5 พฤศจิกายน 2024 จะเป็นอีกครั้งที่ทั้งโลกต้องจับตามอง เพราะนี่คือวันประวัติศาสตร์อีกครั้งหนึ่งที่สหรัฐอเมริกาจะได้ประธานาธิบดีคนใหม่ ซึ่งอาจจะเป็นคนใหม่จริง ๆ หรือว่าเป็นคนใหม่หน้าเก่าก็เป็นไปได้ทั้งนั้น โดยประธานาธิบดีคนปัจจุบันคือ โจ ไบเดน จากพรรคเดโมแครต ซึ่งได้รับเลือกตั้งในปี 2020 ขณะนี้ยังไม่มีผู้สมัครอย่างเป็นทางการจากทั้งสองพรรค แต่มีนักการเมืองหลายคนที่แสดงความสนใจที่จะลงสมัครรับเลือกตั้ง ฝ่ายรีพับลิกันมีข่าวลือว่า โดนัลด์ ทรัมป์ อดีตประธานาธิบดี จะลงสมัครรับเลือกตั้งอีกครั้ง ส่วนฝ่ายเดโมแครตมีข่าวลือว่า โจ ไบเดน จะลงสมัครรับเลือกตั้งเป็นสมัยที่สอง นอกจากนี้ ยังมีแคนดิเดตที่น่าสนใจคนอื่น ๆ ที่พร้อมจะขึ้นมาท้าชิงตำแหน่งกับ ไบเดน อีก ไม่ว่าจะเป็น บิร์นี แซนเดอร์ส สมาชิกวุฒิสภาจากรัฐเวอร์มอนต์ อีลอน มัสก์ เจ้าของ Tesla และ X
Neil Dutta หัวหน้าทีมวิจัยเศรษฐกิจแห่งกองทุน Renaissance เขียนไว้ในเว็บไซต์ Business Insider อย่างน่าสนใจ เกี่ยวกับความเชื่อมโยงระหว่างนโยบายทางการเงินที่ออกโดยธนาคารกลางสหรัฐฯ หรือ Fed และสภาวะทางเศรษฐกิจสหรัฐฯ ในยุคการบริหารงานของประธานาธิบดี โจ ไบเดน
Neil Dutta หัวหน้านักวิเคราะห์เศรษฐกิจที่ Renaissance หนึ่งในกองทุนที่ใหญ่ที่สุดในโลก: Bloomberg
บางคนอาจจะเรียกสิ่งนี้ว่า “ทฤษฎีสมคบคิด” ก็ได้ ในเมื่อมันอาจมีความเชื่อมโยงให้เชื่อได้ว่า Fed กำลังพยายามเพิ่มโอกาสในการชนะการเลือกตั้งของประธานาธิบดีสหรัฐฯ โจ ไบเดน อีกเป็นสมัยที่ 2 รายละเอียดในเรื่องนี้จะเป็นอย่างไรติดตามจากบทความนี้
หลังจาก 2 ปีที่ Fed ใช้ความพยายามที่เรียกได้ว่า “อย่างหนัก” ในการควบคุมเงินเฟ้อด้วยการ “ขึ้นดอกเบี้ย” เปิดปี 2024 Fed เริ่มส่งสัญญาณแล้วว่าจะ “ลดดอกเบี้ย” ในเร็ว ๆ นี้ด้วยเหตุผลว่าเศรษฐกิจเริ่มกลับมาฟื้นและยืนได้ด้วยตัวมันเอง เรื่องนี้แหละที่ไปจุดชนวนความสงสัยให้กับข้อกล่าวหาที่ว่า Fed กำลังเล่นเกมการเมืองโดยเอาเศรษฐกิจที่มีประชาชนเป็นตัวประกัน ที่จริงแล้วตามหลักเศรษฐศาสตร์ทั่วไป การลดดอกเบี้ยจะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจ ทำให้เกิดการจูงใจให้ธุรกิจกู้ยืมเงินไปลงทุนและมีการจ้างงานมากขึ้น
