ถ้าไล่เรียงเวลาเพียงแค่ 12 เดือนนับตั้งแต่เดือนมกราคมปี 2023 มาจนถึงมกราคมปี 2024 มีพนักงานถูกเลิกจ้างมากกว่า 262,000 คน โดยทั้งหมดนี้ทำงานในบริษัทเทคโนโลยี จากบริษัทกว่า 1,180 แห่ง ถ้านับเฉพาะแค่ในสหรัฐอเมริกาบริษัทเทคฯ ก็มีการเลิกจ้างพนักงานไปแล้วกว่า 224,503 คน

การเลิกจ้างในอุตสาหกรรมเทคโนโลยีมีความสำคัญต่อทิศทางการจ้างงานมาก และยิ่งมีผลกระทบมากเมื่อบริษัทที่ประกาศลดพนักงานเป็นบริษัทใหญ่ ๆ อย่าง Google, Microsoft, Meta และอื่น ๆ ได้ประกาศลดพนักงานจำนวนมาก

เราจึงพูดได้เต็มปากเต็มคำว่าปีที่แล้ว (2023) ถือเป็นปีที่หนักหนาสาหัสของอุตสาหกรรมเทคโนโลยีมาก พนักงานหายไปจากอุตสาหกรรมกว่าสองแสนตำแหน่ง ถือเป็นปีที่เลวร้ายที่สุดสำหรับบริษัทเทคฯ สหรัฐฯ นับตั้งแต่การล่มสลายของยุคดอตคอมในปี 2000

ผู้บริหารของบริษัทเทคหลาย ๆ แห่งให้เหตุผลในการเลิกจ้างพนักงานในทำนองที่ว่า เป็นเพราะพวกเขาจ้างคนเข้ามาทำงานมากเกินไปในช่วงการแพร่ระบาดของโควิด-19 รวมถึงอัตราเงินเฟ้อที่สูง และความต้องการของผู้ใช้งานที่ลดลงอย่างน่าใจหายจนนำไปสู่โศกนาฏกรรมการจ้างงานอย่างที่เราเห็นข่าวเลิกจ้างที่ออกมาติด ๆ กันในช่วงต้นปี 2024 นี้

แน่นอนว่าผลกระทบก็ไปตกแก่รัฐบาลที่ต้องจ่ายเงินชดเชยการว่างงาน รวมไปถึงภาพลักษณ์ของอุตสาหกรรมเทคฯ ที่ดูไม่มีความมั่นคง และน่าจะส่งผลต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุนที่อาจชะลอการลงทุนในอุตสาหกรรมนี้เพราะไม่มั่นใจว่าจะฟื้นกลับมาได้อีกครั้งเมื่อไหร่

วันนี้เราจะพาผู้อ่านทุกท่านไปไล่เรียงดูเหตุการณ์เลิกจ้างของบริษัทเทคทั้งหลายรวมถึงสาเหตุลึก ๆ ว่าทำไมถึงเกิดเหตุการณ์เหล่านี้และสถานการณ์จะเป็นอย่างไรหลังจากนี้

 

ฝุ่นยังตลบเมื่อบริษัทเทคยักษ์ใหญ่ยังปลดพนักงานไม่หยุด

ที่จริงกระแสการปลดพนักงานครั้งใหญ่นั้นมีมาเป็นระยะ ๆ ตั้งแต่ช่วงปลายปี 2022 เป็นต้นมา โดยเริ่มจากบริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่ในสหรัฐอเมริกา อย่าง Netflix, Tesla, Meta, Twitter, Coinbase, Uber, Lyft, Robinhood, Carvana, Better.com โดยในช่วงเดือนพฤศจิกายนปี 2022 ตัวเลขพนักงานในบริษัทเทคชื่อดังทั่วโลกโดนปลดออกจากตำแหน่งกว่า 202,911 คน ในช่วงเวลานั้นก็ว่าเยอะแล้ว และหลายคนอาจจะคิดว่าบริษัทปลดคนขนาดนี้เลือดคงหยุดไหลแล้ว แต่แท้จริงแล้วไม่เลย

