ตลอดเส้นทางประวัติศาสตร์ของการแข่งรถ F1 ปฏิทินการแข่งขันไม่ได้ถูกกำหนดด้วยความพร้อมของสนามเพียงอย่างเดียว แต่ยังมีปัจจัยอื่นๆ อย่างสถานการณ์โลกในแต่ละยุค ทั้งด้านการเมือง สงคราม สถานการณ์พลังงาน โรคระบาด และความปลอดภัย

จนสามารถกล่าวได้ว่าทุกครั้งที่เกิดวิกฤตการณ์ระดับโลก F1 มักจะกลายเป็นดัชนีชี้วัดความรุนแรงของสถานการณ์นั้นๆ เสมอ 

มาในปี 2026 เกิดวิกฤตขึ้นอีกครั้ง นั่นคือการที่การแข่งที่สนามบาห์เรนและซาอุดีอาระเบียต้องถูกยกเลิกไป จากผลกระทบของสงครามในตะวันออกกลางระหว่างอิหร่านกับสหรัฐฯ และอิสราเอล ถือเป็นอีกหนึ่งในหน้าประวัติศาสตร์กีฬายานยนต์ (Motorsport) ที่ล้อรถแข่งต้องหยุดหมุน 

การยกเลิกแข่งรถ F1 ในบางสนามครั้งแรกเกิดขึ้นในปี 1955 เมื่อเกิดโศกนาฏกรรมที่สนามเลอมังส์ของฝรั่งเศส โดยแม้จะเป็นการแข่งคนละประเภท แต่การที่รถแข่งหลายคันชนกันจนมีผู้เสียชีวิตไปกว่า 80 ราย

ดังนั้นการแข่งรถจึงถูกมองว่าอันตราย และหลายประเทศในยุโรป อาทิ ฝรั่งเศส สเปน และสวิตเซอร์แลนด์ สั่งแบนการแข่งรถ F1 ในปีนั้นทันที 

ต่อมาในปี 1957 วงการความเร็วต้องเผชิญกับผลกระทบของวิกฤตการณ์คลองสุเอซ ซึ่งอิสราเอล อังกฤษ และฝรั่งเศส ผนึกกำลังกันบุกอียิปต์ นำไปสู่การขาดแคลนน้ำมันอย่างหนักทั่วยุโรป

จนผู้จัดงานแข่งที่สนามในเบลเยียมและเนเธอร์แลนด์ไม่สามารถแบกรับต้นทุนน้ำมันและงบประมาณจัดการแข่งขันได้ ต้องยอมยกเลิกเรซในปีนั้นไป 

ข้ามมาปี 2011 ปัจจัยทางการเมืองเริ่มเข้ามามีบทบาทชัดเจนขึ้น โดยในปีนั้นได้เกิดปรากฏการณ์อาหรับสปริง (Arab Spring) ที่หลายประเทศกลุ่มอาหรับ เริ่มจากตูนิเซียได้ประท้วงเรียกร้องประชาธิปไตย นำไปสู่การโค่นล้มผู้นำรัฐบาลหลายประเทศ 

บาห์เรน เป็นอีกประเทศที่ได้รับผลกระทบจากอาหรับสปริง โดยแม้ผู้นำจะครองอำนาจได้ต่อไปแต่ก็เกิดความไม่สงบขึ้นหลายจุด และสถานการณ์ทางการเมืองก็ตึงเครียดอย่างมาก จนฝ่ายจัดการแข่งขัน F1 ต้องตัดสินใจยกเลิกการแข่งเปิดฤดูกาลที่สนามในบาห์เรนเพื่อสวัสดิภาพของบุคลากร 

ส่วนในปี 2020 โลกทั้งใบต้องหยุดชะงักจากการแพร่ระบาดของโควิด-19 ซึ่งถือเป็นการหยุดพักที่ยาวนานและวุ่นวายที่สุดในประวัติศาสตร์ F1 ยุคใหม่ โดยมีการยกเลิกและเลื่อนสนามแข่งทั่วโลกไปเกินครึ่งของปฏิทินการแข่ง 

ต่อมาในปี 2022 ฝ่ายจัดการแข่งขัน F1 ได้แสดงจุดยืนทางการเมืองอย่างแข็งกร้าวด้วยการยกเลิกสัญญาถาวรกับรัสเซีย หลังจากการบุกรุกยูเครน เพราะเห็นว่ากระทบต่อสถานการณ์โดยรวมของทั้งยุโรป 

จนมาถึงเหตุการณ์ล่าสุดในปี 2026 เมื่อสงครามระหว่างสหรัฐฯ-อิสราเอล และอิหร่านปะทุขึ้น ซึ่งต่อมาไม่นาน บาห์เรนกับซาอุดีอาระเบียก็ตกเป็นเป้าโจมตีของอิหร่านไปด้วย 

ท่ามกลางสถานการณ์ความไม่สงบในตะวันออกกลางที่กำลังขยายวง ทำให้สนามบาห์เรน อินเตอร์เนชันแนล เซอร์กิต ของบาห์เรน และสนามเจดดาห์ คอร์นิช เซอร์กิต ของซาอุฯ ไม่ปลอดภัย แม้จะจัดแข่งมาตั้งแต่ปี 2004 และ 2021 ตามลำดับก็ตาม 

ฝ่ายจัดการแข่งขันได้ประกาศยกเลิกแข่งทั้ง 2 สนาม เนื่องจากเห็นว่าพื้นที่ดังกล่าวไม่ปลอดภัยอีกต่อไป โดยการยกเลิกส่งผลให้การแข่ง F1 ฤดูกาล 2026 ลดลงจาก 24 สนามเหลือ 22 สนาม

ประกอบกับสนามในอิตาลี โปรตุเกส หรือตุรกี ไม่สามารถเตรียมความพร้อมได้ทัน ทำให้เกิดช่องว่างในปฏิทินการแข่งขันที่ยาวนานที่สุดถึง 5 สัปดาห์ 

ท่ามกลางการประเมินว่าจะมีความเสียหายทางธุรกิจสูงถึง 100 ล้านปอนด์ (ประมาณ 4,400 ล้านบาท) จากการที่บาห์เรนและซาอุฯ จ่ายค่าธรรมเนียมในการเป็นเจ้าภาพมากที่สุด

ลำดับเหตุการณ์ตั้งแต่ปี 1955 จนถึง 2026 ที่กินเวลานานถึง 71 ปีนี้ สะท้อนให้เห็นว่าการแข่งรถ F1 คือส่วนหนึ่งของกลไกโลกอย่างแยกไม่ออก เพราะเป็นการแข่งที่ย้ายไปตามสนามแข่งประเทศต่างๆ โดยแม้ความเสียหายเชิงธุรกิจจากการยกเลิกแต่ละครั้งจะมหาศาล แต่ประวัติศาสตร์ได้ย้ำเตือนเราเสมอว่า ความปลอดภัยของทุกฝ่ายนั้นสำคัญที่สุดของการแข่งขัน 

ดังนั้นช่องว่าง 5 สัปดาห์ในปี 2026 จึงไม่ใช่เพียงการพักรบ แต่คือบทพิสูจน์ว่ากีฬาแห่งความเร็วจะกลับมาแข่งได้อย่างสง่างามอีกครั้ง ก็ต่อเมื่อโลกใบนี้กลับสู่สภาวะที่ปลอดภัยสำหรับทุกคน / bbc, theguardian, wikipedia, espn, statf1