แต่ในทฤษฎีสมคบคิดนี้มองว่า การลดดอกเบี้ยที่จะเกิดขึ้น ไม่ได้มาจากการวิเคราะห์เศรษฐกิจอย่างเป็นกลาง แต่เป็นเพราะ Fed และประธาน Fed อย่าง เจอโรม พาวเวลล์ ไม่ต้องการเห็นทรัมป์กลับเข้ามาเป็นประธานาธิบดีอีกครั้ง (เกลียดโดนัลด์ ทรัมป์) และต้องการให้ โจ ไบเดน อยู่ในตำแหน่งต่อไป จึงลดดอกเบี้ยเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ และพยายามปรับจูนให้ทัศนคติของผู้มีสิทธิเลือกตั้งของอเมริกามีความคิดในเชิงบวกต่อไบเดน ก่อนการเลือกที่กำลังจะมีขึ้นในไม่ช้า
ศึกการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐฯ กำลังจะมีขึ้นอีกครั้งในช่วงปลายปี 2024: ABC News
ส่วนความคิดเห็นที่บอกว่า Fed กำลังพยายามส่งเสริมภาพลักษณ์วีรบุรุษผู้กอบกู้เศรษฐกิจพัง ๆ จากโควิดนั้นคือ “ไบเดน” มาจากอดีตเจ้าหน้าที่ในคณะบริหารของ โดนัลด์ ทรัมป์ และนักวิจารณ์การเมืองคนอื่น ๆ ที่สนับสนุนพรรครีพับลิกัน (พรรคที่ทรัมป์สังกัดอยู่)
แต่ก็ไม่ใช่ว่าจะมีแค่คนจากพรรครีพับลิกันเท่านั้นที่สาดโคลนมาใส่ทั้ง Fed และ ไบเดน แต่พรรคเดโมแครตเองก็ดูเหมือนจะกดดัน Fed เล็ก ๆ เช่นกัน โดย Ro Khanna ตัวแทนจากพรรคเดโมแครตที่บอกว่า Fed จำเป็นต้องลดอัตราดอกเบี้ย ไม่เช่นนั้นพาวเวลล์ “อาจเป็นคนที่ต้องรับผิดชอบมากที่สุดถ้า ทรัมป์ กลับมาเป็นประธานาธิบดีของสหรัฐฯ” เรื่องนี้ก็ชี้ให้เห็นว่ามีความพยายามดึง Fed ที่แสดงจุดยืนเสมอว่าเป็นกลางทางการเมืองให้เข้ามายุ่งเกี่ยวกับเรื่องทางการเมืองจนได้
แต่ไม่ว่าพรรคไหนกำลังโจมตี Fed สิ่งสำคัญคือ พาวเวลล์และสมาชิกอื่น ๆ ของ Fed ต้องไม่แสดงท่าทีตอบโต้หรือตอบสนองต่อคำบอกกล่าวแนะนำของฝ่ายการเมืองจนดูเหมือน Fed เองก็เล่นบทเป็นฝ่ายการเมืองเช่นกัน ดังนั้น พูดได้ว่าการมีธนาคารกลางที่เป็นอิสระและไม่ขึ้นกับฝ่ายการเมืองนั้นเป็นผลดีต่อทุกฝ่าย เพราะการกำหนดนโยบายทางการเงินที่ปราศจากแรงกดดันทางการเมืองจะนำไปสู่เศรษฐกิจที่มั่นคง
เพราะการกำหนดอัตราดอกเบี้ยควรพิจารณาจากต้นทุนและผลประโยชน์สำหรับคนทุกฝ่าย ทั้งภาคประชาชน ภาคธุรกิจ ไม่ใช่ไปมุ่งเน้นการจัดการเพื่อผลลัพธ์ของคนบางกลุ่ม เมื่อผู้ที่มีผลประโยชน์ทางการเมืองพยายามกล่าวหาว่า Fed ลำเอียง ความน่าเชื่อถือที่มีต่อตัวสถาบันก็จะเริ่มลดลง ดังนั้น Fed จะต้องไม่แสดงจุดยืนว่า Fed เป็นฝ่ายการเมือง หรือพยายามช่วยไบเดนในการเลือกตั้ง
การลดอัตราดอกเบี้ยเป็นเรื่องที่ควรทำอยู่แล้ว (ไม่ใช่หรือ?)