ถ้านับตั้งแต่ช่วงเดือนมกราคมจนถึงธันวาคมปี 2023 มีพนักงานโดนปลดออกจากตำแหน่งไปแล้วกว่า 262,595 คน (ที่มา https://layoffs.fyi/) ยังไม่พอต่อเนื่องมาในช่วงต้นปี 2024 เมื่อต้นเดือนที่ผ่านมาสด ๆร้อน ๆ Alphabet บริษัทแม่ของ Google เพิ่งร่อนจดหมายเลิกจ้างพนักงานมากกว่า 1,000 คนในหลายแผนก ถึงแม้จะดูเล็กน้อยเมื่อเทียบกับจำนวนพนักงาน 12,000 คนที่ Google เคยเลิกจ้างพนักงานในช่วงเวลานี้ของปีที่แล้ว

เมื่อพูดถึง Google ก็ต้องพูดถึงบันทึกภายในที่บริษัทส่งไปให้พนักงานเมื่อช่วง 2-3 สัปดาห์ก่อน  Sundar Pichai ซีอีโอของ Alphabet พูดถึงการเลิกจ้างพนักงานโดยเฉพาะในหน่วยงานวิจัยและพัฒนาด้าน AI โดยซีอีโอ Alphabet บอกว่า

“เรามีเป้าหมายที่ทะเยอทะยานและกำลังจะลงทุนในเป้าหมายที่มีความสำคัญกับเรามากในปีนี้ และความจริงก็คือ เพื่อสร้างขีดความสามารถให้กับการลงทุนนี้ เราจำเป็นต้องตัดสินใจเลือกทำในสิ่งที่ยากลำบาก (หมายถึงการปลดพนักงาน)” Sundar Pichai ซีอีโอของ Google และ Alphabet

 

ข้อความในจดหมายที่ Sundar Pichai ซีอีโอของ Alphabet (Google) ส่งถึงพนักงานในแผนกวิจัยและพัฒนา AI ถึงการไม่ได้ไปต่อ: https://blog.google/inside-google/message-ceo/january-update/

 

ในขณะที่บริษัทขนาดใหญ่อื่น ๆ ก็ใช่ว่าจะไม่ทำแบบเดียวกับที่ Google ทำ อย่าง Amazon ยักษ์ใหญ่ด้านอีคอมเมิร์ซก็กำลังวางแผนเลิกจ้างงานหลายร้อยตำแหน่งเพื่อควบคุมต้นทุน  Discord ที่เป็นแพลตฟอร์มการแชตชื่อดังที่เหล่าเกมเมอร์และโปรแกรมเมอร์ชอบใช้ก็มีแผนที่จะลดคนเช่นกัน รวมไปถึง Duolingo แอปเรียนภาษาชื่อดัง และบริษัทเกม Unity Software เป็นหนึ่งในหลายบริษัทที่วางแผนจะลดคนภายในปีนี้อย่างแน่นอน

นี่ถ้าแค่ในช่วงเดือนแรกของปี 2024 บริษัทเทคโนโลยีเกือบ 100 แห่ง อย่าง Meta (Facebook), Amazon, Microsoft, Google, TikTok และ Salesforce ก็ปลดพนักงานรวมกันประมาณ 25,000 คน (ตามข้อมูลของ Layoffs.fyi)

ปี 2024 ยังเป็นอีกปีที่บริษัทเทคฯ ยักษ์ใหญ่ปลดคนไม่หยุด: trueup.io/layoffs

 

อะไรคือเหตุผลจริง ๆ ที่อยู่เบื้องหลังการ Layoff ไม่หยุดของบริษัทเทคฯ

Jeff Shulman ศาสตราจารย์จาก Foster School of Business แห่งมหาวิทยาลัยวอชิงตัน ที่เฝ้าติดตามสถานการณ์ของบริษัทเทคฯ ในสหรัฐฯ มาโดยตลอด ให้สัมภาษณ์เว็บไซต์ npr.org ไว้อย่างน่าสนใจว่า

