มณีสุดา ศิลาอ่อน เปิดมุมมองเบื้องหลังความสำเร็จของ เอส แอนด์ พี สู่ธุรกิจยั่งยืนระดับโลก
ในยุคที่โลกธุรกิจต้องเผชิญกับความเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม บริษัทที่สามารถสร้างรายได้พร้อมกับการรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อมได้อย่างสมดุล มักเป็นผู้ที่ก้าวข้ามความท้าทายและเติบโตได้อย่างยั่งยืน
บริษัท เอส แอนด์ พี ซินดิเคท จำกัด (มหาชน) ผู้นำธุรกิจอาหารและเบเกอรี่ของไทย คือหนึ่งในนั้น โดยที่ผ่านมา เอส แอนด์ พี ได้ตระหนักถึงความสำคัญของการพัฒนาธุรกิจที่สอดคล้องกับแนวทางความยั่งยืน ผ่านกลยุทธ์ที่มุ่งสร้างผลกระทบเชิงบวกต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม ควบคู่ไปกับการขยายโอกาสทางการตลาด
มณีสุดา ศิลาอ่อน ประธานเจ้าหน้าที่สำนักพัฒนาความยั่งยืนและสื่อสารองค์กร บริษัท เอส แอนด์ พี ซินดิเคท จำกัด (มหาชน) กล่าวกับ Marketeer ว่า “เอส แอนด์ พี เริ่มทำเรื่องความยั่งยืนมาตั้งแต่ปี 2559 ก่อนที่จะมีการจัดตั้งสำนักพัฒนาความยั่งยืน เพราะเรามองเห็นถึงโอกาสและแนวโน้มในอนาคต การที่เราทำธุรกิจโดยใช้แนวทางเดิม ๆ ทรัพยากรเดิม หากเราไม่วางแผนปรับตัว ประเมินความเสี่ยง อาจไม่สามารถรับมือสถานการณ์ต่าง ๆ ได้ทันการณ์”

ด้วยวิสัยทัศน์ที่มองไกลเกินกว่าผลกำไรระยะสั้น เอส แอนด์ พี ได้นำแนวคิดด้านความยั่งยืนมาเป็นหัวใจหลักในการดำเนินงาน ทั้งในด้านการใช้ทรัพยากรธรรมชาติอย่างคุ้มค่า การสนับสนุนชุมชน และการสร้างคุณค่าในห่วงโซ่อุปทาน ทั้งหมดนี้เป็นไปเพื่อเป้าหมายสูงสุดในการเติบโตอย่างยั่งยืนและสร้างความมั่นคงให้กับองค์กรในระยะยาว
Marketeer พาผู้อ่านสำรวจกลยุทธ์และโครงการต่าง ๆ รวมถึงแนวทางการผสมผสานความยั่งยืนเข้ากับการสร้างรายได้ของ เอส แอนด์ พี
ในทางปฏิบัติ เอส แอนด์ พี เริ่มต้นเรื่องความยั่งยืนมาตั้งแต่ปี 2559 โดยได้มีการติดตั้ง Solar Roof ในโรงงานการผลิตเพื่อลดการใช้พลังงานไฟฟ้าเปลี่ยนมาใช้พลังงานสะอาดแทน และในปี 2561 ก็ได้เริ่มวางกลยุทธ์การดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืน โดยได้ก่อตั้งสำนักพัฒนาความยั่งยืนและสื่อสารองค์กร เพื่อขับเคลื่อนเรื่อง ESG (Environmental, Social and Governance)
แต่หลังจากนั้นประมาณปี 2563 เป็นช่วงสถานการณ์โควิด-19 ซึ่งถือเป็นความท้าทายของบริษัทที่ลงมือทำเรื่องความยั่งยืนเนื่องจากทุกบริษัทในขณะนั้นต้องรัดเข็มขัด

