“Money Café” ต่อยอดโรงรับจำนำ สู่ร้านแบรนด์เนมมือสอง

Money Cafe ดึงร้าน Brand Off Tokyo ร้านแบรนด์เนมมือสองจากญี่ปุ่นมาเปิดในไทย ตั้งเป้าภายในสิ้นปีมีรายได้ 60-70 ล้านบาท พร้อมกางแผนปีหน้าจะเปิดอีกสาขา

เมื่อ 2 ปีก่อน มันนี่คาเฟ่ ปิ่นคู่ได้ Re-Brand ครั้งใหญ่ ทั้งการปรับโกโล้ สี ร้านให้ดูทันสมัย เสริมไลฟ์สไตล์เข้าไป เพื่อเปลี่ยนภาพจำของโรงรับจำนำที่คนทั่วไปมองว่า คนที่จะเข้าไปต้องมีเรื่องเดือดร้อนเท่านั้น มาเป็นร้านที่ใครๆก็เข้ามาได้ โดยเฉพาะกลุ่มคนรุ่นใหม่

แต่เท่านั้นดูเหมือนจะไม่พอในความคิดของ ชูศักดิ์ ตั้งเลิศสัมพันธ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท มันนี่คาเฟ่ จำกัด ที่ต้องการต่อยอดธุรกิจโรงรับจำนำไปยังส่วนอื่นๆ จึงไปติดต่อซื้อสิทธ์แฟรนไชส์ของ “Brand Off Tokyo” มาเปิดในเมืองไทย โดยได้สิทธ์ในระยะแรก 2 ปี

Brand Off Tokyo ชูศักดิ์ ตั้งเลิศสัมพันธ์

Brand Off Tokyo คือร้านรับซื้อแลกเปลี่ยนสินค้าแบรนด์เนมมือ 2 จากญี่ปุ่น มีอายุ 25 ปี ติด 1 ใน 3 ร้านรับซื้อขาย แลกเปลี่ยนของมือสองที่เก่าแก่ และมีสาขามากที่สุดในญี่ปุ่นถึง 50 สาขา และเป็นร้านเดียวที่ขยายไปยังต่างประเทศ โดยมีที่ฮ่องกง 8 สาขา และ ไต้หวัน 4 สาขา

ผู้บริหาร Brand Off Tokyo บอกว่า ในญี่ปุ่นถ้านับเฉพาะลูกค้าชาวต่างชาติอย่างเดียว จะมีชาวจีนเป็นสัดส่วนใหญ่ที่สุด 70% ทำให้ต่อไปมีการวางแผนที่จะไปเปิดในจีนและนิวยอร์ก ส่วนชาวไทยจะมีราว 10% ถ้านับเฉพาะที่สาขาโอซาก้าจะมีถึง 20%

ซึ่งชาวไทยที่นิยมซื้อแบรนด์เนมมือ 2 มักจะมีพฤติกรรมหลัก 3 ข้อได้แก่ 1.ซื้อเพื่อเสริมภาพลักษณ์ให้กับตัวเอง 2.ซื้อ 1 ครั้งจะใช้ค่อนข้างยาวนาน และ 3.นำของที่ตัวเองมามาเปลี่ยนเป็นของใหม่หรือเปลี่ยนกลับเป็นเงิน

Brand Off Tokyo

ในเมืองไทยจะใช้ชื่อว่า Brand Off Tokyo by Money Café มีสาขาแรกอยู่ที่สยามสแควร์ ซอย 3 เพราะมองว่าที่นี่เป็นแหล่งรวมแฟชั่นที่ใครๆ ก็นึกถึงรวมไปถึงเป็นแหล่งที่คนรุ่นใหม่นิยมมา จึงเหมาะที่จะเปิดสาขาแรกมากกว่าในห้องสรรพสินค้า

ตัวร้านมีพื้นที่ 200 ตารางเมตร เบื้องต้นจะเปิดเพียง 2 ชั้นก่อน ชั้นละ 50 ตารางเมตร โดยชั้นที่ 1 จะเป็นสินค้าที่เป็นไฮเอนด์ที่คนไทยชื่นชอบ เช่น Louis Vuitton, Chanel, Hermes และ Balenciaga เพื่อโชว์ให้คนที่เข้ามาในร้านได้เห็น และชั้นที่ 2 เป็นแบรนด์ที่รองลงมา

