กระแสคอนเทนต์อนิเมะญี่ปุ่นในไทยยังเติบโตต่อเนื่อง เห็นได้จากจำนวนแฟนคลับที่เพิ่มขึ้นทั้งในกลุ่มวัยรุ่น คนทำงาน ไปจนถึงนักสะสมผลิตภัณฑ์ ทำให้ผู้ถือลิขสิทธิ์เริ่มมองหาแนวทางใหม่ในการต่อยอดธุรกิจจากฐานแฟนคลับที่แข็งแรงเหล่านี้

คำถามคือ เมื่อธุรกิจลิขสิทธิ์เติบโตมาระยะหนึ่งแล้ว ขั้นต่อไปของผู้ถือ IP ในไทยควรเดินไปทางไหน

ทำไม DEX ถึงเริ่มทำ “IP Experience”

บริษัท เดกซ์ (ดรีม เอกซ์เพรส) จำกัด หรือ DEX ผู้บริหารลิขสิทธิ์อนิเมชันญี่ปุ่นในไทย เลือกทดลองโมเดลธุรกิจใหม่ผ่านโปรเจกต์ “One Piece Pop-up Cafe in Thailand” ที่ Attraction Hall ชั้น 6 ไอคอนสยาม โดยเนรมิตพื้นที่กว่า 600 ตารางเมตรให้กลายเป็นธีมคาเฟ่และนิทรรศการที่ถ่ายทอดโลกของการ์ตูน ONE PIECE

รูปแบบของงานไม่ได้เป็นเพียงคาเฟ่ธรรมดา แต่เป็น Location-based Experience ที่ผสานหลายองค์ประกอบเข้าด้วยกัน ทั้งการตกแต่งพื้นที่ตามฉากสำคัญของเรื่อง เมนูอาหารและเครื่องดื่มธีมพิเศษ รวมถึงผลิตภัณฑ์ลิมิเต็ดที่ออกแบบเฉพาะสำหรับงานนี้ เพื่อให้แฟนคลับได้สัมผัสประสบการณ์จากตัวละครและเรื่องราวอย่างใกล้ชิด ซึ่งถือเป็นการจัด ธีมคาเฟ่และนิทรรศการ ONE PIECE เต็มรูปแบบครั้งแรกในประเทศไทย

คุณกฤษณ์ สกุลพานิช ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เดกซ์ (ดรีม เอกซ์เพรส) จำกัด เปิดเผยว่า โปรเจกต์ดังกล่าวเกิดจากความร่วมมือระหว่าง DEX, TOEI ANIMATION ENTERPRISES LIMITED เจ้าของลิขสิทธิ์อนิเมชันระดับโลก และ ICONSIAM โดยต้องการต่อยอดธุรกิจจากการบริหารลิขสิทธิ์ไปสู่การสร้างประสบการณ์จากคอนเทนต์ เพื่อเพิ่มมูลค่าทางธุรกิจในระยะยาว

โมเดลรายได้ของ DEX ปัจจุบัน

ที่ผ่านมา รายได้หลักของบริษัทมาจากธุรกิจลิขสิทธิ์ การจัดจำหน่ายคอนเทนต์ และผลิตภัณฑ์ Merchandise คิดเป็นสัดส่วนประมาณ 70% ของรายได้รวม ขณะที่รายได้จากอีเวนต์มีเพียงราว 10%

แผนธุรกิจในปี 2569 บริษัทจึงต้องการขยับสัดส่วนของธุรกิจ Event & Experience ให้เพิ่มขึ้นเป็น 20% ของรายได้ทั้งหมด พร้อมตั้งเป้ารายได้รวมของบริษัทไว้ที่ 350 ล้านบาท

เป้าหมายดังกล่าวสะท้อนความพยายามของบริษัทในการสร้างแหล่งรายได้ใหม่จากประสบการณ์จริงของผู้บริโภค ซึ่งสามารถต่อยอดจาก IP ที่มีฐานแฟนคลับอยู่แล้ว

One Piece Cafe จะสร้างรายได้มากแค่ไหน

สำหรับโปรเจกต์ One Piece Pop-up Cafe บริษัทประเมินว่าจะมีผู้เข้าชมเฉลี่ยวันละประมาณ 500–1,000 คน หรือรวมตลอดระยะเวลาจัดงานราว 100,000–200,000 คน

ขณะที่ยอดใช้จ่ายเฉลี่ยต่อหัว ซึ่งรวมค่าอาหาร เครื่องดื่ม และผลิตภัณฑ์ลิมิเต็ด อยู่ที่ประมาณ 1,000 บาทต่อบิล

หากเป็นไปตามสมมติฐานดังกล่าว โปรเจกต์นี้เพียงโปรเจกต์เดียวอาจสร้างรายได้ให้บริษัทประมาณ 50–100 ล้านบาท

ทำไมต้องเลือก ICONSIAM เป็นสถานที่จัดงาน

อีกคำถามที่น่าสนใจคือ เหตุใดบริษัทจึงเลือก ICONSIAM เป็นสถานที่จัดงาน

เหตุผลสำคัญคือทำเลแห่งนี้ไม่ได้มีเฉพาะฐานลูกค้าในประเทศ แต่ยังเป็นจุดหมายของนักท่องเที่ยวต่างชาติ ซึ่งช่วยเปิดโอกาสให้คอนเทนต์อนิเมะเข้าถึงผู้บริโภคกลุ่มใหม่ ไม่ได้จำกัดเฉพาะแฟนคลับโดยตรง

นอกจากรายได้จากการจำหน่ายอาหาร เครื่องดื่ม และผลิตภัณฑ์ภายในงานแล้ว บริษัทยังมองว่าการจัด Experience ในลักษณะนี้จะช่วยสร้างมูลค่าทางอ้อมให้กับธุรกิจ ทั้งการเพิ่มการรับรู้แบรนด์ การขยายฐานลูกค้า และการเพิ่มอำนาจต่อรองในการทำ Licensing Deal กับเจ้าของลิขสิทธิ์ระดับโลกในอนาคต

หลัง One Piece เกม IP Experience จะเดินต่ออย่างไร

บริษัทมีแผนต่อยอดโมเดลเดียวกันกับ IP อื่นในช่วงครึ่งปีหลัง ไม่ว่าจะเป็น “ยอดนักสืบจิ๋วโคนัน” (Detective Conan) และ “ดาบพิฆาตอสูร” (Demon Slayer) ซึ่งมีฐานแฟนคลับจำนวนมากในประเทศไทย

สำหรับงาน “One Piece Pop-up Cafe in Thailand” เปิดให้เข้าชมตั้งแต่วันนี้ถึงวันที่ 31 ตุลาคม 2569 ณ Attraction Hall ชั้น 6 ไอคอนสยาม

การทดลองโมเดล IP Experience ครั้งนี้จึงไม่ใช่เพียงการจัดคาเฟ่ของการ์ตูนยอดนิยม แต่เป็นการทดสอบทิศทางธุรกิจใหม่ของผู้ถือคอนเทนต์ในไทย ที่กำลังเปลี่ยนพลังของฐานแฟนคลับให้กลายเป็นรายได้รูปแบบใหม่ของอุตสาหกรรม