ช่อง 7 กำไรยังยืนหนึ่ง อะไรคือตัวช่วยสำคัญที่ทำให้แข็งแกร่งใน 10 ปีที่ผ่านมาของทีวีดิจิทัล

10 ปีก่อน ภาพที่คิด

“ทีวีดิจิทัล” จะปลดล็อกอุตสาหกรรมสื่อทีวีในประเทศไทย จากที่เคยมี 6 ช่อง มาเป็น 24 ช่อง และเม็ดเงินโฆษณามูลค่ามหาศาลจะไหลเข้ามา เจ้าของช่องทุกคนจะร่ำรวยกันถ้วนหน้า

สิ่งที่เห็น

วันนี้ทีวีดิจิทัล หลายรายไปต่อไม่ไหว ที่เหลืออยู่หลายช่องผลประกอบการยังหนัก ส่วนที่อยู่ได้เป็นเบอร์ต้น ๆ ก็ต้องพลิกค้นกลยุทธ์สู้กันต่อไป

กำไร Top 5 ปีนี้ อดีตคนเคยใหญ่อย่างช่อง 3 ก็หลุดโผไปเป็นอันดับ 6 กำไรอยู่ที่ 210 ล้านบาท (- 65.4%) รายได้ 4,653 ล้านบาท (- 9 %)

ในปี 2556 ก่อนเกิดทีวีดิจิทัล ช่อง 3 ทำสถิติสูงสุดของกำไรที่ 5,589 ล้านบาท รายได้ 16,697 ล้านบาท

แม้แต่ช่อง 7 ของบริษัทกรุงเทพโทรทัศน์และวิทยุ จำกัด กำไรจะยังคงสูงสุด แต่ก็ยังลดลงต่อเนื่องทั้งหมดเป็นผลพวงมาจาก สึนามิ “Disruption” ที่มีเทคโนโลยีดิจิทัลมาเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตประจำวันของผู้คนในสังคม และพฤติกรรมการรับคอนเทนต์ที่เปลี่ยนไป พร้อม ๆ กับเม็ดเงินโฆษณาทางสื่อทีวีที่ลดลงแต่ตัวหารมีมากขึ้น

ย้อนมาดูผลประกอบการของช่อง 7 ที่ในอดีตคือสื่อทีวีรายใหญ่ผู้ทรงพลัง ก่อนเกิดทีวีดิจิทัลเมื่อปี 2557  ในปี 2556 ช่อง 7 มีกำไรถึง 5,231 ล้านบาท รายได้ 10,312 ล้านบาท

แต่หลังจากสงครามทีวีดิจิทัลเริ่มต้นขึ้น ช่องนี้ก็ไม่ต่างจากช่องอื่น ๆ เรตติ้งถอย รายได้ลดลงต่อเนื่อง  ละคร เกมโชว์ ข่าว ที่เคยมัดใจคนดูก็ไม่ได้ผล

วันนี้ดูเหมือนช่อง 7 ก็ยังไม่มีไม้เด็ดที่ชัดเจนที่จะฟื้นกลับคืนมาได้อีกครั้ง

ปี 2566 กำไรของบริษัทเหลือ 732 ล้านบาท รายได้ 3,284 ล้านบาท

ถึงแม้กำไรของช่อง 7 จะยืนหนึ่ง แต่เป็นเม็ดเงินกำไรที่ลดลงเกือบ 41%

แต่การที่กำไรของช่อง 7 ไม่ลดลงมากกว่านี้ เหตุผลสำคัญเป็นเพราะบริษัทยังมีรายได้จาก “เงินปันผล” ที่เข้าไปถือหุ้นในบริษัทต่าง ๆ ด้วย

และ 5 บริษัทหลัก ๆ ในตลาดหลักทรัพย์ฯ ที่ถือหุ้นอยู่ในอันดับต้น ๆ ก็ไม่ได้เป็นตัวแดง

เช่น การเข้าไปถือหุ้นในธนาคารกรุงศรีอยุธยา 2.19% ซึ่งปีที่ผ่านมาแบงก์มีกำไรถึง 32,929 ล้านบาท