“ถ้าการเลิกจ้างพนักงานช่วยให้ราคาหุ้นของพวกเขา (บริษัทเทคฯ) กลับฟื้นขึ้นมาอยู่ในจุดที่ผู้ถือหุ้นพอใจ แล้วจะมีเหตุผลอะไรที่จะทำให้พวกเขาหยุดการเลิกจ้างพนักงาน”

“ที่บริษัทเทคฯ หลาย ๆ ที่เริ่มกล้าที่จะปลดพนักงาน เริ่มลดคน เพราะพวกเขาเห็นว่าบริษัทอื่นในอุตสาหกรรมใคร ๆ ก็ทำ และมันก็กลายเป็น New Normal ของวงการนี้ไปแล้ว”  “อีกอย่างพวกพนักงานก็เริ่มรู้สึกชินการที่อาจจะโดนปลดได้ง่าย ๆ ในสักวันหนึ่งแล้ว รวมถึงนักลงทุนในหุ้นของบริษัทนั้น ๆ เองก็ชื่นชมกับการกระทำของบรรดาผู้บริหารที่ตัดสินใจจะลดคนก็ลดเลย ดังนั้น เราน่าจะได้เห็นการปลดคนของบริษัทเทคฯ ต่อไปอีกระยะหนึ่ง”

ในขณะที่ศาสตราจารย์ Jeffrey Pfeffer ศาสตราจารย์ด้านธุรกิจจากมหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด เรียกปรากฏการณ์ของบริษัทในอุตสาหกรรมหนึ่งที่เลียนแบบการเลิกจ้างพนักงานของกันและกันว่าเป็น “การเลิกจ้างพนักงานเลียนแบบ” “การเลิกจ้างในอุตสาหกรรมเทคโนโลยีโดยพื้นฐานแล้วเป็นตัวอย่างหนึ่งของการแพร่กระจายทางสังคม ซึ่งบริษัทต่าง ๆ จะเลียนแบบสิ่งที่คนอื่นทำ”

ศาสตราจารย์ Jeffrey ซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านพฤติกรรมองค์กร ถึงกับกล่าวว่า “การเลิกจ้างเป็นโรคติดต่อ” และเมื่อบริษัทเทคโนโลยีรายใหญ่แห่งหนึ่งลดขนาดพนักงาน คณะกรรมการของบริษัทคู่แข่งอาจเริ่มตั้งคำถามว่า “แล้วทำไมผู้บริหารของเราถึงไม่ทำแบบเดียวกันนี้ล่ะ?

บริษัทสตาร์ตอัปด้านเทคโนโลยีขนาดเล็กบางแห่งที่เงินสดขาดมือและกำลังเผชิญกับความยากลำบากในการระดมทุนเนื่องจากยุคแห่งการหาเงินง่าย ๆ จบลงไปนานแล้ว ก็เริ่มมีการใช้นโยบายลดคนเหมือนกับบริษัทเทคฯ ใหญ่ ๆ บ้างแล้วเหมือนกัน แต่ผู้เชี่ยวชาญมองว่าสำหรับบริษัทเทคโนโลยีขนาดใหญ่และมีการซื้อขายหุ้นในตลาดหลักทรัพย์ส่วนใหญ่ แนวโน้มการเลิกจ้างในเดือนนี้มีเป้าหมายเพื่อสร้างความพึงพอใจให้กับนักลงทุนมากกว่าเรื่องการขาดแคลนเงินสด

 

Jerome Powell ประธาน Fed หนึ่งในผู้กุมชะตาการจ้างงานของบริษัทเทคฯ: Reuter

 

อัตราดอกเบี้ย อีกหนึ่งปัจจัยสำคัญที่ไดรฟ์ให้บริษัทเทคฯ ตัดสินใจที่จะลดคน ถ้าถามว่า แล้วเรื่องอัตราดอกเบี้ยเกี่ยวอะไรกับการลดคน

