CLMV เป็นอีกหนึ่งตลาดที่มีความร้อนแรง ด้วยปัญหาหลาย ๆ อย่างจึงทำให้เหล่านักธุรกิจหลาย ๆ ชาติเล็งเห็นโอกาสมากมายในการที่จะเข้าไปพัฒนา ซึงก็ต้องยอมรับว่าคนในประเทศ ลาว กัมพูชา พม่า และเวียดนามนิยมเสพสื่อไทย นักธุรกิจไทยจึงได้เปรียบมากกว่าธุรกิจอื่น ๆ จากชาติอื่น ๆ เพราะมี Insight ที่มากกว่า

หนึ่งในนั้นก็คือธนาคารกรุงศรีอยุธยา ที่นอกจากจะไปบุกตลาดนี้ด้วยตัวเองแล้ว ยังมีคอนเน็คชั่นและประสบการณ์ที่เหนื่อกว่าคนอื่น ๆ เป็นระยะเวลาหลายปีอีกทั้งในครั้งนี้ ยังมีการจัดสัมนา Krungsri Business Talk ภายใต้หัวข้อ “สร้างโอกาส เปิดตลาด CLMV” เพื่อให้นักธุรกิจทั้งหลายที่สนใจได้เข้ามาร่วมฟังอีกด้วย

ซึ่งในงานนี้ได้ คุณดวงกมล ลิมป์พวงทิพย์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ ผู้บริหารสายงานลูกค้าธุรกิจ SME สาขากลาง ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) และผู้คร่ำหวอดในวงการนี้อีกมากมายหลายท่าน มาแชร์ความรู้ดี ๆ ให้ผู้ที่อยากจะทำธุรกิจได้มาหาความรู้กัน

และสำหรับคนไหนที่พลาดงานนี้ไปไม่ต้องเสียดาย เพราะ Marketeer ได้นำข้อมูลส่วนหนึ่งของงานสัมนาจากกรุงศรีในครั้งนี้ มาย่นย่อให้ทุกคนได้อ่านกันแล้ว

 

ภาพรวมเศรษฐกิจของตลาด CLMV ในมุมมองของผู้คลุกคลีอยู่ในตลาดมาอย่างยาวนานอย่างกรุงศรี

ตลอดช่วง 5 ปีที่ผ่านมา กลุ่มประเทศใน CLMV มีการเติบโตทางเศรษฐกิจถึง 7% บวกกับจำนวนประชากรทั้ง 4 ประเทศที่มีกว่า 170 ล้านคน ที่สำคัญคนที่เข้าไปลงทุนยังจะได้รับสิทธิพิเศษทางภาษี เนื่องจากทั้ง 4 ประเทศนี้ต้องการจะพัฒนาประเทศให้เจริญเติบโตไปข้า่งหน้า จึงไม่น่าแปลกใจว่าทำไมนักธุรกิจจึงสนใจอยากจะมาลงทุนกับทั้ง 4 ประเทศนี้นัก

แม้เราจะเรียกรวม 4 ประเทศว่าเป็น CLMV แต่ถึงอย่างนั้นทั้ง 4 ก็ยังมีลักษณะเฉพาะที่แตกต่างกันออกไป อย่างเช่นกัมพูชา เป็นประเทศที่มีข้อจำกัดทางการเงินน้อยที่สุด ทำให้คนต่างชาติเข้ามาเป็นเจ้าของธุรกิจได้ง่าย และยังสามารถโอนเงินข้ามพรมแดนเป็นสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐและสามารถเปิดบัญชีที่เป็นเงินบาทได้ แต่ก็มีข้อควรระวังตรงที่ยังไม่มีสถาบันประกันเงินฝาก

ส่วนประเทศลาว เป็นประเทศที่น่าลงทุนในสายตาของนักธุรกิจไทยมากที่สุด เนื่องจากลาวได้สิทธิประโยชน์ด้านภาษีสำหรับสินค้าส่งออกไปยังประเทศต่างๆ

สำหรับเวียดนามและเมียนมาร์ เป็นประเทศที่เต็มไปด้วยความเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา จึงต้องใช้ประสบการณ์และต้องเข้าไปคลุกคลีกับตลาดนี้จริง ๆ ถึงจะทำให้ธุรกิจในประเทศนี้ Success ได้