มณีสุดาบอกกับเราว่า เอส แอนด์ พี ยังคงเดินหน้าตามความมุ่งมั่นเดิม โดยเริ่มต้นจากภายในองค์กรก่อน ตั้งแต่การแยกขยะ เก็บขวดพลาสติกมาอัปไซคลิ่งเป็นเสื้อของพนักงาน เมื่อผ่านพ้นวิกฤตโควิด-19 เอส แอนด์ พี เดินหน้าเรื่องความยั่งยืนอย่างเต็มกำลัง ภายใต้กลยุทธ์ 3P Strategies นั่นคือ
1. Planet: การสร้างสมดุลให้กับระบบนิเวศ
เพื่อปกป้องสิ่งแวดล้อม เอส แอนด์ พี มุ่งมั่นดำเนินธุรกิจเพื่อลดผลกระทบต่อธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมให้มากที่สุด ตลอดทั้ง Supply Chain ตั้งแต่การจัดหา Sustainable Sourcing ที่ลงลึกไปถึงการจัดซื้อวัตถุดิบจากชุมชนและเกษตรกร ที่เอส แอนด์ พี ได้สนับสนุนและส่งเสริมความรู้ความเข้าใจความยั่งยืน เป็นต้น
การเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงานในโรงงานอย่าง Solar Roof ที่ลดต้นทุนพลังงานไฟฟ้าไปแล้วกว่า 10 ล้านบาท การลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก การบริหารจัดการระบบน้ำให้เป็น Zero discharge เดินหน้าสู่การเป็น Green Factory

หรือการใช้บรรจุภัณฑ์ที่ย่อยสลายได้ การปรับเปลี่ยนระบบขนส่งเพื่อลดการใช้พลังงาน ล่าสุดกับการนำร่องโครงการ EV Truck ที่เริ่มใช้รถบรรทุกขนส่งสินค้าเพื่อขนส่งวัตถุดิบ บรรจุภัณฑ์ และผลิตภัณฑ์จากคลังสินค้ากระจายไปยังหน้าร้าน
ตลอดจนการแก้ปัญหา Food Waste ที่เอส แอนด์ พี มีโครงการ S&P Food Rescue ส่งต่ออาหารให้ชุมชนใกล้เคียง ซึ่งตลอด 4 ปีที่เริ่มโครงการมาสามารถลด Food Waste ได้มากถึง 146,529 กก.

ทอดไม่ทิ้ง & ไม่ทอดซ้ำ นำน้ำมันปรุงอาหารที่ใช้แล้วไปเป็นเชื้อเพลิงอากาศยานยั่งยืน โดยระยะเวลา 1 ปี สามารถส่งต่อน้ำมันไป 99.04 ตัน สร้างรายได้ 2.51 ล้านบาท หรือโครงการขวดนี้ไม่ใช้..เราขอนะ ที่นำขวดพลาสติกมาอัปไซคลิ่งเป็นเสื้อของพนักงาน โดยส่งขวดพลาสติกไปแล้วกว่า 8.4 ตัน เทียบเท่าการปลูกต้นไม้ 844 ต้น
เหล่านี้คือตัวอย่าง Circular Economy ที่เอส แอนด์ พี ลงมือทำจริง
2. People: เสริมศักยภาพคนและชุมชน
เอส แอนด์ พี ตระหนักถึงบทบาทสำคัญของพนักงาน ชุมชน และผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในการขับเคลื่อนธุรกิจ โดยมีมาตรการส่งเสริมคุณภาพชีวิตของพนักงานผ่านการจัดสวัสดิการที่เหมาะสม การพัฒนาทักษะความรู้ และการสร้างสภาพแวดล้อมการทำงานที่ปลอดภัยและเป็นมิตร ผ่านโครงการ S&P Employee Engagement 2024 เพื่อสำรวจการมีส่วนร่