ต้องอธิบายแบบนี้ว่าอัตราดอกเบี้ยที่สูงขึ้นส่งผลต่อต้นทุนเงินที่บริษัท (เทคฯ) ต้องกู้ยืมจากธนาคาร ไม่ก็ผู้ร่วมทุน (Venture Capital) เพราะบริษัทเทคฯ ก็ต้องมีการพัฒนาโปรดักส์ใหม่ ๆ ออกสู่ตลาดเพื่อแข่งขันอยู่เสมอ และไม่ใช่จะเป็นทุกบริษัทที่มีเงินสดในมือเยอะเหมือนกับ Apple (104,040 ล้านดอลลาร์)

ดังนั้น พวกเขาก็ต้องไปกู้ยืมมาบางส่วนเพื่อนำไปลงทุนทำอะไรใหม่ ๆ และพอต้นทุนในการกู้ยืมเงินสูงขึ้น ชอยส์ในการลดคนก็น่าสนใจไม่น้อย เพราะสมมุติจ้างพนักงาน 1 คน เงินเดือน 1 แสนบาท ถ้าเลิกจ้างก็เท่ากับประหยัดเงินได้เดือนละ 1 แสนไปในแทบจะทันที

ดังนั้น สรุปได้ว่าอัตราดอกเบี้ยที่สูงขึ้นส่งผลกระทบโดยตรงต่อผู้ร่วมลงทุน (VC) และการระดมทุนอื่น ๆ ของสตาร์ตอัป รวมถึงบริษัทเทคฯ ต่าง ๆ ก็ไม่ต้องการลงทุนในพื้นที่เสี่ยงเมื่ออนาคตของเศรษฐกิจมีความไม่แน่นอน ความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจทำให้บริษัทต่าง ๆ ต้องประเมินกลยุทธ์การจ้างงานและการเติบโตของตัวเองใหม่ อีกทั้งบริษัทด้านเทคโนโลยีนั้นมีความอ่อนไหวต่ออัตราดอกเบี้ยที่สูงเป็นพิเศษ ให้ผู้อ่านสังเกตเลยว่า “การเลิกจ้าง” มักเกิดขึ้นในช่วงที่อัตราดอกเบี้ยปรับตัวขึ้นสูง (จากดอกเบี้ยเกือบเป็น 0 ในช่วงการระบาดของโควิดสู่ 5.5% ในปัจจุบัน) เนื่องจากบริษัทต่าง ๆ จะปรับตัวตามต้นทุนเงินทุนที่เพิ่มขึ้น

นอกจากนี้ ยังมีเหตุผลที่มีน้ำหนักบาง ๆ ที่นักวิเคราะห์ไม่ได้ให้น้ำหนักเท่ากับ 2 เหตุผลแรกแต่ก็มีส่วนที่ทำให้บริษัทเทคฯ ตัดสินใจลดคนไม่หยุด อย่างเช่น

การคาดการณ์ถึงภาวะเศรษฐกิจถดถอยที่จะเกิดขึ้นหลังเงินเฟ้อขึ้นรุนแรงมาก

ผู้นำของบริษัทเทคโนโลยีขนาดใหญ่เหล่านี้อาจกำลังเริ่มการเลิกจ้างพนักงานจำนวนมากเพื่อเตรียมพร้อมรับภาวะเศรษฐกิจถดถอยที่กำลังจะเกิดขึ้น แม้ว่าในบางประเทศและในระดับที่เล็กกว่า อุตสาหกรรมบางประเภทอาจเสี่ยงต่อภาวะเศรษฐกิจถดถอยมากกว่าอุตสาหกรรมอื่น ๆ แต่อุตสาหกรรมทั้งหมดจะต้องใช้มาตรการป้องกันเพื่อป้องกันเหตุการณ์เช่นนี้

 

สถิติการปลดพนักงานในช่วงตั้งแต่สิ้นสุดการระบาด: Statista

 

การจ้างงานที่มากเกินไปในช่วงที่เกิดการระบาดของโควิด-19

เราต้องเข้าใจว่าในช่วงที่เกิดการระบาดของโควิด-19 เทคโนโลยีการประชุมทางไกลอย่าง Virtual Meeting และเทรนด์ Virtual Office มาแรงมาก ทำให้การใช้เทคโนโลยีเพิ่มขึ้นอย่างมากในช่วงพีคของการระบาด ทุกอย่างเปลี่ยนจากออฟไลน์มาเป็นออนไลน์ ในระหว่างที่ผู้คนถูกกักตัวอยู่แต่ในบ้านแต่การทำงานยังต้องดำเนินไป ผู้คนต่างทำงานจากระยะไกล สั่งอาหารและของชำออนไลน์ ดูสตรีมมิ่งรายการโปรดโดยไม่ต้องออกจากบ้าน