มาพูดถึงเรื่องประเด็นย่อย 3 ประเด็นที่ทำให้เกิดความเชื่อที่ว่า Fed นั้นฝักใฝ่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งทางการเมืองและกำลังพยายามใช้อำนาจในทางการเงินของตนเองเพื่อช่วยเหลือนักการเมืองฝ่ายนั้น
ทฤษฎีสมคบคิดข้อที่ 1 ที่บอกว่า “Fed พยายามช่วยไบเดน” มาจากคำกล่าวอ้างที่ว่า Fed กำลังเปลี่ยนแปลงนโยบายการต่อสู้กับเงินเฟ้ออย่างกะทันหันมากเกินไป (เปลี่ยนจากการขึ้นดอกเบี้ยติด ๆ กันเป็นเวลา 2 ปี มาเป็นลดดอกเบี้ยเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ) ราวกับว่า เจอโรม พาวเวลล์ เปลี่ยนใจทันทีที่เห็นการเลือกตั้งกำลังย่างใกล้เข้ามา
Dutta ชี้ว่ามีวิธีง่าย ๆ ที่จะพิสูจน์ข้อเท็จจริงนี้ นั่นคือ ในทุกไตรมาส Fed จะมีการเผยแพร่ “รายงานสรุปภาวะเศรษฐกิจ” (Summary of Economic Projections) ซึ่งระบุการคาดการณ์ของผู้ว่าการธนาคารกลางสหรัฐฯ และคณะกรรมการ Fed ทั้งในแง่ตัวเลขการเติบโตทางเศรษฐกิจ หรือ GDP, เงินเฟ้อ, การว่างงาน และอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่เหมาะสมต่อสภาวะเศรษฐกิจ ณ ขนะนั้น
การคาดการณ์เหล่านี้เป็นเงื่อนไขที่อาจจะเกิดขึ้นได้ในอนาคต “ไม่ใช่คำสัญญาตายตัวว่า Fed จะทำอะไร” แต่อย่างไรก็ตาม โดยปกติแล้วเมื่อมีการคาดการณ์ออกมาเมื่อถึงเวลาที่ต้อง มันสะท้อนความคิดของสมาชิกต่าง ๆ เกี่ยวกับสภาพเศรษฐกิจ ณ เวลานั้น
| *เกร็ดเสริมความรู้
ปกติแล้ว ธนาคารกลางสหรัฐฯ (Federal Reserve) จะพิจารณาปรับเพิ่มหรือปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายในทุก ๆ 3 เดือน ในช่วงการประชุมคณะกรรมการกำหนดนโยบายการเงิน (The Federal Open Market Committee: FOMC) ซึ่งจะจัดขึ้น 8 ครั้งต่อปี โดยการประชุม FOMC ครั้งแรกของปีจะจัดขึ้นในเดือนมกราคม และการประชุมครั้งสุดท้ายของปีจะจัดขึ้นในเดือนธันวาคม อย่างไรก็ตาม ในช่วงที่เศรษฐกิจมีความผันผวนสูง Fed อาจพิจารณาปรับเพิ่มหรือปรับลดอัตราดอกเบี้ยนอกรอบการประชุม FOMC ได้เช่นกัน เช่น ในเดือนมีนาคม 2565 Fed ได้ขึ้นอัตราดอกเบี้ย 0.25% นอกรอบการประชุม FOMC เพื่อรับมือกับปัญหาเงินเฟ้อที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว นอกจากนี้ Fed ยังมีนโยบายที่เรียกว่า “dot plot” ซึ่งจะมีการเผยแพร่คาดการณ์อัตราดอกเบี้ยนโยบายของสมาชิก FOMC ในแต่ละไตรมาส โดยคาดการณ์เหล่านี้จะสะท้อนมุมมองของสมาชิก FOMC เกี่ยวกับทิศทางของอัตราดอกเบี้ยในอนาคต