หรือโครงการ พัฒนาเมนูสุขภาพ 100 เมนู ที่ เอส แอนด์ พี ตั้งเป้าอยากจะเป็นครัวของคนไทยที่ดูแลสุขภาพของคนไทยให้อยู่กันอย่างยั่งยืน ซึ่งมีการพัฒนาเมนูสุขภาพใหม่ ๆ อย่างต่อเนื่อง
โครงการ 2D Barcode เป็นการ Tracability หรือตรวจสอบย้อนกลับถึงที่มาของผลิตภัณฑ์ นอกจากนี้ เอส แอนด์ พี ยังได้โลโก้ CFR (Carbon Footprint Reduction) และ CFP (Carbon Footprint Product) ที่ยืนยันว่าเป็นผลิตภัณฑ์ได้ผ่านการประเมินคาร์บอนฟุตพรินต์ของผลิตภัณฑ์ และสามารถลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของผลิตภัณฑ์ได้ตามเกณฑ์ที่กำหนด
ในฝั่งคู่ค้าและสังคม เอส แอนด์ พี มีการทำโครงการ S&P Growing Together สนับสนุนชุมชนท้องถิ่นผ่านโครงการส่งเสริมอาชีพ เช่น การร่วมมือกับเกษตรกรเพื่อพัฒนาผลผลิตที่มีคุณภาพ พร้อมช่วยสร้างรายได้ให้กับครอบครัวในชนบท และโครงการนักเรียนทวิภาคี รับนักเรียนอาชีวะเข้ามาฝึกงาน, โครงการ S&P Kitchen for Kids ที่ทำต่อเนื่องเป็นปีที่ 16 กับการเข้าไปพัฒนาและปรับปรุงโรงครัว โรงอาหาร ให้กับโรงเรียนในถิ่นทุรกันดารทั่วประเทศ หรือโครงการจ้างงานคนพิการ เป็นต้น

3. Prosperity: การสนับสนุนความแข็งแกร่งองค์กร
แทนที่จะมุ่งเน้นผลกำไรเพียงอย่างเดียว มณีสุดา ศิลาอ่อน บอกว่า เอส แอนด์ พี มุ่งสร้างรากฐานที่มั่นคงเพื่อความแข็งแกร่งขององค์กร ผ่านการสร้างวัฒนธรรมองค์กรนวัตกรรมเพื่อความยั่งยืน
เช่น โครงการรางวัลนวัตกรรมดีเด่นประจำปี ที่ล่าสุดพนักงานได้คิดค้นเครื่องจักรสำหรับผลิตพายกรอบผีเสื้อที่ช่วยลดต้นทุนเวลาและแรงงานได้สำเร็จ หรือโครงการประกวด LEAN Project เพื่อปูพื้นฐานความคิดที่นำไปสู่นวัตกรรมที่ยั่งยืน มีเป้าหมายให้เกิดวัฒนธรรมการทำงานที่เน้นการกำจัดความสูญเปล่า (Waste) ในทุกกระบวนการทำงาน

การร่วมมือกับพันธมิตร ที่นำมาซึ่งการได้รับการประเมินและรางวัลต่าง ๆ และการนำเทคโนโลยีมาปรับใช้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ อย่างโครงการ AI Detective on CCTV ที่ใช้เทคโนโลยี AI ผ่านกล้อง CCTV เพื่อตรวจจับพฤติกรรมความผิดปกติของพนักงานและบันทึกข้อมูล
ด้วยกลยุทธ์ 3P Strategies และผลลัพธ์ที่กล่าวมาทั้งหมด แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นที่จะเป็นผู้นำในธุรกิจอาหาร ที่ไม่เพียงแค่สร้างผลกำไร แต่ยังเป็นส่วนหนึ่งในการขับเคลื่อนสังคมและโลกไปสู่ความยั่งยืน
สิ่งที่ เอส แอนด์ พี ทำที่ไม่เพียงแค่ตอบโจทย์ของโลกธุรกิจยุคใหม่ แต่ยังเป็นแรงบันดาลใจให้กับองค์กรอื่น ๆ ที่ต้องการสร้างความเปลี่ยนแปลงในทิศทางที่ดีต่อโลกและสังคมในอนาคต.
–
อัพเดตข่าวสารการตลาดทุกวันได้
Website : Marketeeronline.co /