ทำให้บริษัทเทคได้กำไรสูงเป็นประวัติการณ์อันเป็นผลมาจากกิจกรรมออนไลน์ที่เพิ่มขึ้น ซึ่งกระตุ้นให้เกิดการจ้างงานอย่างบ้าคลั่งเพื่อตอบสนองความต้องการที่เพิ่มขึ้น ตัวอย่างเช่น Meta เพิ่มจำนวนพนักงานเกือบสองเท่า ในขณะที่ปีนี้พวกเขาประกาศว่าจะเลิกจ้างพนักงานเกือบ 11,000 คน จากการที่ผู้คนกลับมาใช้ชีวิตตามปกติ ความต้องในการใช้เทคโนโลยีทำงานทางไกลก็ลดลงจนกลับเข้าสู่ระดับปกติใกล้เคียงกับตอนก่อนช่วงการระบาด แล้วบริษัทเทคมีความจำเป็นอันใดต้องเพิ่มคนหรือเก็บพนักงานที่ว่าจ้างมาจากช่วงที่ได้กำไรพิเศษ (ซึ่งเป็นดีมานด์ชั่วคราว) ดังนั้น จึงต้อง “ปลด”

แม้ว่าดูเหมือนจะไม่มีหลักฐานที่แสดงว่าการเลิกจ้างพนักงานสามารถเป็นเหมือนยาวิเศษสำหรับปัญหาทั้งหมดของบริษัทได้ แต่การเลิกจ้างได้กลายมาเป็นกลยุทธ์ระยะสั้นที่ทำให้บริษัทมีกำไรขึ้นมาแบบรวดเร็วชนิดที่ผู้ถือหุ้นยิ้มน้อยยิ้มใหญ่ ดังนั้น ไม่ว่าองค์กรจะทำกำไรได้จริง หรือไม่จริงแค่ไหน แต่บริษัทต่าง ๆ ยังคงใช้การเลิกจ้างเป็นข้ออ้างในการปรับปรุงผลกำไรอยู่ดี

รายได้ที่ลดลง จากการสำรวจ CFO Outlook ของบริษัทที่ปรึกษาธุรกิจ BDO ได้ไปสัมภาษณ์บรรดา CFO ในบริษัทด้านเทคโนโลยีจำนวน 100 ราย จากธุรกิจที่มีรายได้ตั้งแต่ 50 ล้านดอลลาร์ไปจนถึง 3 พันล้านดอลลาร์หรือมากกว่านั้น ในช่วงเดือนตุลาคม ปี 2023 พบว่าบริษัทหลายแห่งวางแผนที่จะลดขนาดองค์กรลงอย่างต่อเนื่องไปจนถึงปี 2024 และสิ่งที่น่าคิดสำหรับอนาคตอันใกล้นี้ก็คือ

“55 เปอร์เซ็นต์ของ CFO 100 บริษัทที่ BDO ไปสำรวจบอกว่า บริษัทมีแผนที่จะใช้ AI เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพด้านต้นทุนแทนที่จะไปกู้เงินหรือระดมทุนเพิ่ม”

 

สูงสุดสู่สามัญ

อย่างที่รู้กันดีว่าในช่วงที่โควิดระบาดบริษัทเทคโนโลยีทำรายได้สูงเป็นประวัติการณ์ และทำให้บริษัทเหล่านี้ต่างพากันจ้างงานคนเข้าไปเพิ่มอย่างสนุกสนาน เงินเดือนของพนักงานที่ถูกจ้างในช่วงนั้นก็สูงมาก แถมการแข่งขันเพื่อแย่งตัวทาเลนท์ก็ดุเดือดสุด ๆ โดยมีการเสนอนโยบายแพ็กเกจจูงใจแบบสุดโต่ง

