ถือเป็นข่าวใหญ่ทั้งในกลุ่มแฟนๆ มอเตอร์สปอร์ต และแวดวงการท่องเที่ยวเชิงกีฬา รวมไปถึงผู้ที่ติดตามข่าวสารทางเศรษฐกิจ เมื่อสมาพันธ์ยานยนต์นานาชาติ (เอฟไอเอ) ประกาศว่า การแข่งขันรถ F1 

จะกลับมาแข่งที่สนามเซปัง อินเตอร์เนชันแนล เซอร์กิต ในมาเลเซียอีกครั้ง เนื่องจาก สนามแข่งบาห์เรนต้องถูกยกเลิกไปจากปัญหาความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ทำให้สิทธิ์การจัดการแข่งขันถูกย้ายมาลงที่มาเลเซีย 

ด้วยชื่อการแข่งขันอย่างเป็นทางการว่า กัล์ฟ แอร์ บาห์เรน กรังด์ปรีซ์ อิน มาเลเซีย ซึ่งจะมีขึ้นในวันที่ 4 ตุลาคมนี้ 

สนาม เซปัง อินเตอร์เนชันแนล เซอร์กิต ของมาเลเซีย ถือเป็นตัวเลือกที่ลงตัวที่สุด เพราะ มาเลเซีย อยู่ใกล้กับสิงคโปร์ สนามต่อไปที่จะแข่งกันในอีกราว 1 สัปดาห์ต่อมา จึงสะดวกต่อการเดินทางและโลจิสติกส์ 

ขณะเดียวกัน สนามแห่งนี้ยังคงรักษามาตรฐานระดับ เกรดวัน ของ เอฟไอเอ ไว้อย่างสมบูรณ์อีกด้วย 

สาเหตุที่ทำให้ความเคลื่อนไหวดังกล่าวน่าสนใจ ไม่ใช่แค่การกลับมาจัดในมาเลเซีย หลังว่างเว้นไปหลายปี เพราะแบกรับค่าลิขสิทธิ์ปีที่สูงขึ้นๆ ต่อไปไม่ไหว เท่านั้น 

เพราะค่าลิขสิทธิ์กับค่าธรรมเนียมต่างๆ ทางบาห์เรน เป็นฝ่ายรับผิดชอบ ส่วนที่ทางมาเลเซีย ต้องรับผิดชอบมีเพียงการซ่อมบำรุงสนาม ซึ่งมีการประเมินกันว่าค่าใช้จ่ายอยู่ที่เพียง 16 ล้านริงกิต (ประมาณ 132 ล้านบาท) เท่านั้น 

แต่ผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจ โดยเฉพาะด้านการท่องเที่ยวที่มาเลเซียจะได้รับ มีการประเมินกันว่าอาจสูงถึง 450 – 600 ล้านริงกิต (ราว 3,500 – 4,600 ล้านบาท) เลยทีเดียว

ดังนั้นนี่จึงเป็นโอกาสทองที่เพื่อนบ้านในกลุ่มอาเซียนต้องอิจฉาและมาเลเซียต้องคว้าไว้ในทันทีที่ได้รับการทาบทาม 

อีกเหตุผลที่ทำให้การแข่งขันเอฟวันในมาเลเซียซึ่งจะมีขึ้นในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้าได้รับความสนใจคือ ปัจจุบัน เอฟวัน ได้รับความสนใจมากกว่าในอดีต 

เพราะซีรีส์สารคดี ไดรฟ์ ทู เซอร์ไวฟ์ ในเน็ตฟลิกซ์ สร้างฐานแฟนคลับรุ่นใหม่เพิ่มขึ้นมหาศาล และยังทำให้มอเตอร์สปอร์ตประเภทนี้ เข้าถึงและช่วยให้เข้าใจได้ง่ายขึ้น อีกด้วย 

ดังนั้นจึงมีแฟนๆ กลุ่มใหม่ๆ ที่อยากไปชมเอฟวัน แบบเกาะขอบสนามสักครั้งในชีวิต

เพียงไม่กี่วันหลังการกลับมาแข่งเอฟวัน ในมาเลเซียแพร่ออกไป ก็ทำให้ยอดจองโรงแรมใกล้สนามเซปังถูกจองเต็มเกือบหมดแล้วในช่วงวันที่ 1-5 ตุลาคม 

