Trends / หากถามว่าประเทศไหนของกลุ่มอาเซียนที่พัฒนาอย่างก้าวกระโดดมากสุด คำตอบแรกคงเป็น สิงคโปร์ ที่เรียกได้เต็มปากกว่า คือประเทศพัฒนาแล้วหนึ่งเดียวของกลุ่ม

ส่วนอีกประเทศที่มีพัฒนาการน่าสนใจรองลงมา และต่างจากอดีตแบบสิ้นเชิงเช่นกันคือ เวียดนาม เพราะเมื่อ 50 ปีก่อนนี่คือประเทศที่เสียหายอย่างหนักจากสงครามที่ชาติมหาอำนาจเข้ามาเกี่ยวข้องและคร่าชีวิตคนในประเทศไปมากถึง 3 ล้านคน ขณะที่อีก 6 ล้านคนต้องอพยพไปต่างประเทศ

ทว่าปัจจุบัน นี่คือประเทศที่มีศักยภาพเป็นลำดับต้น ๆ ของกลุ่มอาเซียน และคงรับมือกับสงครามการค้ารอบใหม่ได้ดีกว่าเพื่อนบ้าน

สหรัฐฯ ขึ้นกำแพงภาษีนำเข้าต่อสินค้าจากเวียดนามเป็น 46% แต่เวียดนามก็เคลื่อนที่เร็ว ด้วยการประกาศเลยว่าพร้อมเจรจา เพื่อให้การส่งออกและความสัมพันธ์ทางการค้ากับสหรัฐฯ ยังคงราบรื่นต่อไป

พร้อมป้องกันไม่ให้การขยายตัวทางเศรษฐกิจเฉลี่ย 5% ต่อปี ซึ่งประเทศร่วมกลุ่มอาเซียนต้องอิจฉานั้นลดลงไป

ด้านชาวเวียดนามรุ่นใหม่ หรือกระทั่งคนรุ่นเก่าก็ไม่ได้มองสหรัฐฯ เป็นศัตรู เหมือนยุคสงครามเวียดนามอีกต่อไป เพราะต่างเห็นว่า สงครามเวียดนามยุติไปนานแล้ว นอกจากนั้น ต่างก็เห็นด้วยกับรัฐบาลว่า ควรเร่งเจรจา ส่วนจีน ที่เป็นทั้งเพื่อนบ้าน และคู่ค้าอันดับ 1 ก็สำคัญพอ ๆ กัน

ดังนั้น จึงกล่าวได้ว่าเวียดนามไม่สามารถเลือกข้างและต้องสานสัมพันธ์ด้านต่าง ๆ กับทั้งชาติมหาอำนาจทั้งสอง อย่างรอบคอบ อันมีผลประโยชน์ของประเทศเป็นที่ตั้ง

สำนักข่าว BBC ของอังกฤษวิเคราะห์ว่า สงครามการค้ารอบนี้ถือเป็นความท้าทายใหญ่อีกครั้งของเวียดนามยุคใหม่ โดยที่สหรัฐฯ กลับมาเป็นภัยคุกคามผ่านมาตรการแข็งกร้าวการทางค้า ต่างจากสงครามเวียดนามเมื่อ 50 ปีก่อน ที่สหรัฐฯ ส่งกำลังทหารเข้ามาคุกคาม

แต่หากมองอีกด้านก็ทำให้ทั้งสหรัฐฯ และจีนต้องหันมามองหรือให้ความสำคัญกับเวียดนามมากขึ้น โดยในส่วนของจีน เห็นได้จากการที่ประธานาธิบดี สี จิ้นผิง ให้เวียดนามเป็น 1 ใน 3 ประเทศที่หมายการเยือนอาเซียนเมื่อต้นเมษายน เพื่อชิงความได้เปรียบในการกระชับความสัมพันธ์กับเวียดนาม หลังสหรัฐฯ ประกาศขึ้นกำแพงภาษีกับเวียดนามไม่นาน

BBC วิเคราะห์อีกว่า เวียดนามยังมีจุดแข็งหลายด้านทื่จะส่งผลดีต่อทั้งการพัฒนาประเทศและฝ่าสงครามการค้า

เริ่มจากเป็นประเทศของคนรุ่นใหม่ เพราะประชากรกลุ่มใหญ่สุดของประเทศมีอายุเฉลี่ยอยู่ที่ 33 ปี น้อยกว่าทั้งไทย กับ จีน และ ญี่ปุ่น ซึ่งประชากรกลุ่มใหญ่สุดของประเทศอายุเฉลี่ย อยู่ที่ 40 และ 50 ปี

จุดแข็งต่อมาคือ คนรุ่นใหม่ส่วนใหญ่มองไปที่อนาคต เข้าใจโลกาภิวัตน์ และไม่ยึดกับอดีตในยุคสงคราม นอกจากนี้ ยังมีทายาทของคนที่อพยพหนีภัยสงครามไปต่างประเทศ เช่น ที่จีน ไต้หวัน สหรัฐฯ และฝรั่งเศส จำนวนมหาศาลที่กลับมาร่วมทำธุรกิจและพัฒนาประเทศในบ้านเกิดของบรรพบุรุษ

ขณะเดียวกันยังมีโรงงานอยู่เป็นจำนวนมาก จนได้ชื่อว่าเป็นโรงงานแห่งใหม่ของเอเชีย ส่วนรัฐบาลก็คิดไวทำไว และหันมาเน้นความคล่องตัว เห็นได้จากการติดต่อขอเจรจากับสหรัฐฯ แทบจะทันทีหลังสหรัฐฯ ประกาศขึ้นกำแพงภาษี

และเพิ่งประกาศลดกระทรวงจาก 30 ลงมาอยู่ที่ 17 กระทรวง ส่วนจังหวัดจากที่มี 63 จังหวัด ก็ลดลงเหลือ 34 จังหวัดแล้ว/bbc