อีกทั้งพื้นที่สื่อก็เต็มไปด้วยเรื่องราวเกี่ยวกับสิทธิพิเศษที่ไม่มีใครคิดว่าพนักงานคนหนึ่งจะได้ขนาดนี้ ดังนั้น จึงไม่ใช่ที่น่าแปลกใจที่พบว่าอายุงานเฉลี่ยของพนักงานที่ถูกเลิกจ้างเมื่อเร็ว ๆ นี้อยู่ในตำแหน่งเพียงแค่ 2 ปีเท่านั้น สิ่งนี้อาจชี้ให้เห็นว่า ในบางแง่มุมการปรับลดตำแหน่งงานเหล่านี้แสดงถึงการแค่ย้อนกลับสู่สเตจของนโยบายการจ้างงานก่อนการระบาดของโควิดเท่านั้นเอง

 

แต่ที่น่าประหลาดใจยิ่งกว่า คือ พนักงานที่โดนปลดส่วนใหญ่มีอายุงานเฉลี่ย 11.5 ปี

ดังนั้น จึงไม่เป็นความจริงเสมอไปว่าคนที่โดนปลดจะต้องเป็นพนักงานรุ่นใหม่ที่เพิ่งจบมหาวิทยาลัยและมีประสบการณ์น้อย โดยเหตุผลที่สนับสนุนความจริงข้อนี้ก็คือ อาจเป็นเพราะพนักงานที่มีประสบการณ์ทำงานมานานมักจะได้รับเงินเดือนที่สูงและการตัดพนักงานที่อาวุโสและมีฐานเงินเดือนสูงก็อาจช่วยทำให้ธุรกิจบรรลุเป้าหมายทางการเงินได้

ส่วนตำแหน่งงานที่ถูกปลดมากที่สุดตำแหน่งหนึ่งไม่แพ้ทีมเทคนิคหรือวิศวกรก็คือ “ฝ่ายทรัพยากรบุคคล” โดยคิดเป็นร้อยละ 28 ของการเลิกจ้างทั้งหมด มีเหตุผลที่เป็นไปได้ 2 ข้อสำหรับเรื่องนี้ ข้อแรก ถ้าหากบริษัทต่าง ๆ เลิกจ้างพนักงาน พวกเขาจะลดการสรรหาพนักงานด้วย ดังนั้น การสรรหาบุคลากรที่น้อยลงหมายถึงความต้องการพนักงานฝ่ายทรัพยากรบุคคลก็น้อยลงตามไปด้วย

ข้อสอง แม้ว่าอาจจะเป็นเหตุผลที่เกี่ยวข้องกันก็คือ HR เป็นพื้นที่ที่ฟังก์ชันบางอย่างถูกแทนที่ด้วยระบบอัตโนมัติ มีหลายแพลตฟอร์มที่สามารถทำงานด้าน HR ได้อย่างดีเยี่ยม โดยแพลตฟอร์มเหล่านั้นมีจุดมุ่งหมายเพื่อทำให้งานประจำที่เกี่ยวข้องกับการสัมภาษณ์และการรับสมัครพนักงานใหม่เป็นแบบอัตโนมัติ (Recruitment Platform) อย่างเช่น การตรวจสอบข้อมูลอ้างอิง การยืนยันตัวตน การตรวจสุขภาพก่อนเข้าทำงาน รวมถึงการเช็กประวัติอาชญากรรม อีกทั้งในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ก็มีรายงานออกมาว่าบริษัทต่าง ๆ อย่างเช่น Amazon เองก็ใช้ AI เพื่อประเมินสมรรถนะของพนักงาน แล้วพนักงานคนไหนที่มีประสิทธิภาพการทำงานต่ำก็ไล่ออก

 

