แม้ที่ทางของแบรนด์ญี่ปุ่นบนเวทีโลก ทั้งสินค้าเทคโนโลยี และรถยนต์ ยังอยู่ในช่วงหาทางกลับมาคืนฟอร์ม หลังถูกจีนกับเกาหลีใต้แซงไป แต่หากเป็นเรื่องอาหารต้องบอกว่า “แดนซามูไร” ยังติดลมบน
เรื่องนี้ยืนยันได้จากมีร้านซูชิและซาชิมิกระจายอยู่ได้ทั่วโลก จนเชฟอาหารญี่ปุ่นพากันเก็บกระเป๋าไปทำงานต่างประเทศ
Soft Power ด้านอาหารของญี่ปุ่นยังไม่หมดแค่นั้น หลักฐานคือวัตถุดิบสีเขียวที่ฮิตไปทั่วโลก ซึ่งรัฐบาลก็เล็งเห็นและนำมาสู่แผนสั่งลุยเพื่อเพิ่มรายได้เข้าประเทศ
กระทรวงเกษตร การประมงและกิจการป่าไม้ของญี่ปุ่น เดินหน้านโยบายช่วยเหลือและทุ่มงบประมาณกระตุ้นกำลังการผลิตชาเขียว ในประเทศในปีงบประมาณ 2025 โดยจะต่อเนื่องไปอีกอย่างน้อย 5 ปี เพื่อให้สามารถส่งออกวัตถุดิบดังกล่าวที่กำลังเป็นที่นิยมไปทั่วโลกได้มากขึ้น
ตามตัวเลขของกระทรวงเกษตร การประมงและกิจการป่าไม้ของญี่ปุ่น ระบุว่า ระหว่างปี 2008-2023 ตัวเลขการส่งออกชา เพิ่มขึ้น 9 เท่าจนมูลค่าไปอยู่ที่ 185 ล้านดอลลาร์ (ราว 6,245 ล้านบาท) ซึ่งเมื่อสืบสาวไปก็พบว่ามาจากความนิยมในเมนูต่าง ๆ ทั้งขนมและเครื่องดื่ม ที่มีมัทฉะเป็นส่วนประกอบ
ท่ามกลางข้อมูลว่า มัทฉะนั้นดีต่อสุขภาพและยังเป็นทางเลือกในการปลุกความกระปรี้กระเปร่านอกเหนือไปจากกาแฟ รวมไปถึงคาดการณ์ว่า เมื่อถึงปี 2027 จะมีเงินสะพัดในตลาดมัทฉะทั่วโลกสูงถึง 5,500 ดอลลาร์ (ราว 186,000 ล้านบาท)
นโยบายดังกล่าวยังจะเป็นแก้ปัญหาตลาดชาเขียวในประเทศด้วย โดยระหว่างปี 2008-2023 ครอบครัวชาวญี่ปุ่นบริโภคชาเขียวกันลดลงมา 40% เพราะต้องประหยัดค่าใช้จ่ายเพื่อฝ่าพิษเศรษฐกิจ
นอกจากนี้ กำลังการผลิตชาเขียวก็ในกรอบเวลาเดียวกันก็ลดลง จากปัญหาสังคมผู้สูงอายุรุนแรงจนทำให้เกษตรกรที่เพาะปลูกชาเขียวลดลง
อย่างไรก็ตาม แผนนี้ก็มาพร้อมการปรับเปลี่ยนนโยบายเพราะมัทฉะคือการนำ เทนฉะหรือใบชาที่ปลูกในร่มไปอบไอน้ำ ตากแห้งบดเป็นผงละเอียด ต่างจากเกนฉะ หรือชาที่ชาวญี่ปุ่นใช้ชงดื่มกันทั่วไป ซึ่งเป็นชาที่ปลูกในพื้นที่แดดส่องถึง นำไปอบไอน้ำ นวดและตากแห้ง
ด้านสื่อญี่ปุ่นรายงานข้อมูลจากรัฐบาลว่า ตลาดส่งออกมัทฉะที่อนาคตสดใสสุดคือ สหรัฐฯ กับยุโรป ท่ามกลางการหันใส่ใจสุขภาพของผู้บริโภคในซีกโลกตะวันตก โดยนอกจากทุ่มงบประมาณ จูงใจให้อุตสาหกรรมชาในประเทศผลิตมัทฉะออกมามากขึ้นแล้ว รัฐบาลญี่ปุ่นจะได้มีการโปรโมตมัทฉะผ่านช่องทางต่าง ๆ รวมไปถึงสื่อโซเชียลอีกด้วย
มีการวิเคราะห์กันว่า จากนี้ญี่ปุ่นคงจะหันมาปลูกชาเขียวเพื่อไปทำเทนฉะแปรรูปเป็นผงมัทฉะเพิ่มขึ้น โดยเป้าหมายหลักก็เพื่อส่งออก สวนทางกับการผลิตเทนฉะที่ลดลงสืบเนื่องจากปัจจัยลบที่ได้กล่าวไปแล้ว
ทว่า ก็ยังต้องติดตามกันต่อไปว่า ญี่ปุ่นจะผลิตชา โดยเฉพาะเทนฉะที่นำไปทำมัทฉะ ได้มากขึ้นอีกแค่ไหน เพราะญี่ปุ่นยังคงขาดแคลนเกษตรกรสืบเนื่องจากปัญหาสังคมสูงวัย ขณะเดียวกันอาจต้องรับมือกับผลกระทบจากภาวะโลกร้อนอีก/japantoday, kyodo
–