ปูนซีเมนต์นครหลวงที่ช่อง 7 ถืออยู่ 9.43% เป็นอันดับ 2 มีกำไร 2,682.36 ล้านบาท

บริษัท อลิอันซ์ อยุธยา แคปปิตอล ที่ถือหุ้นอยู่เป็นอันดับ 4 จำนวน 7.40% ปี 2566 มีกำไรอยู่ที่ 933 ล้านบาท

ธนาคารกรุงศรีอยุธยาและปูนซีเมนต์นครหลวงก่อตั้งโดย ชวน รัตนรักษ์ ผู้เป็นบิดาของกฤตย์ ประธานกรรมการบริหารช่อง 7 คนปัจจุบัน

ที่น่าสนใจมาก ๆ คือการที่ช่อง 7 เป็นเจ้าของอสังหาริมทรัพย์และที่ดินในกรุงเทพฯ จำนวนมาก จากการเข้าไปเป็นเจ้าของและผู้ถือหุ้นใหญ่ในบริษัท อีสเทอร์น สตาร์ เรียล เอสเตท จํากัด (มหาชน) บริษัทอสังหาฯ ชื่อดังที่เริ่มไปพัฒนาธุรกิจสนามกอล์ฟ และที่อยู่อาศัย  ในอําเภอบ้านฉาง จังหวัดระยอง เพื่อรองรับการพัฒนาพื้นที่ชายฝั่งทะเลตะวันออก

ก่อนกลับเข้ามาพัฒนาที่อยู่อาศัยย่านกรุงเทพฯ และปริมณฑลอีกหลายโครงการทั้งแนวราบแนวสูงหลังจากชะลอโครงการไปพักหนึ่ง หลังเกิดวิกฤตโควิด ปลายปี 2566 ยังเริ่มการก่อสร้างคอนโดมิเนียม ภายใต้ซีรีส์ใหม่ “มาย” ย่าน รัชดา-ห้วยขวาง พร้อมพงษ์ โพธิ์นิมิตร และมีการทำโครงการให้เช่าอีกหลายโครงการ รวมทั้งซื้อที่ดินเพื่อรอจังหวะทำโครงการใหม่ ๆ

ที่สำคัญยังเข้าไปถือหุ้นในบริษัท แกรนด์ คาแนล  บริษัทอสังหาริมทรัพย์รายใหญ่ของตระกูล “จิราธิวัฒน์”

โดยถืออยู่ 18.33% เป็นอันดับ 2 รองจากบริษัท ซีพีเอ็น พัทยา ที่มีกอบชัย จิราธิวัฒน์ เป็นประธานกรรมการ

ทรัพย์สินของแกรนด์ คาแนล มีทั้งเพื่อเช่าและขาย เช่น โครงการเดอะไนน์ทาวเวอร์ส แกรนด์พระราม 9 โครงการยูนิลีเวอร์เฮ้าส์ แกรนด์พระราม 9 จี ทาวเวอร์ แกรนด์พระราม 9 โครงการบ้านจัดสรรนิรติ ดอนเมือง

ถึงแม้ปีที่ผ่านมากำไรมีเพียง 417 ล้านบาท แต่กลุ่มนี้ยังมีที่ดินรอพัฒนาที่มีค่ามหาศาลในทำเลย่านพระราม 9,  ย่านดอนเมือง, ถนนกำแพงเพชร และถนนพหลโยธิน

ท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัว การเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีที่รวดเร็ว พฤติกรรมของผู้บริโภคที่เปลี่ยนไปอย่างยากที่จะคาดเดา

ต้องยอมรับว่าการหาจุด Turning Point ของ ช่อง 7 เพื่อกลับมาใหญ่ ไม่ง่ายเลย

แต่อย่างน้อยวันนี้ ช่อง 7 ก็ไม่ได้มีรายได้จากสื่อทีวีอย่างเดียว แต่กระจายความเสี่ยงไปยังธุรกิจอื่น ๆแล้วด้วย ♦

อัพเดตข่าวสารการตลาดทุกวันได้ที่ 
Website : Marketeeronline.co / Facebook : www.facebook.com/marketeeronline