|
อย่างใน “รายงานสรุปภาวะเศรษฐกิจประจำเดือนธันวาคม” ซึ่งถือเป็นฉบับล่าสุดที่เพิ่งเผยแพร่ไป Fed ส่งสัญญาณว่ากำลังวางแผนจะลดดอกเบี้ยจาก 5.5% เหลือ 4.5% ภายในสิ้นปี 2024 นี่เป็นการเปลี่ยนแปลงจากคาดการณ์ก่อนหน้านี้ในเดือนกันยายน ซึ่งคาดว่าสิ้นปี 2024 จะอยู่ที่ 5%
การเปลี่ยนแปลงนี้ถูกจับตามองโดยฝ่ายที่ชี้ว่า “Fed กำลังเล่นเกมการเมือง” ว่า เจอโรม พาวเวลล์ (ประธานธนาคารกลางสหรัฐฯ) และคณะ “กำลังวางรากฐานสำหรับการลดดอกเบี้ยเพิ่มเติมเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจและส่งผลดีต่อไบเดน”
ที่จริงแล้ว การคาดการณ์ว่า Fed อยากจะกดตัวเลขอัตราดอกเบี้ยให้ลงมาเหลือ 4.5% อย่างที่ระบุไว้ในรายงานสรุปภาวะเศรษฐกิจประจำเดือนธันวาคมนั้น เป็นอัตราดอกเบี้ยเดียวกันกับที่คาดการณ์ไว้ใน “รายงานสรุปภาวะเศรษฐกิจประจำเดือนมิถุนายน” ดังนั้น เราจึงตีความได้ว่ารายงานฉบับเดือนกันยายนต่างหากที่ผิดปกติ
แทนที่จะเป็นการเปลี่ยนแนวทางอย่างกะทันหัน ซึ่งเป็นสัญญาณของแรงจูงใจทางการเมืองบางอย่าง รายงานสรุปภาวะเศรษฐกิจแสดงให้เห็นชัดเจนว่า สมาชิก Fed เริ่มคาดการณ์การลดดอกเบี้ยในปี 2024 ตั้งแต่เดือนมิถุนายน 2022 หรือประมาณ 1 ปีครึ่งที่ผ่านมาแล้ว
ทฤษฎีสมคบคิดข้อที่ 2 ไม่มีประเด็นอะไรพิเศษเกี่ยวกับการแก้ไขประมาณการอัตราดอกเบี้ยของ Fed ในรายงานภาวะเศรษฐกิจฉบับล่าสุด ในเมื่ออัตราเงินเฟ้อกำลังชะลอตัวเร็วกว่าที่ Fed คาดการณ์ไว้ และสภาวะตลาดงานในสหรัฐฯ แม้จะแข็งแกร่ง แต่ก็แสดงสัญญาณเริ่มสั่นคลอน (จากการที่บริษัทเทคฯ หลายแห่งเริ่มกลับมาปลดคน) ดังนั้น จึงมีเหตุผลที่ Fed จะพิจารณาตอบสนองตามสภาวะเศรษฐกิจจริง ๆ อย่างที่เห็นก็ไม่ใช่เรื่องแปลก
พูดถึงเรื่องตลาดแรงงานกันก่อน ถึงแม้ว่าอัตราการว่างงานจะยังคงอยู่ในระดับต่ำ แต่ก็เริ่มมีสัญญาณของการว่างงานเพิ่มขึ้นให้เห็นเล็กน้อยจากจุดต่ำสุด รวมไปถึงตัวชี้วัดอื่น ๆ ในตลาดแรงงาน อย่างเช่น อัตราการจ้างงานและอัตราการลาออก (Turnover Rate) ก็อ่อนตัวลงในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมา เมื่อพิจารณาจากสัญญาณต่าง ๆ ที่เราเห็นจากเศรษฐกิจ การปรับคาดการณ์ของ Fed ถือว่าเป็นมาตรฐานทั่วไปตามหลักการที่เรียกว่า “Taylor rule”