ส่วนที่เหลืออีก 100 ตารางเมตรจะเปิดในอนาคตโดยจะเลือกสินค้าและแบรนด์ที่จับกลุ่มคนรุ่นใหม่ เช่น Coach, Paul Smith ส่วนพนังงานจะมีทั้งชาวไทยที่ต้องไปฝึก 1-3 ปีที่ญี่ปุ่น และพนักงานชาวญี่ปุ่นที่ถูกส่งมาทำงาน

ภายในร้านมีสินค้าทั้งหมด 300 – 400 ชิ้น มีทั้งหมด 8-10 แบรนด์ ราคามีตั้งแต่ต่ำกว่าหมื่นไปจนถึงหลักเกือบล้านบาท โดยทำราคาให้ไม่ต่างจากในญี่ปุ่นมา ซึ่งจะเน้นสินค้าภายในประเทศ 80% ส่วนสินค้านำเข้าจะมี 20% ถ้าเป็น Rare item จะนำเข้าทั้งหมด

สัดส่วนสินค้าแบ่งออกเป็นกระเป๋า 35% จิวเวอร์รี่ 35% ที่เหลือแบรนด์จิวเวอร์รี่ และเครื่องประดับอื่นๆ เช่น นาฬิกา วางเป้าหมายเป็นกลุ่มคนที่ทำงานมาแล้วอย่างน้อย 2-3 ปี อายุ 25-45 ปี

Brand Off Tokyo

ที่นำเข้ามาเพราะมองว่าจะสามารถตอบสนองต่อไลฟ์สไตล์คนรุ่นใหม่ ที่ต้องการใช้สินค้าอย่างคุ้มค่า อีกส่วนหนึ่งก็จะสามารถเสริมธุรกิจโรงรับจำนำได้ เพราะโรงรับจำนำจะมีสินค้าที่เป็นนาฬิกาและเครื่องประดับอยู่แล้ว ซี่งดีลนี้ได้ทั้ง knowledge และ know how ในการทำร้าน

ความท้าทายจึงอยู่ที่การเปลี่ยนภาพของการใช้สินค้ามือเป็น 2 เป็นการใช้ชีวิตอีกรูปแบบหนึ่ง โดยที่ไม่ได้มองว่ามีเงินหรือไม่มีเงิน แต่ขึ้นอยู่กับว่าสามารถใช้สินค้าได้คุ้มค่าแค่ไหน ซึ่งทั้งหมดนี้ก็ขึ้นอยู่กับความชอบส่วนบุคคล การทำธุรกิจตรงนี้จึงอยู่ที่วิถีชีวิตของแต่ละคนมากกว่า

ภายในสิ้นปีนี้ตั้งเป้ารายได้ 60-70 ล้านบาทโดยสาขาต่อไปวางแผนเปิดในเซ็นทรัลปิ่นเกล้าเนื่องเป็นที่ตั้งของโรงรับจำนำอยู่แล้วคาดว่าจะสามารถเปิดได้ภายในสิ้นปีนี้หรือต้นปีหน้าแต่ทั้งนี้ต้องรอดูผลตอบรับของสาขาแรกก่อน

ทั้งนี้ถ้าผลตอบรับเป็นไปด้วยดีภายในปีหน้า อาจเปิดเพิ่มอีก 3 สาขา โดยจะเลือกลำเลอยู่ในเมืองเป็นหลักเพราะสามารถเข้าถึงพฤติกรรมได้ง่ายกว่า

Brand Off Tokyo


อัพเดตข่าวสารการตลาดทุกวันได้ที่ 
Website : Marketeeronline.co / Facebook : www.facebook.com/marketeeronline


อัพเดตข่าวสารการตลาดทุกวันได้ที่  WebsiteMarketeeronline.co / Facebookwww.facebook.com/marketeeronline

ติดตาม Marketeer Online ทาง Line@ : @marketeer