ส่วนราคาห้องพักโรงแรมใกล้สนามบิน เคแอลไอเอ ก็ ปรับราคาห้องพักสูงขึ้นถึงเกือบ 1,000 ริงกิตต่อคืน (ประมาณ 8,000 บาท) หรือพุ่งขึ้นจากปกติถึง 4 เท่า 

ท่ามกลางรายงานว่า แฟนคลับต่างชาติจำนวนมากเริ่มวางแผนปรับเปลี่ยนตั๋วเครื่องบิน เพื่อเดินทางมาดูทั้ง เอฟวันที่สิงคโปร์และต่อด้วยมาเลเซียทันที 

ด้านนักวิชาการด้านการท่องเที่ยว ได้ออกมาเตือนให้ทุกฝ่ายในอุตสาหกรรมท่องเที่ยวมาเลเซีย อย่าฉวยโอกาสปรับราคาห้องพักจนแพงเกินไป เพราะจะทำลายภาพลักษณ์ในระยะยาว 

และควรจัดแพ็กเกจท่องเที่ยวแบบครบวงจร เนื่องจากสนามเซปังอยู่ห่างจากตัวเมืองกัวลาลัมเปอร์ (ขับรถประมาณ 1 ชั่วโมงครึ่ง) จึงควรจัดแพ็กเกจที่รวมตั๋วแข่ง รถรับส่ง ที่พัก และทริปท่องเที่ยวเมืองใกล้เคียงอย่างมะละกาเข้าด้วยกัน เพื่อดึงให้คนอยู่นานขึ้น

ขณะที่รัฐบาลก็ควรบริหารให้ดี เพราะในวันที่ 4 ตุลาคม มาเลเซียมีการจัดงานใหญ่อีก 2 งาน นั่นคือการแข่งขันจักรยาน ทัวร์ เดอ ลังกาวี และวิ่งมาราธอน เคแอล มาราธอน 

ดังนั้นจึงต้องวางแผนการจราจรและรถบัสรับส่งให้ดี ไม่ให้แฟนๆ ต้องเผชิญกับปัญหารถติดสะสม ซึ่งหากทำได้ก็อาจเปิดโอกาสให้มาเลเซียได้จัดแข่งเอฟวันต่อเนื่องอีกเหมือนในอดีต 

พร้อมกันนี้ยังมีอีกประเด็นที่รัฐบาลมาเลเซีย ควรเข้ามาดูแล นั่นคือ ค่าตั๋วที่ควรให้มีราคาพิเศษที่เข้าถึงได้สำหรับชาวมาเลเซีย 

เพราะในครั้งล่าสุดที่จัดในมาเลเซีย ตั๋วถูกสุดราคาอยู่ที่เพียง 59 ริงกิต (ประมาณ 487 บาท) นั่นเป็นค่าตั๋วเอฟวันที่ถูกสุดในโลกแล้ว 

สำหรับสนาม เซปัง อินเตอร์เนชันแนล เซอร์กิต ของมาเลเซีย ได้จัดแข่งเอฟวันอยู่ระหว่างปี 1999-2017 โดยถือเป็นสนามแห่งแรกในกลุ่มประเทศอาเซียน ที่จัดแข่งรายการดังกล่าว 

ทำให้ ณ ปัจจุบัน มาเลเซีย และสิงคโปร์ เป็นเพียง 2 ประเทศในกลุ่มอาเซียน ที่ได้จัดแข่งรายการนี้

ส่วนเวียดนาม ไทย และอินโดนีเซีย แม้มีข่าวว่าสนใจที่จะจัดแข่งเช่นกัน เพื่อประโยชน์ทางเศรษฐกิจและส่งเสริมภาพลักษณ์ของประเทศ แต่ก็ยังไม่มีประเทศไหนจาก 3 ประเทศนี้ได้รับเลือกจากเอฟไอเอ / cna