ความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่ย่อมมาพร้อมเรื่องราวระหว่างทางที่น่าสนใจเสมอ เหมือนการติดตาม-และเอาใจช่วยเชียร์ทีมฟุตบอลโรงเรียนระดับมัธยมของไทยที่กำลังเป็นกระแส
เพราะหนึ่งในทีมที่ทะลุเข้ามาถึงรอบชิง อย่าง หมอนทองวิทยา แม้เป็นทีมไร้อันดับ และมีนักเตะที่เคยถูกทีมอื่นมองข้ามแต่กลับสามารถฝ่าฟันอุปสรรค และยังเดินทางด้วยรถสองแถวเก่าๆ ซึ่งโค้ชขับเอง ที่สื่อตั้งฉายาให้ว่า “รถขนฝัน” อีกด้วย
ในแวดวงกีฬาระดับโลกก็เพิ่งมีเรื่องลักษณะนี้ที่กลายเป็นข่าวดังเช่นกัน นั่นคือการคว้าแชมป์โลกของคริกเก็ตหญิงทีมชาติอินเดีย ซึ่งรับหน้าที่เป็นเจ้าภาพด้วยเมื่อ 2 พฤศจิกายนที่ผ่านมา

เพราะนอกจากเป็นแชมป์ครั้งแรก หลังแข่งระดับนานาชาติเมื่อเกือบ 50 ปีก่อนและยังสามารถโค่นสองทีมแกร่งอย่างออสเตรเลียและแอฟริกาใต้แล้ว หลายคนในทีมยังฝ่าฟันอุปสรรคมามากมายกว่าที่จะคว้าความสำเร็จครั้งประวัติศาสตร์นี้อีกด้วย
ทันทีที่ชัยชนะในนัดชิงชนะเลิศเป็นของอินเดีย ฮาร์มันพรีต คอร์ กัปตันทีมก็วิ่งตรงไปหาพ่อของเธอ ทันทีที่เห็นเขา เธอกระโดดกอดเขาไว้แน่น นี่คือการเฉลิมฉลองของกัปตันทีม และของลูกสาวสุดแกร่งของครอบครัว
ฮาร์มันพรีตเกิดในเมืองโมกา ซึ่งครั้งหนึ่งเคยเป็นที่รู้จักในฐานะศูนย์กลางยาเสพติด เธอเติบโตในครอบครัวที่ใช้ชีวิตเรียบง่ายและมีวินัย พ่อของเธอซึ่งเป็นนักคริกเก็ตในสโมสรและเป็นเสมียนที่ศาลแขวง ต้องขายน้ำนมจากควายสี่ตัวของครอบครัวเพื่อจุนเจือบ้าน อุปกรณ์คริกเก็ตมักเป็นสิ่งที่ไกลเกินเอื้อม
โค้ชคนแรกของเธอเล่าว่าเธอต้องฝึกซ้อมด้วยไม้แบตเก่าๆ และลูกบอลที่ไม่มีตะเข็บ แต่พ่อของเธอไม่แคร์เมินเฉยต่อคำพูดของเพื่อนบ้านที่ว่า จะให้ลูกสาวเล่นคริกเก็ตไปเพื่ออะไร?
พ่อของเธอไม่โต้เถียง แต่ปล่อยให้ลูกสาวของเขา ซึ่งเป็นลูกคนโตในบรรดาพี่น้องสามคน ได้เล่นต่อไป จนในที่สุดลูกสาวคนโตของบ้านคนนี้ก็พาทีมชาติคว้าแชมป์โลก