หลักการนี้ระบุว่า เมื่อคาดการณ์เงินเฟ้อลดลง คาดการณ์ของ Fed สำหรับอัตราดอกเบี้ยหลักก็ควรลดลงเช่นกัน ดังนั้น ใน “รายงานสรุปภาวะเศรษฐกิจประจำเดือนธันวาคม” Fed จึงปรับลดคาดการณ์เงินเฟ้อหรือ Core Personal Consumption Expenditure (เกณฑ์วัดเงินเฟ้อที่ Fed นิยมใช้) ของช่วงสิ้นปี 2024 ลง 0.7 จุด ซึ่งเป็นไปตามหลักการ Taylor rule ดังนั้น Fed ปรับลดประมาณการณ์เงินเฟ้อลงแล้ว Fed ก็ควรที่จะปรับลดคาดการณ์สำหรับอัตราดอกเบี้ยนโยบายลงด้วยเช่นกัน ซึ่งถ้าเอาตามความเป็นจริง Fed ก็กำลังดำเนินการตามแนวทางเช่นนั้นอยู่
กฎง่าย ๆ คือ การลดอัตราดอกเบี้ยครึ่งหนึ่งของจำนวนปรับลดเงินเฟ้อ core personal consumption expenditure ดังนั้น ลดอัตราดอกเบี้ยเงินอีก 0.35 จุด ซึ่งตรงกับที่ทำไปพอดี แทนที่จะเป็นการสมคบคิดทางการเมือง คาดการณ์การลดดอกเบี้ยนี้เป็นเพียงแค่การใช้หลักการแบบสามัญสำนึกตามกฎเท่านั้น
ทฤษฎีสมคบคิดข้อที่ 3 กับแนวคิดเรื่องที่ Fed เป็นฝ่ายการเมืองนั้นไม่มีเหตุผล ถามว่าทำไม ก็เพราะว่า ประวัติศาสตร์บอกเราว่า พาวเวลล์และคณะกรรมการธนาคารกลางคนอื่น ๆ นั้นทำตามมาตรฐานเก่าแก่ที่วางไว้ทุกประการ
อย่างในตารางที่แนบมานี้แสดงให้เห็นถึงระดับการว่างงานและเงินเฟ้อหลัก (Core Inflation) ในช่วงเวลาที่ Fed ลดดอกเบี้ยครั้งแรกในอดีต และโดยเฉลี่ยแล้วอัตราการว่างงานที่สูงขึ้น 0.3 เปอร์เซ็นต์จากจุดต่ำที่สุด ในขณะที่เงินเฟ้อจากค่าใช้จ่ายส่วนบุคคล (Core PCE inflation) อยู่ที่ 2.5% ต่อปี ในช่วงสามเดือนก่อนการลดอัตราดอกเบี้ยครั้งแรก
แล้วปัจจุบันเป็นอย่างไร? อัตราการว่างงานอยู่ที่ 3.7% สูงกว่าจุดต่ำสุดในรอบ 12 เดือนที่ผ่านมา 0.3 จุด ในขณะที่ Core PCE เพิ่มขึ้น 2.16% ต่อปี ในช่วง 3 เดือนที่ผ่านมา นั่นหมายความว่าเงินเฟ้อหลักนั้นจริง ๆ แล้วต่ำกว่าระดับปกติเล็กน้อย เมื่อเทียบกับช่วงเวลาที่ Fed เริ่มลดดอกเบี้ย ดังนั้น การลดดอกเบี้ยในครั้งนี้ จึงไม่มีอะไรผิดปกติ
Jerome Powell ประธานธนาคารกลางสหรัฐฯ คนปัจจุบัน: Coincodex
ภาพเปรียบเทียบการลดอัตราดอกเบี้ยกับอัตราการว่างงานในช่วงเวลาต่าง ๆ: Business Insider