The Great Tech Layoff จะไปจบลงที่ไหน

นักวิเคราะห์มองว่าการเลิกจ้างพนักงานในอุตสาหกรรมด้านเทคโนโลยีครั้งใหญ่ที่ลากยาวมาตั้งแต่ปลายปี 2022 จนถึงปัจจุบัน น่าจะยังส่งผลกระทบอย่างต่อเนื่องไปอีกสักพัก โดยในปี 2024 ถือเป็นปีแห่งการฟื้นตัวของอุตสาหกรรมไอที แม้ว่าสัญญาณการฟื้นตัวในอุตสาหกรรมจะเพิ่งเริ่มต้นก็ตาม และการเลิกจ้างพนักงานก็ถือเป็นการแช่แข็งการรับพนักงานใหม่ ๆ เข้ามาสู่วงการเทคฯ ไปด้วยในตัว และขยายระยะเวลาของการลดตำแหน่งงานที่ประกาศในปี 2023 และแม้ว่าการใช้จ่ายด้านงานไอทีทั่วโลกคาดว่าจะเพิ่มขึ้น แต่กับการรับคนเข้ามาใหม่และเอาคนออกสำหรับอุตสาหกรรมนี้ก็น่าจะยังดำเนินต่อไปอีกสักระยะ จนอุปสงค์จะฟื้นและอัตราดอกเบี้ยนโยบายเริ่มปรับลดลง

สิ่งหนึ่งที่บรรดาศาสตราจารย์จากมหาวิทยาลัยชื่อดัง ที่สอนด้าน Business มองเห็นคล้ายกันก็คือ ความยืดหยุ่นของแรงงานในภาคอุตสาหกรรมเทคฯ เกิดขึ้นพร้อมกับการที่ Fed ขึ้นอัตราดอกเบี้ยสูง ซึ่งตามหลักเมื่อดอกเบี้ยขึ้นเศรษฐกิจก็จะชะลอตัวและเพิ่มความเสี่ยงในการลดตำแหน่งงานอยู่แล้ว

Chris Kayes ศาสตราจารย์จากคณะวิชาธุรกิจมหาวิทยาลัย George Washington ให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าว ABC News ว่า “ภาคเทคโนโลยีมีความอ่อนไหวเป็นพิเศษต่อต้นทุนการกู้ยืมที่สูงขึ้น โดยชี้ให้เห็นว่าบริษัทเทคโนโลยีมักจะพึ่งพาเงินกู้เป็นระยะเวลานานก่อนที่จะทำกำไรได้”

นอกจากนี้ ศาสตราจารย์ Chris  Kayes ยังบอกอีกว่าแม้แต่บริษัทเทคโนโลยีขนาดใหญ่ (ที่เราคิดว่ามีฐานะทางการเงินที่ดีและมั่นคง) ก็ยังต้องพึ่งพาเงินทุนที่กู้ยืมมาเพื่อสนับสนุนการใช้จ่ายบางส่วน

แม้จะมีข้อบ่งชี้และ Fed เริ่มส่งสัญญาณการลดดอกเบี้ยในช่วงปลายปี 2024 แต่บริษัทต่าง ๆ ไม่เฉพาะกับบริษัทเทคฯ ก็ยังต้องเผชิญกับสภาพแวดล้อมที่มีต้นทุนการกู้ยืมสูงอยู่ดี และน่าจะส่งผลให้พนักงานในบริษัทต่าง ๆ เสี่ยงต่อการถูกปลดอยู่

 

 

อ้างอิง

 

https://www.techopedia.com/tech-layoffs-predictions

https://www.npr.org/2024/01/28/1227326215/nearly-25-000-tech-workers-laid-off-in-the-first-weeks-of-2024-whats-going-on

https://www.wabe.org/nearly-25000-tech-workers-were-laid-in-the-first-weeks-of-2024-whats-going-on/

https://www.inc.com/brit-morse/tech-companies-laid-off-thousands-2024-layoff-outlook.html

https://sfstandard.com/2023/12/15/tech-layoffs-2024-predictions/

https://layoffs.fyi/

https://www.linkedin.com/pulse/4-reasons-why-big-tech-companies-laying-off/

https://www.ciodive.com/news/layoffs-tech-talent-market/645065/

https://www.goodmorningamerica.com/news/story/big-tech-layoffs-back-workers-risk-106476154

https://www.techtarget.com/whatis/feature/Tech-sector-layoffs-explained-What-you-need-to-know