ด้าน อะมานจ็อต คอร์ ผู้เล่นตำแหน่งออลราวด์ เริ่มต้นที่โรงงานไม้ของพ่อเธอ ในรัฐปัญจาบ โดยจากการที่พวกเขาไม่มีเงินพอซื้ออุปกรณ์คริกเก็ต พ่อของเธอก็ได้สร้างไม้แบตอันแรกให้เธอด้วยตัวเอง โดยแกะสลักจากเศษไม้ที่เหลือ
เพื่อนบ้านต่างตั้งคำถามว่าทำไมเขาถึงสนับสนุนให้เด็กผู้หญิงเล่นกีฬา แต่เขาเพียงแค่ทำงานของเขาต่อไป และเธอก็เล่นของเธอต่อไป
ในนัดชิงชนะเลิศ เธอสร้างจุดเปลี่ยนสำคัญของเกมหลายครั้ง ทั้งการวิ่งไปรับลูกและขว้างบอลจนทำให้ผู้เล่นคนสำคัญของแอฟริกาใต้ออกสนามไป และการรับลูกที่หมุนคว้างอยู่กลางอากาศได้อย่างน่าทึ่ง สร้างเสียงเชียร์ดังกระหึ่มทั่วสนาม
เรื่องของ ราธา ยาดาฟ เจ้าของตำแหน่งสปิน โบว์เลอร์ คริกเก็ตทีมชาติอินเดียก็น่าสนใจไม่แพ้กัน โดยหลังจากที่เธอได้รับสัญญานักกีฬาอาชีพครั้งแรกเมื่อ 6 ปีก่อน ตอนอายุ 19 ปี เธอได้ซื้อร้านขายของชำเล็กๆ ให้ครอบครัวในชื่อ ราธา มินิ เจเนอรัล สโตร์
ความสำคัญของร้านนี้ คือมันไม่ได้มาจากน้ำพักน้ำแรงในเกมตีคลีของเธอเท่านั้น แต่ยังเป็นร้านที่อยู่ห่างจากแผงลอยริมทางเท้าที่พ่อของเธอ ออมปรากาช ยาดาฟ เคยยืนขายผักและนมมานานหลายปีเพียงไม่กี่ก้าวอีกด้วย
บ้านของครอบครัวเธอแม้อยู่เหนือร้านมีขนาดจำกัดเพียง 21 ตารางเมตร แต่ความทะเยอทะยานนั้นไร้ขีดจำกัดและเธอยังฝันใหญ่ ส่วนพี่สาวของเธอซึ่งเล่นคริกเก็ตเหมือนกัน แต่เสียสละยอมเลิกเล่นเพื่อให้น้องสาวได้ไปต่อ ดังนั้นฝันของครอบครัวนี้จึงฝากไว้ที่เธอคนเดียว
นี่ทำให้ในเช้าวันรุ่งขึ้นหลังคว้าแชมป์โลก ภาพหนึ่งได้กลายเป็นไวรัลไปทั่วอินเดียคือ ภาพพ่อของเธอ ยิ้มอย่างภาคภูมิใจ เดินไปพร้อมกับโค้ชในช่วงที่ทีมเดินขอบคุณรอบสนาม โดยมีถ้วยแชมป์โลกวางอยู่บนศีรษะของเขา
การฝ่าฟันอุปสรรคนอกสนามเพื่อคว้าความสำเร็จในชีวิตของทีมคริกเก็ตหญิงอินเดีย เป็นสิ่งที่ เรนูกา ซิงห์ ธากูร ผู้เล่นตำแหน่งเพซ โบว์เลอร์ คริกเก็ตทีมชาติอินเดียก็ผ่านมาเช่นกัน
เธอสูญเสียพ่อไปตั้งแต่เธออายุเพียง 3 ขวบ ทำให้แม่ของเธอ ต้องเข้ารับราชการเพื่อหาเลี้ยงครอบครัว แม้รายได้จะน้อยนิด แต่การสนับสนุนความฝันของลูกสาวไม่เคยลดลง
เธอเริ่มเล่นคริกเก็ตในซอยของหมู่บ้าน ก่อนจะย้ายไปอยู่ที่สถาบันนักกีฬาในเมือง ซึ่งเป็นหนึ่งในหอพักนักกีฬาหญิงแห่งแรกๆ ของประเทศ
ความห่างไกลจากบ้านและการฝึกซ้อมที่หนักหน่วงทำให้เธอเกือบจะถอดใจอยู่หลายครั้ง แต่ก็ได้โค้ชคอยย้ำเตือนเธอถึงความเสียสละที่แม่ของเธอได้ทำไว้เพื่อให้เธอได้เล่นคริกเก็ต
อุปสรรคในการรับใช้ชาติด้านกีฬาของเธอยังไม่หมดแค่นั้น โดยในนัดชิงชนะเลิศ เธอต้องลงแข่งหลังเพิ่งหายจากอาการบาดเจ็บยาวนาน แต่เธอก็ขว้างบอลไป ได้ถึง 8 โอเวอร์ เสียเพียง 28 แต้ม และเล่นได้อย่างไร้ที่ติ

ที่สุดความพยายามทั้งหมดของเธอก็สัมฤทธิ์ผล เพราะเธอกับเพื่อนร่วมทีมคว้าแชมป์ครั้งประวัติศาสตร์ให้อินเดียได้สำเร็จ / bbc