นอกจากนี้ ไม่ใช่ว่า Fed ทำแบบนี้ (ลดอัตราดอกเบี้ย) อยู่ที่เดียวในโลก แต่ธนาคารกลางทั่วโลกหลายที่ก็ได้เริ่มปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายแล้วเช่นกัน และตลาดหุ้นทั่วโล ก็ระบุว่านักลงทุนคาดการณ์อยู่แล้วว่าจะมีการปรับลดอัตราดอกเบี้ยเพิ่มเติมจากธนาคารกลางในกลุ่ม G10 (10 ประเทศที่เป็นตัวแทนของสกุลเงินที่มีการซื้อขายมากที่สุดในโลก ได้แก่ ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ ลิกเตนสไตน์ สวิตเซอร์แลนด์ ไต้หวัน นอร์เวย์ บัลแกเรีย อิสราเอล มอริเชียส ไอซ์แลนด์)
ซึ่งถ้าตีความเรื่องการลดดอกเบี้ย เท่ากับเป็นการช่วยเหลือนักการเมือง งั้นแปลว่าในปี 2024 ธนาคารกลางของประเทศต่าง ๆ เหล่านี้ก็กำลังช่วยเหลือบรรดานักการเมืองเพื่อให้ได้รับการเลือกตั้งเข้ามาดำรงตำแหน่งอีกครั้งอย่างนั้นหรือ? ต้องบอกว่าในประเทศอย่างแคนาดา สหราชอาณาจักร ออสเตรเลีย และญี่ปุ่น จะไม่มีการเลือกตั้งระดับชาติจนกว่าจะถึงปี 2025 และเท่ากับว่าทฤษฎีสมคบคิดแทบจะไม่มีน้ำหนักเลย
นอกจากนี้ เป็นที่น่าสังเกตว่า คนที่กล่าวหาว่า Fed ฝักใฝ่การเมือง ก็ยังเคยออกมาพูดเองเลยว่านโยบายการเงินนั้นมีช่วงเวลาหน่วงที่ยาวและไม่แน่นอน ข้อความนี้หมายความว่าอย่างไร ก็หมายความว่า ถ้ามีการปรับขึ้นหรือลดอัตราดอกเบี้ยในวันนี้ ผลกระทบต่อตลาดการเงินหรือเศรษฐกิจในภาพจริงจะเกิดในอีก 12 ถึง 18 เดือนข้างหน้า
ซึ่งถ้าทฤษฎีสมคบคิดว่า Fed พยายามช่วยเหลือ โจ ไบเดน แปลว่าตั้งแต่ช่วงกลางปีที่แล้วหรือในตอนต้นปีแบบนี้ Fed ก็ต้องลดดอกเบี้ยแล้วสิ เพื่อให้ผลกระทบจากการลดดอกเบี้ยจะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจทันเวลาสำหรับการเลือกตั้งในช่วงปลายปี 2024 แต่ในความเป็นจริงก็ไม่ได้เป็นอย่างนั้น
ท้ายที่สุดแล้ว เรื่องที่ไม่มีมูลอย่าง “คนที่ได้รับแต่งตั้งจากไบเดน” หรือการที่ Fed ถูกควบคุมโดยไบเดน ก็ถูกพิสูจน์ด้วยความจริงแล้วว่า Fed เป็นกลางทางการเมือง แต่ยังมีบางคนที่สนับสนุนทฤษฎีสมคบคิดชี้ไปที่บทความของ Bill Dudley ในเดือนสิงหาคม 2019 หลังจากเพิ่งลงจากตำแหน่งประธาน Fed นิวยอร์ก
โดยในบทความนั้น Dudley เขียนในเชิงว่า หาก Fed กระตุ้นเศรษฐกิจด้วยการลดดอกเบี้ย Fed จะกลายเป็นผู้สนับสนุนสงครามการค้าของทรัมป์ไปโดยปริยาย
ซึ่ง Dudley คิดว่าเป็นความคิดที่ผิดพลาดอย่างร้ายแรง มันเป็นบทความที่เร้าใจ ตามที่ Dudley ยอมรับเอง แต่เพื่อนร่วมงานเก่าของเขาดูเหมือนจะเพิกเฉย ถึงจะเขียนวิจารณ์อย่างไรแต่ Fed ก็ยังลดดอกเบี้ยอยู่ดี
