็นเฟส ๆ เริ่มตั้งแต่กลางปี 2567
อนึ่ง ผลิตภัณฑ์ทั้งหมดของแกรนด์โฮม มี 143 แบรนด์ทั้งในยุโรป เอเชีย เป็นนำเข้า 35% ส่วนใหญ่เป็นกระเบื้อง แบ่งไลน์โปรดักต์ตามสัดส่วนยอดขาย
ยอดขาย 40% “Tiles’ Story” แหล่งรวมกระเบื้องชั้นนำจากทุกมุมโลก อาทิ Marazzi แบรนด์สัญชาติอิตาลี
ยอดขาย 40% “Baths’ Story” แหล่งรวมสุขภัณฑ์ชั้นนำ
ยอดขาย 20% “Kitchens’ Story” ภายใต้ 2 แบรนด์ ได้แก่ Le Krua ครัวปูน และ The Common คือ เป็นแบบ Modular ลูกค้าสามารถคัสตอมได้ตั้งแต่พื้นที่เปล่า เป็นครัวที่สร้างมาจาก Pain point ลูกค้าอย่างแท้จริง ควบคุมการผลิตทั้งหมดในรูปแบบ One Stop Service รับประกัน 2 ปี
นอกจากนั้น ยังมีสินค้ากลุ่ม Home Appliance และกลุ่มสินค้า DIY บริษัทได้มีทีม Grand Renovation ซึ่งมีสัดส่วนพนักงานช่างที่เป็นอินเฮาส์ 80% และมุ่งเน้นการบริการที่ตอบโจทย์ลูกค้า ไม่ว่าจะเป็น Quick Solution และ Grand Renovation ให้บริการทั้งงานก่อสร้าง ต่อเติม จนถึงงานซ่อมแซมอีกด้วย
ภาพรวมอุตสาหกรรมก่อสร้างในไทย มูลค่าตลาด 1.4 ล้านล้านบาท อัตราเติบโต 3% เซกเมนต์วัสดุตกแต่งบ้าน ซึ่งเป็นไดร์เวอร์สำคัญให้กลุ่ม Project ของบริษัท ยังเติบโตได้ดีในปี 2567 เนื่องจากการเกิดขึ้นของเมกะโปรเจกต์ในกรุงเทพฯ หลายแห่ง ซึ่งบริษัทได้เป็นซัพพลายเออร์ อาทิ วัน แบงค็อก หรือการรีโนเวทเดอะมอลล์บางกะปิ บางแค
อ้างอิงจากเทรนด์ลูกค้าของบริษัทหลังวิกฤตโรคระบาด บ้านลักชัวรี เติบโตขึ้นอย่างมาก และจะต่อเนื่องไปถึงปี 2567 เสริมให้ตลาดอสังหาฯ ภาพรวม จะมีโครงการมิกซ์ยูสมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นบ้านลักชัวรีที่มาพร้อมคอมมูนิตี้มอลล์ หรือเนอร์สซิ่งโฮม
รวมถึงห้างสรรพสินค้า คอมเมอร์เชียล ที่หยุดชะงักไปช่วงโควิด ก็กลับมาสร้างกันต่อ โดยกลุ่มที่ยังชะลอตัวต่อเนื่องจะเป็นอาคารสูง เนื่องจากดีเวลลอปเปอร์หันมาให้ความสำคัญกันแนวราบ คอนโด Low Rise กลุ่มลักชัวรี มากขึ้น