นักธุรกิจไทยได้เปรียบ เพราะคนในกลุ่มประเทศ CLMV นิยมของไทย

อย่างที่ได้กล่าวไปตอนต้นว่าประชากรใน 4 กลุ่มประเทศนี้นิยมเสพสื่อไทย โดยดาราที่ได้รับความนิยมก็คืออั้ม พัชราภา และเวียร์ ศุกลวัฒน์ จากความชอบในการเสพสื่อไทย จึงส่งผลให้คนกลุ่มนี้นิยมสินค้าของไทยอีกด้วย พูดให้เข้าใจกันง่าย ๆ ก็คือประเทศไทยมีภาพลักษณืที่ดีในสายตาของคนกลุ่มนี้ และอย่างที่บอกว่านี่คือสิ่งที่ทำให้เราได้เปรียบกว่านักลงทุนจากชาติอื่น ๆ นั่นเอง

 

เริ่มธุรกิจด้วย 2W 1H

คุณอรรจน์สิทธิ สร้อยทอง นักวิชาการส่งเสริมการลงทุนชำนาญการพิเศษกองส่งเสริมการลงทุนไทยต่างประเทศ สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน กล่าวในงานว่า 2W 1H เป็นหลักการทั่ว ๆ ไปในการจะเริ่มทำธุรกิจ แต่ก็เป็นสิ่งสำคัญที่จะขาดไปไม่ได้ เพราะก่อนจะเริ่มทำนักธุรกิจทั้งหลายต้องตอบ 3 คำถามข้อนี้ให้เคลียร์ซธก่อน เริ่มจาก W แรก คือ What?-จะทำธุรกิจเกี่ยวกับอะไร ลงทุนอะไร When-ลงทุนเมื่อไหร่ ช่วงเวลาที่ลงไปเหมาะสมหรือเปล่า และ How-คือจะลงทุนอย่างไรซึ่งการลงทุนไม่ได้หมายถึงการสร้างโรงงานเพียงอย่างเดียว แต่อาจหมายถึงการสร้างศูนย์กระจายสินค้า หรือที่จัดเก็บสินค้าก็ได้

 

กรุงศรีได้เปรียบที่มีทั้ง Knowhow คอนเนคชั่น และประสบการณ์

ไม่เพียงแต่จัดสัมนาเพื่อให้ความรู้กับผู้ประกอบการที่สนใจจะทำธุรกิจกับ 4 กลุ่มประเทศนี้ แต่กรุงศรียังได้เปรียบกว่าเจ้าอื่น ๆ ตรงที่ประสบการณ์ เพราะกรุงศรีได้ส่งตัวแทนจากไทยไปคลุกคลีกับตลาดทั้ง 4 ด้วยตัวเอง จึงทำให้เข้าใจ Insight รู้ว่าคนกลุ่มนี้ต้องการอะไร มีความชอบอะไร และจะทำอย่างไรให้ธุรกิจประสบความสำเร็จในตลาดนี้ได้ อย่างเช่นในลาวที่ทางกรุงศรีเองลงไปทำธุรกิจกว่า 22 ปี หรือการที่ BTMU มีประวัติศาสตร์ในเวียดนามร่วม 100 ปีแล้ว ซึงทางกรุงศรีก็มีคอนเน็คชั่นที่เหนียวแน่นกับ BTMU ด้วย

นอกจากนั้นแล้วทางกรุงศรีเขาก็ยังมีบริการทางการเงินที่จะค่อยช่วยเหลือเหล่านักลงทุนได้อย่างครบวงจร พร้อมคำแนะนำดี ๆ เพราะธุรกิจที่มีแต่แผนแต่ไม่มีการเงินที่แข็งแรง ก็ไม่ได้ต่างอะไรจากรถยนต์ที่ปราศจากน้ำมันแต่อย่างใด แบบนี้แล้วถ้าคิดจะทำธุรกิจ CLMV จะมี Partner รายไหน เหมาะไปกว่ากรุงศรีัอยุธยาได้อีกละ จริงไหม?


ติดตามนิตยสาร Marketeer ฉบับดิจิทัล
อ่านได้ทั้งฉบับ อ่านได้ทุกอุปกรณ์ พกไปไหนได้ทุกที
อ่านบน meb : Marketeer