ตัดภาพมาที่ Christopher J. Waller ผู้ว่าการ Fed (ผู้ว่าการกับประธาน Fed เป็นคนละตำแหน่งกัน ที่แต่งตั้งโดย โดนัลด์ ทรัมป์ เขามีบทบาทสำคัญในการวางแผนลดดอกเบี้ย และกำลังติดตามกรอบการดำเนินงานตามกฎระเบียบ (Rules-based framework) ในด้านผลกระทบของการเปลี่ยนแปลงอัตราเงินเฟ้อต่อการเปลี่ยนแปลงอัตราดอกเบี้ย
นอกจากนี้ บทบาทของ Fed ในปัจจุบันที่นำทีมโดย Jerome Powell ซึ่งทรัมป์เองเป็นผู้เสนอชื่อเข้าชิงตำแหน่งประธาน Fed ก็ยังไม่ได้ดำเนินนโยบายใดที่จะเอื้อประโยชน์ให้กับพรรครีพับลิกันเลย
Christopher J. Waller ผู้ว่าการธนาคารกลางสหรัฐฯ หรือ Federal Reserve: Wikipedia
| *Chris Waller: เป็นผู้ว่าการคณะกรรมการผู้ว่าการธนาคารกลางสหรัฐฯ ซึ่งได้รับการแต่งตั้งโดยประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ในเดือนธันวาคม 2020 คณะกรรมการผู้ว่าการเป็นหน่วยงานกำกับดูแลหลักของ Fed ซึ่งดูแลนโยบายการเงินและกฎระเบียบของธนาคาร แม้ว่าจะไม่ใช่ประธาน แต่ Waller ก็มีที่นั่งลงคะแนนเสียงในคณะกรรมการและมีอิทธิพลต่อการตัดสินใจด้านนโยบาย |
เหตุผลในการกล่าวหาว่า Fed อยู่เบื้องหลัง
ทฤษฎีสมคบคิดทั้งหมดที่ชี้ว่า Fed ฝักใฝ่เรื่องการเมืองนั้นดูไม่ค่อยสมเหตุสมผลและไร้หลักฐานมาตั้งแต่แรก เพราะเหตุผลในการลดดอกเบี้ยของ Fed นั้นเป็นที่ประจักษ์ดีว่ามีความสมเหตุสมผลตามสภาพเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นจริง เนื่องจากอัตราเงินเฟ้อลดลงเร็วกว่าที่คาดการณ์ และมีสัญญาณที่ดีขึ้นของตลาดแรงงานที่อ่อนลง
และแน่นอนว่าเมื่อเริ่มมีการลดอัตราดอกเบี้ย ก็มักจะมีเหตุผลให้ถกเถียงกันเสมอว่าการลดดอกเบี้ยนั้นมีความเสี่ยง เช่น ทำให้เศรษฐกิจร้อนแรงเกินไปในภายหลัง หรือควรพิจารณาเงินเฟ้อที่เกิดขึ้นจริงเทียบกับเงินเฟ้อที่คาดการณ์ แต่ประเด็นหลักของการโต้แย้งนี้ไม่ได้อยู่ที่เรื่องนี้
ในความจริงแล้วคนที่กล่าวหาว่า Fed ว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับเรื่องทางการเมืองก็มีตำแหน่งทางการเมืองด้วยเหมือนกัน (เพียงแต่อาจจะอยู่ตรงข้ามกับไบเดน) และถ้อยคำที่กล่าวหาว่า ผู้ว่าการของ Fed ต้องการให้เศรษฐกิจอ่อนแอเพราะพวกเขามีทัศนคติเชิงลบต่อเศรษฐกิจ และจะช่วยทำคำพูดหรือความคิดเห็นของ Fed มีน้ำหนักมากขึ้นเกี่ยวกับการคาดการณ์ทางเศรษฐกิจหรือเพิ่มโอกาสการจ้างงานในช่วงการขึ้นมามีอำนาจของคณะบริหารจากพรรครีพับลิกัน
รวมถึงการที่อัตราเงินเฟ้อลดลงอย่างรวดเร็วก็จะทำให้การใช้เรื่องเงินเฟ้อมาเป็นเครื่องมือทางการเมืองให้ออกนโยบายประชานิยมก็ทำได้ยากขึ้น แทนที่จะยอมรับความเป็นจริงทางเศรษฐกิจตามที่เป็นอยู่ แต่พวกเขารีบด่วนสรุปไปก่อน
ไม่ว่าอย่างไรก็ตาม การตำหนิการกระทำของ Fed ก็อาจไม่มีผลต่อผลการเลือกตั้งมากนัก ดูจากสภาวะทางเศรษฐกิจในช่วงช่วงการเลือกตั้งกลางเทอมในช่วงปี 2022 (ช่วงนั้นเงินเฟ้อสูง Fed ยังคงปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย) และจากรายงานส่วนใหญ่แล้ว พรรครีพับลิกันก็ไม่สามารถใช้ประโยชน์จากสถานการณ์นี้ได้ แล้วอะไรทำให้คนในพรรครีพับลิกันมั่นใจว่าเสียงของพวกเขาจะกลับมาได้ในปี 2024 หรือจะเป็นเพราะอัตราเงินเฟ้อที่ชะลอตัว อัตราดอกเบี้ยที่ลดลง และราคาหุ้นที่สูงขึ้น นี่คือคำถามที่รอคำตอบเฉลยในช่วงปลายปี
| *ผลการเลือกตั้งกลางเทอมของสหรัฐอเมริกาในปี 2022 พรรครีพับลิกันได้รับชัยชนะเหนือพรรคเดโมแครต โดยสามารถครองเสียงข้างมากในสภาผู้แทนราษฎรได้สำเร็จ ส่วนในวุฒิสภาทั้งสองพรรคครองเก้าอี้ ส.ว. เท่ากันที่พรรคละ 50 ที่นั่ง |
มีเหตุผลอีกหลายอย่างที่เราสามารถที่จะวิพากษ์วิจารณ์การทำงานของ Fed ได้ บางคนคิดว่า Fed ผ่อนคลาย (นโยบายการเงิน) มากเกินไปในช่วงโควิด บางคนก็มองว่า Fed ดำเนินนโยบายช้าเกินไปในการปรับนโยบายบางอย่างให้เป็นปกติ ข้อผิดพลาดเหล่านี้อย่างน้อยก็พออธิบายได้ด้วยเหตุผลเรื่องการวิเคราะห์ที่คลาดเคลื่อน ซึ่งต่อให้เป็นคณะทำงานอื่นที่ไม่ใช่ พาวเวลล์ ก็มีโอกาสพลาดแบบเดียวกันได้
อย่างไรก็ตาม การกล่าวหาว่า Fed เป็นฝ่ายการเมืองนั้นเป็นการวิจารณ์ที่ต่างจากการวิจารณ์การทำงานโดยทั่วไปของ Fed ในกรณีการวิจารณ์เช่นนี้เท่ากับเป็นการไปตราหน้าว่า Fed นั้นเลือกข้างทางการเมือง ซึ่งเป็นการบั่นทอนความเชื่อมั่นในสถาบันที่คุมเรื่องการเงินที่ทรงอิทธิพลที่สุดในโลก และถ้าธนาคารกลางขาดความน่าเชื่อถือ ไม่ว่าเพราะอะไร ก็จะส่งผลกระทบร้ายแรงต่อเศรษฐกิจทันที
ด้วยเหตุนี้เอง จึงสำคัญที่จะปฏิเสธการโจมตี Fed โดยไม่มีข้อมูลที่พิสูจน์ได้ว่า “เป็นจริง” และยอมรับที่จะเห็นการลดดอกเบี้ยที่กำลังจะเกิดขึ้นอย่างที่ควรจะเป็นตามภาพความเป็นจริง นั่นก็คือ Fed มีหน้าที่ในการที่จะต้องรักษาอัตราว่างงานให้ต่ำและทำให้เงินเฟ้ออยู่ในระดับที่ไม่มากเกินไปและไม่น้อยเกินไป
อ้างอิง
–
